ก่อนที่ หลินเฉิง จะทันเปิดประตูออกไป เต๋าไค่ ที่ไม่พูดอะไรเลยตั้งแต่ตอนแรกก้าวมาด้านหน้าและพยายามที่จะขัดขวางการเปิดประตูของ หลินเฉิง หลังจากที่เขาขัดขวางการเปิดประตูของ หลินเฉิง เขาก็สังเกตหัวตัวกินคนในมือของ หลินเฉิง อย่างระมัดระวังและพูดว่า

“นาย…นายฆ่ามันอย่างนั้นหรอ!”

ทันทีที่ถูกชายหนุ่มปิดกั้นทางออก หลินเฉิง ขมวดคิ้วทันทีและทางขึ้นอย่างหวุดหงิดว่า

“นายต้องการอะไร!”

เมื่อเห็นใบหน้าที่แสดงความหงุดหงิดของ หลินเฉิง เต๋าไค่ เต็มไปด้วยความกระวนกระวายใจและพูดด้วยรอยยิ้มขมขื่นว่า

“พี่ชาย แม้คุณจะเป็นคนเย็นชาแต่คุณนั้นเก่งมาก คุณกำลังจะไปที่ไหน ทำไมไม่อยู่กับเราที่นี่ที่นี่มีเสบียงอาหารมากพอสำหรับพวกเรา”

หลังจากฟังคำถามของ เต๋าไค่ หลินเฉิง หันไปมองทุกคนในห้องและถามอย่างช้าๆว่า

“ผมจะไปที่ไหน ผมต้องรายงานให้คุณรู้ด้วยอย่างนั้นหรอ?”

เมื่อเห็นว่า หลินเฉิง ตอบ กวนบาทา แม้แต่ ฉีรุย อยากจะออกปากด่าแต่คงต้องปิดปากเอาไว้ มู่ หยิงเสวี่ย ที่ไม่ได้พูดอะไรมาเป็นเวลานานก็พูดขึ้นว่า

“นายจะไปค่ายทหารเหลียนเฉิงไหม? “

“เขตค่ายทหารเหลียนเฉิงมีอะไรอย่างนั้นหรอ?”

หลังจากได้ยินหญิงสาวพูดเกี่ยวกับสถานที่แห่งนี้ หลินเฉิงอดมีข้อสงสัยไม่ได้

เมื่อมู่ หยิงเสวี่ยเห็นว่า หลินเฉิง นั้นดูเหมือนจะไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเขตทหารเหลียนเฉิง เธอจึงอธิบายต่อ หลินเฉิง ว่า

“นายไม่รู้หรอกหรอว่าค่ายทหารเหลียนเฉิงการส่งคลื่นวิทยุซ้ำไปซ้ำมาในช่วง 2 วันที่ผ่านมา คำประกาศจากวิทยุบอกว่า เขตค่ายทหารเหลียนเฉิงถูกจัดตั้งให้เป็นเขตปลอดภัย มีกำแพงสูงพอที่จะปิดกั้นซอมบี้และมนุษย์ทุกคนที่อยู่ในเขตรักษาความปลอดภัยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการถูกโจมตีใดๆทั้งสิ้นอีกทั้งมีอาหารและน้ำดื่มเพียงพอ!”

สัญญาณวิทยุอย่างนั้นหรอ?

ทันใดนั้น หลินเฉิง ก็นึกถึงวิทยุที่เขาแลกเปลี่ยนมาด้วยขนมปัง 1 ชิ้น เขายุ่งทุกวันดังนั้นเขาจึงลืมมันไปเสียสนิท!

อย่างไรก็ตามเมื่อได้ยินพูดว่ามีที่อยู่ปลอดภัยและเพียงพอต่อประชากรทุกคนทำให้ หลินเฉิง รู้สึกเยาะเย้ยดูถูก คนนั้นอาจจะพูดจริงเรื่องรับรองความปลอดภัยแต่สำหรับอาหารและน้ำดื่มเพียงพอนั้นเป็นเรื่องโกหกอย่างแน่นอน!

