SC:

  “ถูกต้องพ่อของฉันได้บอกเอาไว้ว่าสารเหลวเสริมความแข็งแกร่งนั้นมีประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมและสำคัญต่อมนุษย์ชาติ ส่วนกระบวนการการผลิต DHCA นั้นง่ายขึ้นเพราะมีนักชีววิทยาของเขตหยานจิง”
  เมื่อได้ยินดังนั้นหลินเฉิง รู้สึกตกใจ
  “โทรศัพท์ดาวเทียม.DHCA มากมาย…นักชีววิทยาหยานจิง”
  เมื่อได้ยินข้อมูลต่างๆจากปากของฉีเหว่ย ใบหน้าของ หลินเฉิง กลายเป็นจริงจังมากยิ่งขึ้นแม้ว่าจะไม่มีข้อมูลมากนักแต่เรื่องนี้มันสำคัญสำหรับเขา
  ก่อนอื่นแม้ว่าเรื่องของโทรศัพท์ดาวเทียมจะทำให้เขาแปลกใจเล็กน้อยแต่ก็เป็นเหตุผลที่ทำให้เขารู้ว่าสารเลวเสริมความแข็งแกร่งเหล่านี้มีที่มาที่ไปอย่างไร
  และการที่สามารถผลิตDHCAได้เป็นจำนวนมากนั้นถือว่าเป็นข่าวใหญ่สำหรับเขาแน่นอน!
  ทุกวันนี้ซอมบี้และตัวกินคนกำลังวิวัฒนาการอย่างรวดเร็วหากมนุษย์ต้องการที่จะเอาชีวิตรอดจำเป็นต้องมีสารเหลวเหล่านี้จำนวนมาก เกี่ยวกับเรื่องนี้ หลินเฉิง ไม่รู้ว่ามีความผิดปกติใดๆ นอกจากนี้เขายังคงรู้สึกมีความสุขที่เห็นรุ่งอรุณแห่งอนาคตของมนุษย์ชาติ
  แต่ในขณะเดียวกันมันก็หมายความว่าจะมีผู้มีพลังระดับสูงมากขึ้นเรื่อยๆในอนาคตถึงแม้ว่าเขาจะแทบหาใครมาเปรียบเทียบเท่ากับการพัฒนาการความสามารถของเขาได้ยาก แต่ถ้าหากเขาไม่พยายามเขาเองก็มีสิทธิ์ล้าหลังคนอื่นๆ!
  ยิ่งไปกว่านั้นในกรณีนี้สารเหลวเสริมความแข็งแกร่งกับDHCA ยังคงมีการหมุนเวียนภายในกลุ่มเล็กๆ มนุษย์ธรรมดาและผู้ที่มีความสามารถยังไม่รู้ถึงการดำรงอยู่ของพวกมัน สิ่งที่ ฟางซิวเฉิง ต้องการเห็นมากที่สุดคือทุกคนได้รู้ถึงการมีอยู่ของมัน
  เมื่อคิดได้ดังนั้นหลินเฉิง ก็ถาม ฉีเหว่ย โดยตรงว่า
  “ในเมื่อพ่อของคุณรู้ว่าสารเหลวเสริมความแข็งแกร่งนั้นคือความหวังของมนุษย์ชาติทำไมถึงไม่เปิดเผยเรื่องนี้ให้คนทั่วไปรู้?”
  เมื่อได้ยินดังนั้นฉีเหว่ย กลับมามอง หลินเฉิง และตอบอย่างลังเลว่า
  “ฉัน..ฉันเคยถามเขาก่อนหน้านี้..เขาบอกว่าสิ่งแรกที่ควรทำในตอนนี้คือเสริมสร้างขีดความสามารถของภูมิภาคทหารให้มีเสถียรภาพก่อน…”
  “เมื่อพลังของภูมิภาคทหารอยู่เหนือคนธรรมดาพวกเขาจะประกาศเรื่องนี้อยากแน่นอน เมื่อถึงเวลานั้นแม้คนธรรมดาจะเป็นผู้มีพลังก็ไม่สามารถก่อกบฏหรือต่อต้านเขตทหารได้อีกต่อไปใช่ไหม?”
  ก่อนที่ฉีเหว่ย จะพูดจบ หลินเฉิง ก็โบกมือแล้วพูดขัดจังหวะขึ้น
  เมื่อเห็นว่าหลินเฉิง สามารถชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดได้ใบหน้าของ ฉีเหว่ย รู้สึกอับอายเล็กน้อยเธอพยักหน้าและพูดว่า.novel-lucky.
  “ถูกต้องมันเป็นแบบนั้น…ฉันรู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ดีแต่..ฉันเป็นเพียงแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆแม้ว่าเขาจะเป็นพ่อของฉันฉันก็ไม่สามารถที่จะพูดกับเขาได้..”
