บทที่ 217.2 เซียนกระบี่

กระบี่จงมา! Sword of Coming

บทที่ 217.2 เซียนกระบี่ โดย ProjectZyphon

ครั้งแรกที่กระบี่บินชูอีซึ่งเดิมทีมีชื่อว่าเสี่ยวเฟิงตูปรากฏกายในบ้านบรรพบุรุษตรอกหนีผิง เป็นเหมือนเส้นแสงสีขาวเล็กๆ เส้นหนึ่งที่พาดผ่านอยู่กลางอากาศ แม้ว่าตัวกระบี่จะเล็กบาง แต่กลับเต็มไปด้วยพลังอำนาจอันเปี่ยมล้น คมกระบี่สาดประกายความคมออกมาจนหมดสิ้นอย่างไม่มีปิดบัง

ส่วนกระบี่บินสืออู่ที่แลกมาจากหยางเหล่าโถว พลังอำนาจจะแตกต่างไปเล็กน้อย ปณิธานกระบี่ค่อนข้างจะชื่นชอบความเงียบสงบ เวลาเคลื่อนไหวในน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ก็มักจะเป็นการบินไปบินมาด้วยความเร็วสูงสุด ทุกครั้งที่ใกล้จะชนกับผนังด้านในของน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ก็มักจะหยุดกะหันทันในขณะที่ห่างจากผนังแค่เสี้ยวเดียว แตกต่างจากชูอีที่พุ่งชนด้านในน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่เหมือนคลุ้มคลั่งอย่างสิ้นเชิง

ดังนั้นเฉินผิงอันจึงค่อนข้างจะมั่นใจว่าเสี่ยวเฟิงตู หรือกระบี่บินสีขาวที่ถูกเขาตั้งชื่อว่าชูอีนั้นคมกริบยิ่งกว่าสืออู่ อีกทั้งยังแข็งแกร่งมากกว่า แต่ข้อเสียก็เห็นได้อย่างชัดเจนเช่นกัน นั่นคือกระบี่ขยับเชื่องช้า อีกทั้งไม่ได้อยู่ในการควบคุมของเฉินผิงอันทั้งหมด ดังนั้นจึงเป็นเหตุให้ทุกครั้งที่ออกกระบี่ไม่มีความแม่นยำมากพอ แต่หากอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่กำลังคุมเชิงกัน โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เป็นฝ่ายได้เปรียบสูงก็สามารถให้ชูอีเป็นคนออกหน้าพุ่งชนไปทั่วสะเปะสะปะ เพราะอย่างไรก็ไม่ต้องกังวลอยู่แล้วว่าจะชนจนเกิดความเสียหาย ทว่าหากอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่มีความเสี่ยงก็ยังจำเป็นต้องให้สืออู่ที่นิสัยอ่อนโยนว่าง่ายและว่องไวอย่างถึงที่สุดช่วยโจมตีจุดตาย ควรนำมาใช้ในขั้นสุดท้าย

แน่นอนว่ากระบี่บินแห่งชะตาชีวิตนั้นแข็งแกร่งมาก นี่คือรากฐานที่ผู้ฝึกกระบี่ใต้หล้าทุกคนปรารถนาแม้ในยามหลับฝัน หากโชคดีได้มาครอบครองก็ยิ่งต้องเก็บรักษาให้ดีเหมือนชีวิตของตนเอง และนี่ก็เป็นสิ่งที่ทำให้ผู้ฝึกลมปราณของร้อยสำนักปวดหัวอย่างถึงที่สุด แต่ไม่ว่าจะเป็นกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตเล่มใดก็ล้วนมีปัญหาเหมือนกันอยู่สองข้อ หนึ่งคือได้มาครองไม่ง่าย เพราะวัตถุดิบวิเศษในฟ้าดินที่จำเป็นต้องใช้ในการหลอมกระบี่นั้นมีมากมายนับไม่ถ้วน สองคือมีชื่อน่าครั่นคร้ามด้านพลังการสังหารที่ยิ่งใหญ่ ไม่ออกมาจากช่องโพรงลมปราณก็มีพลานุภาพในการสยบโดยไม่ต้องเอื้อนเอ่ย แต่หากออกจากช่องโพรงมาสังหารศัตรู ขอแค่เกิดความเสียหายเพียงเล็กน้อย ยกตัวอย่างเช่นคมกระบี่เกิดบิ่นแตก ตัวกระบี่เกิดรอยร้าว ฯลฯ การซ่อมแซมกระบี่บินแห่งชะตาชีวิตที่ไม่สมบูรณ์แบบก็ต้องเป็นค่าใช้จ่ายที่ใหญ่เทียมฟ้า