เมื่อคิดถึงสิ่งนี้หลินเฉิงยิ้มและพูดว่า

“มันฟังดูดีมาก แล้วทำไมพวกเธอยังอยู่ที่นี่ ทำไมไม่ไปยังสรวงสวรรค์แห่งนั้น?”

เหมือนว่าเธอจะไม่เข้าใจความหมายเยาะเย้ยในน้ำเสียงของ หลินเฉิง มู่ หยิงเสวี่ย ยังคงอธิบายต่อไปว่า

“มีซอมบี้อยู่ด้านนอกมากเกินไป!พวกเรากำลังรวบรวมผู้คนให้มากที่สุดเพื่อดูแลซึ่งกันและกัน เราพยายามออกไปรอบๆเพื่อจัดการกับซอมบี้เหล่านั้นและช่วยเหลือผู้รอดชีวิตใกล้ๆมารวมกัน จากนั้นเราได้บอกกล่าวกับผู้รอดชีวิตเหล่านั้นว่าอีก 2-3 วันพวกเราจะเตรียมพร้อมในการเดินทาง!”

หลินเฉิง ได้ยินเสียงนี้เขายิ่งรู้สึกดูถูกยิ่งขึ้นไปอีก!

ในโลกที่วุ่นวายเช่นนี้พวกเขายังพยายามรวมกลุ่มกันมันเป็นความผิดพลาดที่พวกเขาไม่ได้ประเมินสถานการณ์ให้ถูกต้อง ในมุมมองของเขาการรวมกลุ่มหลายร้อยหลายพันคนที่ออกเดินทาง มันหมายความว่าพวกเขากำลังเตรียมพร้อมไปเป็นของว่างให้กับซอมบี้บนถนนเท่านั้น!

เหตุผลพื้นฐานที่สุดว่าทำไม หลินเฉิง กล้าที่จะเดินทางเพียงลำพัง เป็นเพราะเขาคาดหวังเกี่ยวกับแคปซูลรถยนต์เอาไว้ เขาสามารถเปลี่ยนเป็นรถยนต์พร้อมที่จะหลบหนีจากอันตรายได้ตลอดเวลา เนื่องจากการเดินทางเพียงคนเดียวทำให้เขาสามารถหลีกเลี่ยงฝูงซอมบี้ที่รายล้อมได้อย่างง่ายดาย นั่นคือสิ่งที่ทำให้ ใจที่จะเดินทางเพียงคนเดียว!

หลินเฉิง ส่ายหัวเขาไม่ต้องการบอกสิ่งนี้กับคนเหล่านี้โดยเฉพาะคนที่เขาไม่คุ้นเคย คงไม่มีใครที่จะเชื่อเขาอย่างแน่นอน เมื่อมาถึงจุดนี้เขาทำได้เพียงพยักหน้าแล้วพูดว่า

“ดูเหมือนพวกคุณจะวางแผนไว้ดีมาก ผมขอให้พวกคุณเดินทางปลอดภัย!”

เมื่อฟังคำพูดของ หลินเฉิง ใบหน้าของ มู่ หยิงเสวี่ย เปลี่ยนไปเล็กน้อย

“หมายความว่ายังไง? นายไม่ต้องการไปค่ายทหารเหลียนเฉิงอย่างนั้นหรอ?เขตซงโจวมีอันตรายมากขึ้นเรื่อยๆ นายจะไปที่ไหนหากนายไม่ไปเหลียนเฉิง?”

“ผมเคยพูดไปแล้วว่าผมจะไปตามหาญาติ ทุกคนต่างมีเป้าหมายของตัวเอง!”

