เล่ม 2 ตอนที่ 11 ยันต์ธาราทมิฬ

ราชินีพลิกสวรรค์

พลังของเขา…

ขณะที่ซู่ซินและชิงหว่านก้าวเดินไปข้างหน้าแต่เจียงหลีกลับตกตะลึงในใจ

การฝึกบำเพ็ญของประมุขสำนักผู้นี้มิอาจหยั่งรู้ได้ราวกับว่ามีช่องว่างระหว่างเขา ต้องไม่ใช่หลิงจงแน่ๆ เช่นนั้นก็คือ…หลิงหวัง! เจียงหลีหรี่ตาทั้งคู่มีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นเกี่ยวกับความแข็งแกร่งของบุรุษรูปงามผู้นี้

“ถวายพระพรท่านประมุข”

“ถวายพระพรท่านประมุข”

เมื่อมาถึงที่ประทับ ซู่ซินผู้หยิ่งผยองและชิงหว่านผู้อ่อนโยนต่างก็สำรวมกิริยาของพวกนางและแสดงความเคารพต่อผู้เป็นประมุขของสำนักพรตเสวียนหมิง

ดวงตาของเจียงหลีที่ยืนอยู่ข้างสองคนนั้นวูบไหวเล็กน้อยแล้วแสดงความเคารพอย่างไม่เคร่งครัด

ทันใดนั้นนางก็ได้รับแววตาเฉียบแหลมราวกับคมมีดจากดวงตาสองดวงที่กำลังค่อยๆ กรีดเสื้อผ้าที่ตนสวมใส่ที่ละชั้นๆ

สายตาเช่นนี้ทำให้นางขุ่นเคืองและคิ้วกระตุกขึ้นเบาๆ

“เจ้าคือธิดาสวรรค์ผู้มาใหม่ใช่หรือไม่” น้ำเสียงบาดแก้วหูดังขึ้นอีกครั้ง

ด้วยคำถามนี้จึงทำให้ซู่ซินและชิงหว่านหันไปจ้องมองเจียงหลีพร้อมกัน เจียงหลีแลหางตามองซู่ซินแล้วรู้สึกถึงความเป็นปรปักษ์ในแววตาของนาง

“คงอย่างนั้นกระมัง” เจียงหลีนิ่งขรึมแล้วตอบคำถามออกไป

“คงอย่างนั้น? งั้นรึ” ท่านประมุขนึกขบขันขึ้นมา

เจียงหลีเงยหน้าสบตาเข้าอย่างไม่เกรงกลัวความตาย ใบหน้าที่แต่งแต้มด้วยแป้งสีขาวซีดนั้นแม้จะทำให้ผู้คนตกใจแต่ยังไม่ทำให้นางตกใจถึงขั้นจริงจังได้

“ข้าลอยไปติดเกาะร้าง จู่ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งปรากฏตัว บอกว่าข้าคือธิดาสวรรค์อะไรก็ไม่รู้ ข้าก็ไม่รู้ว่าตัวเองใช่หรือไม่ใช่” เจียงหลีเล่าเรื่องที่ผ่านมาด้วยท่าทีสงบ

ประมุขสำนักพรตเสวียนหมิงไม่ตอบคำถาม เพียงแต่มองไปที่ชายในชุดคลุมนั้น

“ทิศทางถูกต้อง หันอวี้ตรวจสอบแล้วว่าบนเกาะไม่มีผู้อื่นอีกขอรับ” ชายในชุดคลุมเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาแหบพร่าราวกับเคยเสียงแตก

ท่านประมุขถอนสายตากลับมามองเจียงหลีด้วยแววตาขบขัน “ตอนที่พวกนางทั้งสองถูกเลือกเป็นธิดาสวรรค์ต่างรู้สึกสำนึกในบุญคุณ แต่เหตุใดเจ้าถึงได้ใจเย็นเยี่ยงนี้ทั้งยังตั้งคำถามกับสถานะของตนอีกด้วย”

ในขณะที่พูดสายตาของเขายังคงมองตรงไปที่เจียงหลีอย่างเปิดเผย

สายตาราวกับกำลังสำรวจสินค้าเฉกเช่นนี้ทำให้เจียงหลีรู้สึกอึดอัดเป็นอย่างยิ่ง แต่ถึงอย่างไรก็ต้องเผชิญหน้ากับหลิงหวังให้จงได้ แม้กระทั่งโอกาสขัดขืนนางยังไม่มีเลย

“หึ เลียแข้งเลียขาสิไม่ว่า” ซู่ซินพึมพำเสียงเย็นเยียบ

เมื่อเผชิญหน้ากับเจียงหลีความเย่อหยิ่งของนางก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง

เพี๊ยะ!