ดังนั้นถึงมีประโยคหนึ่งซึ่งแพร่ไปถึงบนยอดเขานั่นคือ รวยก็คือผู้ฝึกกระบี่ จนก็คือผู้ฝึกกระบี่ ล้มละลายภายในค่ำคืนเดียวก็คือผู้ฝึกกระบี่

นี่ก็คือสาเหตุที่เฉินผิงอันเรียกชูอีออกมารบก่อน ด้วยกังวลว่าหากสืออู่ขึ้นเวทีสังหารศัตรูเป็นครั้งแรกจะปิดฉากลงอย่างรวดเร็ว

ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีความยึดมั่นถือมั่นเป็นของตัวเอง ในเมื่อคุยกันไม่รู้เรื่องก็ได้แต่เอาความสามารถที่แท้จริงออกมาวัดกัน

บัณฑิตแซ่ฉู่ที่ร่างจริงคือภูตต้นไม้โบราณยื่นนิ้วข้างหนึ่งขึ้นมาเคาะลงบนกระจกหุ้มหัวใจที่ส่องแสงสว่างลุกโชนตรงหน้าอก “หมัดของเจ้าแข็งนักไม่ใช่หรือ มา ต่อยลงมาตรงนี้ได้ตามสบาย เม็ดเสื้อเกราะล้ำค่าที่ต้องจ่ายเงินตั้งสามพันเงินเกล็ดหิมะชิ้นนี้ถูกเก็บไว้ในท้องพระคลังสมบัติลำดับสองของราชวงศ์แคว้นกู่อวี๋ เจ้าคนแซ่เฉิน หากเจ้าต่อยมันให้แตกได้ก็ถือว่าเจ้ามีความสามารถ!”

เฉินผิงอันหรือจะมัวเกรงใจเขา

แตะปลายเท้าเบาๆ กระเบื้องบนพื้นก็ถึงกับปริร้าว ร่างพุ่งกระโจนไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

คำโบราณที่บอกไว้ว่าต้นไม้ย้ายถิ่นตาย คนย้ายถิ่นรอด ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล แม้ว่าบัณฑิตภูตต้นไม้จะเป็นผู้ฝึกลมปราณขอบเขตห้า ร่างกายและจิตใจไม่อ่อนแอ แต่ก็ไม่เชี่ยวชาญการต่อสู้ประชิดตัวและไม่อาจทนรับหลายๆ กระบวนท่าติดต่อกัน เขาถึงได้เอาเม็ดเสื้อเกราะที่มีมูลค่าควรเมืองชิ้นนี้มาใช้เป็นยันต์คุ้มกันกายในช่วงเวลาที่สำคัญ

บัณฑิตแซ่ฉู่เกิดมาก็มีร่างกายที่แข็งแกร่งทนทาน บวกกับมีเสื้อเกราะวิเศษปกคลุมทั่วกาย เขาในเวลานี้จึงกลั้นหายใจทำสมาธิ เตรียมพร้อมรอรับหมัดจากเด็กหนุ่ม

หนึ่งหมัดที่ปล่อยออกไปด้วยพละกำลังหนักหน่วง เป็นเหตุให้กระจกหุ้มหัวใจยุบลงไปชุ่นกว่า ร่างทั้งร่างของบัณฑิตแซ่ฉู่ปลิวลิ่วไปกระเด็นเข้ากับกำแพงลานบ้านของเรือนโบราณที่อยู่ด้านนอกสุด แต่คราวนี้สภาพของเขากลับไม่กระเซอะกระเซิงแล้ว กลับเป็นกำแพงด้านหลังของเขาที่พังครืนแหลกละเอียด เผยให้เห็นภาพที่น่าสะพรึงกลัว ด้านในกำแพงไม่ใช่ก้อนอิฐ แต่เป็นรากต้นไม้ที่รัดพันและกำลังเคลื่อนขยับ