หลังจากพูดแบบนี้ หลินเฉิง ไม่ต้องการพูดซ้ำเรื่องเดิมที่นี่ ตอนนี้เป็นเวลาเกือบเที่ยงแล้วเขายังต้องไปจัตุรัสหว่านเฉียน เขาต้องรีบปฏิบัติตามแผนก่อนที่จะมืด หากเขาไม่สามารถรวบรวมค่าพลังงานมากมายในวันนี้มันจะทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย

“ไม่ว่าคุณจะไปที่ไหน แต่ถ้าคุณต้องการใช้ทางหลวง ผมบอกได้เลยว่ามีรถยนต์มากมายกีดขวางเส้นทางอยู่ แต่ถ้าพวกเราเดินทางไปทางใต้ พวกเรารู้เส้นทางที่สามารถเดินทางผ่านสิ่งกีดขวางเหล่านั้นได้”

ก่อนที่ หลินเฉิง จะออกไป เต๋าไค่ ก็พูดขึ้น อย่างไรก็ตามมันไม่ใช่ปัญหาสำหรับ หลินเฉิง ตราบใดที่เขาสามารถเปลี่ยนเป็นแคปซูลรถยนต์เขาสามารถขับรถไปยัง เซียงโจวได้ตลอดเวลาแม้ว่าเขาจะเจอสิ่งกีดขวางมากมายแต่เขายังคงผ่านมันไปได้!”

เมื่อเห็นว่า หลินเฉิง ไม่แยแสต่อคำพูดของพวกเขา เต๋าไค่ ทำได้เพียงกัดฟันและพูดว่า

“หากคุณสัญญาว่าจะเข้าร่วมกับพวกเรา ผมสามารถตัดสินใจแบ่งปันอาหารให้กับคุณได้เป็นเวลา 1 เดือน!”

หลินเฉิง เข้าใจในแผนการของ เต๋าไค่ ทันทีเขาหัวเราะอย่างดูถูกและหันหลังเตรียมจะจากไป แต่ก่อนที่เขาจะทันได้ออกไปนั้นมู่ หยิงเสวี่ยก็ตะโกนขึ้นอย่างกระตือรือร้นอีกครั้ง

“ หลินเฉิง! รอก่อนได้ไหม อย่างน้อยลองฟังก่อนพวกเราเป็นเพื่อนกันนะ!”

โคล่า โผล่หัวออกมาเมื่อได้ยินเสียงของ มู่ หยิงเสวี่ย ในขณะเดียวกัน หลินเฉิง ก็ขมวดคิ้วและจ้องมอง มู่ หยิงเสวี่ย ด้วยความโกรธเคืองจากนั้นเขาพูดว่า

“ถ้าคุณไม่ใช่เพื่อนร่วมชั้นของผมบางทีคุณคงจะตายไปแล้ว ผมยุ่งมากและตอนนี้มันก็เป็นเวลา 11.21 น. ผมให้เวลาคุณ 4 นาทีเพื่อพูดทุกอย่างที่ต้องการ”

เมื่อมองเห็น หลินเฉิง แสดงออกอย่างเย็นชา มู่ หยิงเสวี่ย รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก ก่อนที่เธอจะทันได้พูดอะไรก็มีชายหนุ่มร่างสูงคนหนึ่ง ก้าวมาด้านหน้า และมองหน้าของ หลินเฉิง สักพัก จากนั้นเขาพูดด้วยท่าทางรังเกียจว่า

“เหอะนึกว่าใคร?กลับกลายเป็นเจ้าชายน้อย หลินเฉิง นั่นเอง!เกิดอะไรขึ้นหรอ?อยู่ดีๆลูกวัวทำไมถึงแกล้งทำเป็นเสือ?”

เมื่อมองเห็นชายร่างสูงเย้ยหยันต่อหน้า หลินเฉิง หลินเฉิง จ้องมองเขาอยู่สักพักในที่สุดเขาก็จำได้ ชายคนนี้คือคณะกรรมการการกีฬาของชั้น ฉูไต๋เกอ!