จากนั้นทันทีที่สิ้นเสียงของนางก็มีเสียงฝ่ามือดังกึกก้องไปทั่วทั้งวิหารหลวง

“ถึงคราวที่เจ้าต้องพูดต่อหน้าที่ประทับนี้แล้วหรือ” ถ้อยคำตำหนิติเตียนดังออกมาจากปากของผู้เป็นประมุข

เจียงหลีเหลือบมองซู่ซินก็เห็นเพียงแค่นางยกมือขึ้นกุมใบหน้าตัวเองโดยที่ศีรษะเอนเอียงไปอีกข้าง

“ขอประธานอภัยท่านประมุข ซู่ซินไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะ” นางรีบคุกเข่าลงแล้วยอมรับผิดด้วยความระมัดระวัง

เจียงหลีตกตะลึง ประมุขสำนักทันลงไม้ลงมือตอนไหน นางมิสามารถหาร่องรอยใดได้เลย นี่คือความแตกต่างระหว่างหลิงจงและหลิงหวังใช่หรือไม่

“โง่เขลา” ประมุขสำนักพรตเสวียนหมิงตำหนิเสียงเย็น เบนหน้าหนีจากซู่ซินที่กำลังตัวสั่นงันงกด้วยความตกใจกลัว จากนั้นเขาจึงกลับไปมองเจียงหลีอีกครั้ง

เจียงหลีรู้ว่าเขากำลังรอตนเองพูดอยู่

“เพราะข้าไม่ค่อยรู้แน่ชัดเกี่ยวกับธิดาสวรรค์ว่าสถานะนี้หมายถึงอะไร” เจียงหลีตอบไปตามจริง

ทันใดนั้นผู้เป็นประมุขก็เหยียดยิ้ม

แต่ทว่ารอยยิ้มของเขากลับทำให้รู้สึกหวาดกลัว “ในอาณาจักรแห่งนี้ ข้าคิดไม่ถึงว่าจะมีคนไม่รู้ว่าธิดาสวรรค์แห่งสำนักพรตเสวียนหมิงเป็นตัวแทนของสิ่งใดด้วยหรือ”

“มหาปุโรหิต” เขาเรียกชายในชุดคลุม

จากนั้นชายในชุดคลุมอธิบายให้เจียงหลีฟังหนึ่งรอบว่าธิดาสวรรค์แห่งสำนักพรตเสวียนหมิงหมายถึงอะไรด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮาก

“ในฐานะธิดาสวรรค์แห่งสำนักพรตเสวียนหมิง นอกจากท่านประมุขและข้าแล้วเจ้าจะมีอำนาจสูงสุด ได้รับความเคารพศรัทธาและจากบรรดาสาวกทั้งหลาย แล้วจะกลายเป็นสตรีที่มีสถานะสูงส่งที่สุดในพื้นที่ครอบคลุมของสำนักพรตเสวียนหมิง”

ในระหว่างที่มหาปุโรหิตกำลังอธิบายอยู่นั้น ดวงตาของซู่ซินที่นั่งคุกเข่าบนพื้นและชิงหว่านที่ยืนเงียบอยู่ข้างๆ แผดเผาไปด้วยแสงแห่งความโหยหา

มีเพียงเจียงหลีที่ไม่ได้สัมผัสเกี่ยวกับเรื่องนี้มากนัก นางจึงถามกลับไป “ถ้าเป็นเช่นนั้นแล้วธิดาสวรรค์มีหน้าที่ต้องทำอะไรหรือ” สิทธิและหน้าที่เท่าเทียมกัน เพื่อให้ได้ตำแหน่งเหนือกว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่จะมอบสิ่งที่คนอื่นไม่มีให้ นางอยากรู้ว่าต้องสูญเสียอะไรไปบ้าง

“ต้องทำสิ่งใดบ้าง ตอนนี้พวกเจ้ายังไม่จำเป็นต้องรู้” มหาปุโรหิตกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เจียงหลีเลิกคิ้ว

แต่ประมุขสำนักพรตเสวียนหมิงไม่สนใจอยาก ‘คุยสัพเพเหระ’ กับพวกนางอย่างเห็นได้ชัด เขานั่งพิงที่ประทับแล้วเอ่ยขึ้นอย่างเนือยๆ “ในเมื่อมารวมตัวกันแล้วก็จะได้ไม่ต้องเสียเวลาอีก”

มหาปุดรหิตพยักหน้าแล้วเอ่ยปากพูดอีกครั้ง “ธิดาสวรรค์แห่งสำนักพรตเสวียนหมิงของข้าจะถือกำเนิดในพวกเจ้าทั้งสามคน ซึ่งก็หมายความว่าพวกเจ้าเป็นเพียงผู้สมัครเท่านั้น”