บัณฑิตแซ่ฉู่ปัดฝุ่นบนร่าง เอ่ยเย้ยหยัน “มีความสามารถแค่นี้เองหรือ? หากไม่มีใจกล้าหาญของขอบเขตหก ต่อให้ข้าผู้แซ่ฉู่ยืนนิ่งไม่ขยับตั้งแต่ต้นจนจบ ปล่อยให้เจ้าต่อยใส่ร้อยหมัดพันหมัด คุณชายเฉินคิดจะต่อยให้เม็ดเสื้อเกราะแหลกสลายในรวดเดียว ก็ยังยากมากอยู่ดี”

ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตสี่ ห้า หก สามขอบเขตนี้ไม่ได้ถูกพันธนาการอยู่แค่ที่การหล่อหลอมเรือนกายเสมอไป แต่ยกระดับไปถึงการหลอมลมปราณ ด้วยเหตุนี้จึงถูกเรียกว่าขอบเขตปรมาจารย์น้อย แต่ละระดับจะมีการสนองตอบต่อจิต วิญญาณและความกล้า หากฝึกสำเร็จ พลังการต่อสู้ของผู้ฝึกยุทธ์ก็จะทบทวี ไม่เพียงแต่ย้อนกลับมาเลี้ยงเรือนกายที่เป็นเลือดเนื้อขอตัวเองได้ เวลาที่รับมือกับผู้ฝึกลมปราณก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่จัดการกับภูตผีปีศาจที่เหนื่อยเพียงครึ่งแต่ได้ผลเป็นเท่าตัว การลงมือในแต่ละครั้ง พายุหมัดที่พุ่งมาถึงจะร้อนแรงเหมือนดวงตะวัน กี่หมื่นพันความชั่วร้ายก็ต้องพากันหลบเลี่ยง

หนึ่งหมัดต่อยลงบนตำแหน่งที่คาดการณ์ไว้ จากนั้นเฉินผิงอันก็ไม่ได้ไล่ตามไปโจมตีต่อ ไม่ใช่ว่าเขาเป็นม้าตีนปลาย ตรงกันข้ามเลยทีเดียว หมัดนี้เป็นแค่อาหารเรียกน้ำย่อยเท่านั้น หลักๆ แล้วเป็นเพราะเฉินผิงอันตกตะลึงไปกับภาพประหลาดของกำแพงด้านหลังบัณฑิตต่างหาก หรือว่าด้านในกำแพงของบ้านโบราณล้วนมีรากต้นไม้หยั่งลึกอย่างนี้ทั้งหมด?

เรือนด้านหลังมีประกายแสงเจิดจ้าเปล่งวูบวาบสาดส่องม่านราตรีอยู่ตลอดเวลา และระหว่างนั้นก็มีเสียงตวาดคำรามของมือดาบเคราดกดังแทรกซ้อนเข้ามาเป็นระยะ

ยันต์เจดีย์วิเศษสยบปีศาจสีเหลืองสามแผ่นเอามาใช้หมดแล้ว แต่ยังเหลือยันต์สยบปีศาจกระดาษสีทองอีกสองแผ่นที่ซ่อนอยู่ในชายแขนเสื้อของเฉินผิงอัน

และยังมียันต์ย่อส่วนพื้นที่อีกสองแผ่น

เฉินผิงอันกล่าวกับตัวเองในใจว่า ใช้ได้แล้ว

หลายครั้งที่ออกหมัดไปก่อนหน้านี้ล้วนอาศัยความว่องไวปราดเปรียวของร่างกาย แต่อันที่จริงล้วนเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมา

ทว่าคราวนี้เฉินผิงอันกลับเลือกทำต่างออกไป เขาตั้งท่าหมัดที่เก่าแก่โบราณอย่างถึงที่สุด ก้าวออกไปหนึ่งก้าว สองแขนยืดขยาย ก่อนจะค่อยๆ กำมือเป็นหมัด ทุกอย่างนี้ล้วนคล่องแคล่วดุจเมฆคล้อยดุจสายน้ำไหล

เพียงชั่วพริบตาปณิธานหมัดของเฉินผิงอันก็ไหลบ่าราวกับสายน้ำ เจิดจ้าบาดตาอย่างแท้จริง เมื่อตกมาอยู่ในสายตาของบัณฑิตแซ่ฉู่ก็เป็นราวกับดวงอาทิตย์ที่ผุดขึ้นทางทิศตะวันออกเหนือผืนมหาสมุทร น่าตื่นตาตื่นใจสุดขีด

กระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้า!