เมื่อจำได้ว่าชายคนนี้เป็นใคร เขาหัวเราะขึ้นในทันที เขาจำได้อย่างชัดเจนว่าชายคนนี้ชอบสร้างเรื่องให้กับเขาตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ตอนนี้ชายคนนี้กระโดดมายืนอยู่ข้างหน้าและพยายาม เย้ยหยัน หลินเฉิง โดยไม่จำเป็นต้องเดาเหตุผล

มู่ หยิงเสวี่ย เห็นได้ชัดเจนว่าทั้งคู่ดูเหมือนมีความขัดแย้งกันมาก่อน เธอผลักฉู ไต๋เกอ ออกไปอย่างรวดเร็ว จากนั้นเธอเดินเข้าไปกระซิบกับ หลินเฉิง ว่า

“ฉันจะบอกนายว่าทหารที่เป็นคนประกาศคือลุงของฉัน หวู่หยวน เขาเป็นรองผู้บัญชาการของเขตทหารเหลียนเฉิง!นายไม่ต้องการรู้สิ่งที่เกิดขึ้นกับเมืองที่นายจะไปอย่างนั้นหรอ หากนายไปกับฉันเมื่อไปถึงเหลียนเฉิง ฉันจะแนะนำนายให้ลุงของฉันจากนั้นนายสามารถได้ยินหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับเมืองที่นายต้องการจะไปโดยที่คนธรรมดาไม่มีสิทธิ์ที่จะรู้”

หลังจากนั้น มู่ หยิงเสวี่ย เช็ดรอยน้ำตาที่มุมตาของเธอและถอยออกมาไม่พูดอะไรอีก

หลินเฉิง ได้ยินคำพูดของ มู่ หยิงเสวี่ย ในที่สุดความคิดที่มั่นคงของเขาก็เปลี่ยนไป เขาไม่สนใจสิ่งใดนอกจากความปลอดภัยของป้าฉิน ยิ่งไปกว่านั้นภัยพิบัติได้ปะทุมาเป็นเวลานานแล้วเขาอยากรู้ว่ามีเขตปลอดภัยในเมืองเซียงโจวหรือไม่!

ในที่สุดเขาก็คิดและตัดสินใจเชื่อคำล่อลวงของ มู่ หยิงเสวี่ย เขาหันไปหา เต๋าไค่ และถามว่า

“ พวกนายจะออกเดินทางเมื่อไหร่”

เมื่อเห็นว่าคำพูดของ มู่ หยิงเสวี่ย สามารถเปลี่ยนความคิดของ หลินเฉิง มันทำให้ เต๋าไค่ รู้สึกประหลาดใจ

“ 5 วัน!อีก 5 วัน 9.00 นพวกเราจะรวมตัวกันที่ทางเข้าของมหาวิทยาลัยเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเดินทางของเรา!”

หลินเฉิง ฟังแล้วพยักหน้า

“อีก 5 วันผมจะมารอคุณที่ทางเข้ามหาวิทยาลัยซงโจว ตรงเวลา!

จากนั้นเขาหันหน้าไปมอง ฉู ไต๋เกอ ผู้กำลังหัวเราะตัวเขาจากระยะไกลอีกครั้ง จากนั้น หลินเฉิง หยิบมีดและเดินตรงไปหา ฉู ไต๋เกอ ในขณะที่ ฉู ไต๋เกอ กำลังหัวเราะเยาะ หลินเฉิง อยู่นั้นเขาก็รู้สึกว่าท้องของเขาจุก เขาถูกเตะอย่างแรงจนต้องคุกเข่าลงกับพื้นด้วยความเจ็บปวด อาหารที่เขากินก่อนหน้านี้ถูกคายออกมาจนหมดสิ้น!

“ ฉู ไต๋เกอ ฟังให้ดี นี่เป็นบทเรียนเบาๆ ฉันจะกลับมาอีกใน 5 วันข้างหน้าแล้วหวังว่าปากของนายยังคงใช้งานได้ดีอยู่!”

หลังจากนั้น หลินเฉิง ไม่ต้องการอยู่ที่นี่อีกต่อไปเขาเปิดประตูและเดินออกไป

ฉู ไต๋เกอ ที่คุกเข่าอยู่กับพื้นคายอาหารในกระเพาะจนหมดสิ้น เงยหน้ามอง หลินเฉิง ที่กำลังออกไป ทันใดนั้นเขาก็คำรามออกมาอย่างบ้าคลั่งและเตรียมที่จะพุ่งเข้าไปทำร้าย หลินเฉิง แต่เขาถูกปิดกั้นด้วยเพื่อนร่วมชั้นที่อยู่ด้านหลังเสียก่อน..

————————————