ผู้สมัครอย่างนั้นหรือ

เลือกหนึ่งในสามอย่างนั้นหรือ

แววตาของเจียงหลีเป็นประกายวูบไหว นางไม่สนใจตำแหน่งธิดาสวรรค์ของสำนักพรตเสวียนหมิงเลยสักนิด หากสามารถตกรอบได้ก็คงจะดี แค่ในรอบแรกนางต้องหาทางให้ตนเองตกรอบอย่างแน่นอน

นางแอบมองซู่ซินและชิงหว่านอีกครั้ง สีหน้าของพวกนางยังคงเป็นปกติ สงสัยคงรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามีการเลือกเช่นนี้ ไม่แปลกใจที่ซู่ซินมองนางเป็นศัตรูตลอดเวลาขนาดนั้น

“ผู้พ่ายแพ้จะต้องกลายเป็นเครื่องสังเวยพลีชีพเพื่อธิดาสวรรค์และสำนักพรตเสวียนหมิง”

เสียงของมหาปุโรหิตดึงสติเจียงหลีให้กลับมา

นางหรี่แสงในดวงตาเพื่อเข้าใจนัยยะของคำว่า ‘เครื่องสังเวย’ ที่ออกจากปากเขาอย่างถี่ถ้วน

แล้วมองไปที่สองคนนั้นอีกครั้ง ซู่ซินไม่มีอะไรผิดแผกแต่ทว่าสีหน้าของชิงหว่านกลับซีดเผือดปลายนิ้วสั่นระริก

“ที่นี่มียันต์ธาราทมิฬสามชิ้น ข้าจะฝังเข้าไปในร่างกายของพวกเจ้า” มืออีกข้างของมหาปุโรหิตที่ซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมยื่นออกมาและมีสามสิ่งที่เปล่งประกายด้วยสีทองและสีดำอยู่ในมือ

เมื่อเห็นมือข้างนั้นเจียงหลีก็หายใจหอบถี่ นั่นใช่มือคนจริงๆ หรือ ทั้งผอมแห้งแล้วผิดรูปราวกับหนังหุ้มกระดูก

“ยันต์ธาราทมิฬ!” ทันใดนั้นเสียงอันแหลมคมและหวาดกลัวก็ดังขึ้นในหูของเจียงหลี

เจียงหลีหันไปมองชิงหว่านซึ่งสีหน้าของนางได้เปลี่ยนไปอย่างมาก

เจียงหลีเห็นแต่สีหน้าของนางขาวซีดแล้วถอยหลังไม่หยุดและส่ายหน้าปฏิเสธ “ไม่…ไม่…อย่าฝังยันต์ธาราทมิฬใส่ข้า…ข้าจะเชื่อฟัง…จะอยู่ในโอวาทแน่นอน”

“โอ้ ดูเหมือนเจ้าจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับความวิเศษของยันต์ธาราทมิฬ” มหาปุโรหิตขยับเล็กน้อยและดูเหมือนจะมองไปที่ชิงหว่าน

เจียงหลีขมวดคิ้วขยับสายตาจากชิงหว่านไปยังสิ่งที่อยู่ในมือของมหาปุโรหิต

“ตราบใดที่เจ้าเชื่อฟัง ยันต์คงคมทมิฬนี้จะไม่มีบทบาทใดๆ” มหาปุโรหิตหัวเราะ ‘หึๆ’ เสียงนั้นช่างน่ากลัวและมืดมน

เมื่อสิ้นเสียงของเขา แสงสีดำและสีทองสามดวงก็พุ่งเข้าใส่ร่างของพวกเจียงหลีทั้งสามคน

เจียงหลีต้องการปัดป้องโดยมิรู้ แต่ลำแสงสีทองและสีดำนั้นกลับทะลุผ่านพลังวิญญาณของนางได้อย่างง่ายดายแล้วฝังเข้าไปที่กลางหน้าอกของนางโดยตรง

หญิงสาวอีกสองคนก็เช่นกัน

แต่ทว่ากลับไม่มีความรู้สึกใดๆ เกิดขึ้นในร่างกายราวกับว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เป็นเพียงภาพลวงตา

“พวกเจ้ากลับไปเถอะ” ทันใดนั้นน้ำเสียงของท่านประมุขมีความเหนื่อยล้าเล็กน้อย

เจียงหลีออกจากวิหารหลวงพร้อมกับหญิงสาวทั้งสองคนด้วยความสงสัย แต่ก่อนจากไปนางยังคงรู้สึกถึงสายตาที่ทำให้นางอึดอัดของท่านประมุขที่มองนางอีกครั้งราวกับกำลังจ้อง…เหยื่อ…