บัณฑิตแซ่ฉู่กลืนน้ำลาย คิดในใจว่าควรจะกลับมานั่งคุยกันอีกสักหน่อยดีหรือไม่?

เหตุใดถึงได้รู้สึกว่าเสื้อเกราะวิเศษตัวนี้อาจจะไม่สร้างความมั่นคงปลอดภัยให้เขาได้เสมอไป?

เห็นๆ กันอยู่ว่าเด็กหนุ่มตรงหน้ายังฝึกการหลอมลมปราณของวิถีวรยุทธ์ไม่ได้ถึงขอบเขตสามเลยด้วยซ้ำ!

แล้วทำไมถึงมีปณิธานหมัดที่เข้มข้นซึ่งป่าเถื่อนและไร้เหตุผลได้ถึงเพียงนี้?

ใจของบัณฑิตแซ่ฉู่คิดจะถอย อย่างน้อยก็ควรหลบเลี่ยงประกายคมกริบของอีกฝ่าย ไม่ปล่อยให้หมัดต่อยลงมาบนร่างอย่างโง่งมอีก แต่วินาทีที่เขาเตรียมจะย้ายตำแหน่งนั้นเอง ร่างของเด็กหนุ่มกลับหายไปกลางอากาศ พริบตาเดียวก็มาหยุดอยู่ตรงหน้าบัณฑิต ปล่อยหมัดต่อยลงตรงซี่โครงที่มีเสื้อเกราะบดบังด้วยพลังอำนาจที่ดุดัน พละกำลังรุนแรงมาก ทำเอาบัณฑิตแซ่ฉู่เซถอยออกไปด้านข้าง แต่ขณะเดียวกันเขาก็โล่งใจได้ เพราะหลังจากที่ตั้งท่าหมดแบบจริงจังแล้ว ปณิธานหมัดของเด็กหนุ่มน่าตกใจก็จริง แต่ดูเหมือนพลังจะเพิ่มขึ้นไม่มาก

ผู้เฒ่าเปลือยเท้าเคยพูดสัพยอกในเรือนไม้ไผ่ภูเขาลั่วพั่วว่า กระบวนท่าเทพตีกลองสายฟ้าของข้าผู้อาวุโสให้ความสำคัญกับหมัดแรก เมื่อหมัดแรกมาถึง ปณิธานศักดิ์สิทธิ์ถูกชักนำ หัวท้ายเชื่อมโยงกัน สิบหมัดร้อยหมัดหลังจากนั้นก็ย่อมมาถึงได้เอง ดังนั้นหมัดแรกต้องต่อยให้โดนคู่ต่อสู้ หลังจากนั้นสามารถปล่อยไปได้อีกกี่หมัดก็อยู่ที่ว่าลมปราณเฮือกหนึ่งนั้นสามารถประคองตัวได้ถึงเมื่อไหร่

ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้หมัดแรกพลาด เฉินผิงอันถึงยอมใช้ยันต์ย่อพื้นที่หนึ่งแผ่นโดยไม่เสียดาย

หลังจากนั้นเฉินผิงอันก็ออกหมัดเร็วมากขึ้นเรื่อยๆ พละกำลังแค่หนักกว่าหมัดก่อนหน้านี้เล็กน้อยเท่านั้น ต่อยลงบนช่องโพรงต่างๆ ของบัณฑิตแซ่ฉู่ และตรงจุดที่ลำแสงบนเสื้อเกราะไหลเวียนวน ไม่ว่าหมัดของเฉินผิงอันต่อยลงที่ใด แสงตรงจุดนั้นก็จะสว่างวาบขึ้นมา สมกับที่เป็นสมบัติอาคมล้ำค่าอันดับต้นๆ ของแคว้นกู่อวี๋

ทุกครั้งที่พยายามจะหลบเลี่ยงกลับหลบหมัดนั้นไม่พ้น ราวกับว่าพลาดไปเพียงแค่ก้าวเดียวอยู่เสมอ หลังจากที่ต้องรับหมัดเต็มๆ ถึงสิบหมัด บัณฑิตแซ่ฉู่ที่ไร้ปัญญาจะตอบโต้ก็พลันหน้าซีดขาว