  หลินเฉิงหันไปมอง หยูซาน ที่ตกตะลึงและพูดกับเธออย่างขมขื่นว่า
  “ไม่รู้ว่าตอนนี้มนุษย์จะสามารถคาดหวังกับเรื่องนี้ได้หรือไม่”
  “ฉันเองก็ไม่รู้..แต่นี่อาจเป็นหนทางสำหรับรัฐบาลที่ต้องการควบคุมประชากรของตัวเอง”
  เมื่อหลินเฉิง ถามเธอ หยูซาน พยักหน้าดวงตาของเธอซับซ้อนและพยายามคิดอยู่สักครู่เพื่อหาคำแก้ตัวสำหรับคนเหล่านั้น
  เมื่อได้ยินการวิเคราะห์ของหยูซาน หลินเฉิง ส่ายหัวอย่างรังเกียจแต่ไม่พูดอะไร เขายืนขึ้นแล้วหยิบถุงปีนเขาพร้อมกับเรียกโคล่าและเทียนซือให้เตรียมตัว
  “ยังไงก็แล้วแต่เรื่องเหล่านี้คงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเราพวกเขาต้องการที่จะปิดบังหรือจะประกาศออกไปก็ไม่มีผลกับเรา ไม่ว่าจะถูกหรือผิดก็ไม่ใช่สิ่งที่เราสามารถสรุปได้” หลังจากที่ยกถุงปีนเขาขึ้น หลินเฉิง พูดอีกสองสามประโยคกับ หยูซาน และหันไปพูดกับ ฉีเหว่ย
  “คุณฉี ขอบคุณสำหรับความร่วมมือตอนนี้คุณสามารถไปจากที่นี่ได้แล้ว”
  “อะไรนะ?”
  เมื่อเห็นว่าหลินเฉิง ต้องการปล่อยเธอไปจริงๆ ฉีเหว่ยไม่อยากจะเชื่อ หลินเฉิง ไม่ต้องการพูดเรื่องไร้สาระกับเธออีกหลังจากที่โบกมือให้กับหญิงสาวเขาเดินไปเปิดประตูโดยตรงและออกไปด้านนอกไม่หันกลับมามองเธออีกเลย
  หลินเฉิง ค่อยๆออกมาจากอาคารที่ทรุดโทรมและหายไปจากทางเดินด้านหลัง หลังจากนั้นไม่นานเขาก็สามารถวิ่งออกจากชุมชนนี้ได้อย่างรวดเร็วไปตามเส้นทางของพวกเขา
  …
  “พี่หลินพี่ดูเหมือนไม่ค่อยมีความสุข?”
  บนถนนหมายเลข117 รถออฟโรดยังวิ่งตรงไปบนถนนที่ทรุดโทรม หยูซาน นั่งอยู่บนที่นั่งข้างคนขับและมองดู หลินเฉิง ที่กำลังขับรถอยู่ก่อนจะถามขึ้นอย่างระมัดระวัง
  “ไม่มีอะไร”
  หลินเฉิง ส่ายหัวและจุดบุหรี่ขึ้น
  “ผมแค่สงสัยว่ามนุษย์อย่างเราจะมีวันที่เห็นอนาคตสดใสหรือไม่..”
  “ต้องมีแน่นอนพี่หลินพี่มีพลังมาก ผู้มีพลังคนอื่น จะต้องติดตามพี่อย่างแน่นอน ในเวลานั้นพวกเราจะมีกองกำลังเป็นของตัวเองและเมื่อถึงตอนนั้น ฉันอาจจะได้เป็นรองผู้นำทีมก็ได้…เอ่อ…”
  เมื่อเห็นท่าทีของหลินเฉิง หยูซาน พยายามคิดคำพูดออกมาเพื่อปลอบโยนเขาอย่างรวดเร็ว
  “อะไรนะ..”
  เมื่อหลินเฉิง ได้ยินดังนั้นเขาก็อดที่จะยิ้มไม่ได้
  “เธอไร้เดียงสาเกินไปแล้วทำไมผู้มีพลังคนอื่นๆจะต้องอยากติดตามพวกเรา?มนุษย์นั้นเป็นสัตว์ที่เห็นแก่ตัว!”
  หยูซาน ไม่เห็นด้วยกับความคิดของ หลินเฉิง
  “ใครว่ากัน?พี่หลิน พี่ไม่ได้ทอดทิ้งฉัน แต่ยังช่วยให้ฉันเพิ่มพูนความสามารถของตัวเองและสอนทักษะการเอาชีวิตรอด แม้ว่าพี่จะพูดว่าพี่ต้องการใช้ฉันเป็นเครื่องมือ แต่สิ่งที่ฉันเห็นก็คือ พี่ได้สอนและดูแลฉันอย่างดีดังนั้นในใจของฉัน พี่ไม่ใช่คนเห็นแก่ตัว แต่พี่เพียงไม่เปิดใจเท่านั้นเอง..”
  “เฮ้หยูซาน เธอกินน้ำตาลมาหรือยังไงปากหวานเชียว?”
  เมื่อได้ยินคำพูดของหยูซาน ที่ไม่ค่อยพูดเท่าไร หลินเฉิง อดไม่ได้ที่จะเหลียวมามองเธอด้วยความประหลาดใจ
  “เชอะ!”
  เมื่อเห็นว่าหลินเฉิง มองว่าเธอเป็นคนโง่เขลา หยูซาน รู้สึกหงุดหงิดและโกรธมากจึงนั่งเงียบๆ
  “ไม่เป็นไร..”
  เมื่อเห็นว่าท่าทีของหยูซาน แสดงออกอย่างไร หลินเฉิงโบกมือของเขา และพูดว่า
  “เธอพูดถูกเกี่ยวกับความคิดของผมแต่เธอต้องรู้ว่าในยุคภัยพิบัตินี้หากไม่เห็นแก่ตัวก็จะไม่สามารถปกป้องตัวเองและคนที่เธอห่วงใยได้! ดังนั้นผมจึงไม่เคยคิดที่จะเป็นคนดีตั้งแต่แรก ผมแค่อยากเป็น “คนเห็นแก่ตัว”ที่สามารถป้องกันตัวเองและปกป้องสหายของตัวเองได้!”
  ———————————————