หัวไหล่ หน้าอก ซี่โครง หน้าท้อง หัวใจด้านหลัง จุดไท่หยางตรงศีรษะ *(อยู่ตรงขมับ รอยบุ๋มระหว่างหางคิ้วกับไรผม)*หว่างคิ้ว ข้อศอก หัวเข่า

ไม่มีที่ใดที่ไม่ใช่ ‘จุดพักเท้า’ ของเด็กหนุ่ม

เฉินผิงอันออกหมัดรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ประเด็นสำคัญคือบัณฑิตแซ่ฉู่กลับเห็นว่าเด็กหนุ่มคนนั้นยังคงรักษาความนิ่งสงบเยือกเย็น ลมหายใจหนักแน่นมั่นคงไว้ได้ตลอดเวลา จิตใจของเขาแน่วนิ่งเกินไปแล้ว และทุกหมัดก็สอดประสานกันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ เป็นธรรมชาติ ราวกับตัวประหลาดเฒ่าที่มีชีวิตอยู่มานานหลายร้อยปี

หลังปล่อยไปสิบห้าหมัด หมัดของเฉินผิงอันก็ปริแตกจนเห็นกระดูกขาวได้บางส่วน เลือดสดไหลโซม แต่เฉินผิงอันหรือจะสนใจความลำบากทางร่างกายที่ไม่เจ็บไม่คันนี้?

เมื่อเทียบกับความยากลำบากราวกับถูกค้อนเหล็กทุบตีเลือดเนื้อและกระดูกของทั้งสิบนิ้วให้แหลกเละแตกละเอียดไปทีละนิด เปรียบเทียบกับความยากลำบากที่ต้องลงมือถลกหนังดึงเส้นเอ็นด้วยตัวเองแล้ว เฉินผิงอันก็รู้สึกว่าความเจ็บปวดเล็กน้อยแค่นี้นับว่าเป็นการเสวยสุขอย่างผ่อนคลายเบาสบายแล้ว

บัณฑิตแซ่ฉู่เผยร่างจริงครึ่งร่างแล้ว ตัวของเขาเปลี่ยนมาเป็นสูงหนึ่งจั้ง ดวงตาเป็นสีเขียว ใบหน้าเต็มไปด้วยเส้นเอ็นสีเขียวปูดโปน กล้ามเนื้อด้านใต้เกราะวิเศษเริ่มมีแววจะพองนูนขึ้นมาเหมือนตะปุ่มตะป่ำของต้นไม้โบราณ

เขาเอามือสองข้างบังไว้ด้านหน้าใบหน้าของตัวเอง พยายามตะโกนสุดเสียงในทุกครั้งที่ถูกต่อยจนตัวปลิว “นักพรตป๋ายลู่ เทพภูเขาฉิน เหตุการณ์มีการเปลี่ยนแปลง รีบมาช่วยข้าเร็วเข้า!”

เนินเขาที่อยู่นอกบ้านโบราณ เทพภูเขาเถื่อนได้ยินประโยคนั้นแล้วหน้าเปลี่ยนสีเล็กน้อย

สะเก็ดไฟจากเปลวเพลิงในคบเพลิงที่บัณฑิตแซ่ฉู่เสียบไว้บนเสาระเบียงก่อนหน้านี้ถูกดึงออกไปอย่างรวดเร็ว สะเก็ดไฟเล็กๆ เหมือนดวงดาวล่องลอยไปสี่ทิศ แม้ส่วนใหญ่จะสลายไปในเวลาไม่นาน แต่ก็ยังมีกลุ่มไฟเล็กๆ บางส่วนที่ทยอยกันปลิวไปทางเรือนชั้นสาม ทำให้เขาสามารถเห็นภาพเหตุการณ์ในเรือนโบราณผ่านสะเก็ดไฟเหมือนเห็นจากดวงตาของตัวเอง

ดังนั้นเทพภูเขาจึงมองเห็นการประมือกันระหว่างบัณฑิตแซ่ฉู่กับเด็กหนุ่มอย่างชัดเจน นี่ทำให้เขาลำบากใจเล็กน้อย ไม่ได้ลำบากใจที่จะให้ความช่วยเหลือ แต่ลำบากใจว่าควรจะเข้าไปร่วมตอนไหนถึงจะได้ผลประโยชน์มหาศาลที่สุด หากเสื้อเกราะของบัณฑิตแคว้นกู่อวี๋ยังไม่แหลกละเอียด เขาก็คร้านที่จะส่งถ่านในวันหิมะตกให้กับอีกฝ่าย สังหารเด็กหนุ่ม ช่วยบัณฑิตรักษาเสื้อเกราะวิเศษชิ้นนั้นเอาไว้ก็เท่ากับเขาหาเรื่องยุ่งยากใส่ตัวไม่ใช่หรือ

นักพรตวัยกลางคนที่ในมือถือแส้ปัดฝุ่นพลันเอ่ยว่า “ระดับความคมของดาบวิเศษในมือของนักดาบเคราดกคนนั้นอยู่เหนือการคาดการณ์ หากข้าผู้เป็นนักพรตยังไม่ลงมือ เกรงว่าคงจะเดือดร้อนไปถึงร่างจริงของผีสาวด้วยแล้ว จะเอาอย่างไร เทพภูเขาฉินจะไปพร้อมกับข้าผู้เป็นนักพรตหรือจะเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ที่นี่ต่อ?”

เทพภูเขาเถื่อนหัวเราะพลางกล่าวว่า “ในเมื่อเจ้าและข้าเป็นพันธมิตรกันก็ควรร่วมทุกข์ร่วมสุข ควรหรือที่ข้าจะเอาแต่หดหัวรออยู่ในกระดอง”

นักพรตหัวเราะฮ่าๆ โยนแส้ปัดฝุ่นสีขาวหิมะออกไปเบื้องหน้า ในขณะที่มันกำลังจะร่วงลงพื้นก็จำแลงกลายมาเป็นกวางขาวที่เรือนกายสูงใหญ่ นักพรตกระโดดขึ้นขี่หลังกวางแล้วควบตะบึงไปด้านหน้าอย่างรวดเร็ว เสื้อคลุมนักพรตเต๋าแขนกว้างสะบัดดังพึ่บพั่บ แล้วก็โชคดีที่ไม่มีชาวบ้านร้านตลาดอยู่ในบริเวณใกล้เคียง ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงโขกหัวกราบกราน ตะโกนเรียกว่าเทพเซียนไปแล้ว

เทพภูเขาเถื่อนไม่ได้ใช้เวทอาคมอะไร แค่ก้าวออกไปก้าวหนึ่งอย่างเรียบง่ายก็มาเดินอยู่ข้างกายกวางขาวและนักพรตแล้ว

กวางขาวห้อตะบึงราวกับสายลม เพียงไม่นานก็มาหยุดอยู่นอกบ้านโบราณ นักพรตเต๋าวัยกลางคนทะยานตัวขึ้นกลางอากาศ กวางขาวกลับคืนมาเป็นแส้ปัดฝุ่นที่พุ่งเข้าไปอยู่ในมือของเจ้าของในชั่วพริบตา นักพรตเต๋ากล่าวพลางหัวเราะเสียงดัง “พี่ฉู่ ข้าผู้เป็นนักพรตจะช่วยเจ้าสังหารศัตรูเอง!”

หลังจากปล่อยออกไปยี่สิบหมัด เฉินผิงอันก็รู้ว่าเป็นขีดจำกัดสูงสุดของตัวเองแล้ว น่าเสียดายก็แต่ไม่สามารถต่อยให้เสื้อเกราะวิเศษตัวนั้นแตกได้

แม้ว่าบัณฑิตแซ่ฉู่จะถูกต่อยจนเลือดไหลออกจากทวารทั้งเจ็ด จิตวิญญาณสั่นสะเทือน เผยร่างจริงอย่างสมบูรณ์แบบ ระเบียงเกือบทั้งแทบถูกคนทั้งสองทำลายจนเละเทะ แต่บัณฑิตแซ่ฉู่กลับแค่สูญเสียพลังการต่อสู้ไปส่วนหนึ่งเท่านั้น อาศัยพรสวรรค์อันโดดเด่นและเกราะกวางหมิงจึงยังพอจะเหลือพละกำลังอยู่บ้าง ไม่ถึงขั้นถูกพายุหมัดของเด็กหนุ่มสั่นสะเทือนจนตายไป

จากนั้นนักพรตป๋ายลู่ที่ถือแส้นักพรตก็เยื้องกรายลงมาจากท้องฟ้า

เฉินผิงอันเพิ่งจะเก็บหมัดกลับมา จึงตบไปที่น้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ตรงเอวเบาๆ

แสงสีขาวเส้นหนึ่งพุ่งออกมาจากน้ำเต้าสีชาด ตรงเข้าแทงที่กระจกหุ้มหัวใจของเสื้อเกราะที่ถูกต่อยจนยุบลงไปแล้ว

ลำแสงทั้งหมดของเสื้อเกราะพากันไหลไปรวมที่กระจกหุ้มหัวใจแทบทั้งหมด

เสื้อเกราะวิเศษเกิดเสียงเหมือนเครื่องกระเบื้องปริแตกเบาๆ

แสงสีขาวเส้นนั้นดีดกลับแล้วหายวับ ไม่รู้ว่าไปที่ไหน

บัณฑิตแซ่ฉู่ที่หายใจรวยรินตื่นตะลึงสุดขีด แต่เพียงไม่นานสีหน้าของเขาก็ฉายความปิติยินดีอย่างยิ่ง เสื้อเกราะไม่ได้ถูกแทงทะลุ ตนยังไม่ตาย!

แน่นาทีถัดมาเขาก็รู้สึกว่าหว่างคิ้วเย็นวาบ เรือนกายที่แข็งแกร่งหงายหลังผลึ่ง ในขณะที่กำลังจะตาย เขาทิ้งประโยคอาฆาตอย่างเจ็บแค้นไว้ว่า “ทำลายรากฐานมหามรรคาของข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ฝากไว้ก่อนเถอะ!”

กล่าวประโยคนี้จบบัณฑิตแซ่ฉู่ที่ล้มแล้วลุกขึ้นไม่ได้อีกก็กลายมาเป็นต้นไม้โบราณสีเขียวที่ผุเปื่อยแหลกสลายกลายเป็นฝุ่นผง เสื้อเกราะวิเศษที่ไม่มีเจ้าของก็กลับกลายมาเป็นลูกกลมที่ส่องประกายแวววาวดังเดิม

เฉินผิงอันขมวดคิ้ว

ที่แท้ตามหลังชูอีก็มีแสงสีเขียวอีกเส้นหนึ่งพุ่งออกมาจากน้ำเต้าเลี้ยงกระบี่ ใช้ความเร็วที่เหนือกว่าเส้นแสงสีขาวมาก พุ่งทะยานตามกันออกไปติดๆ หนึ่งหน้าหนึ่งหลัง ฉวยโอกาสขณะที่ปราณวิญญาณของเสื้อเกราะไปรวมกันที่กระจกปกป้องหัวใจ กระบี่ที่สองจึงแทงทะลุหว่างคิ้วของบัณฑิตแซ่ฉู่ไปได้อย่างง่ายดาย

เทพภูเขาเถื่อนที่ยืนอยู่บนกำแพงสูงของบ้านโบราณร้องอุทานตกใจ “กระบี่บินแห่งชะตาชีวิต!”

เขาหันตัวกลับได้ก็ก้าวยาวๆ ออกไปหนึ่งก้าว ร่างปรากฏห่างออกไปหลายสิบลี้ พอลมเย็นๆ พัดมา เขาก็สัมผัสได้ถึงเหงื่อที่แตกพลั่กท่วมร่าง

“แม่งเอ๊ย เซียนกระบี่!”

นักพรตป๋ายลู่ที่สองเท้าเพิ่งจะเหยียบลงกลางระเบียงเขย่งปลายเท้า กระโดดผลุงขึ้นสูง ไม่พูดไม่จาก็เผ่นหนีไปทันที ขว้างแส้นักพรตพรวดออกไปกลางอากาศ กวางขาวพลิ้วกายลงบนพื้น นักพรตขึ้นขี่ไปบนหลังของมันแล้วหนีไปอย่างหัวซุกหัวซุน

เฉินผิงอันยืนอยู่ที่เดิมด้วยความอึ้งตะลึงเล็กน้อย ในใจเขาคิดว่าข้าเป็นแค่คนที่ฝึกหมัดได้ไม่ถึงสองปี ทำไมถึงกลายมาเป็นเซียนกระบี่ได้แล้วล่ะ? ข้ายังไม่ใช่แม้แต่ผู้ฝึกกระบี่เลยด้วยซ้ำ

—–