“ตื่นกันหน่อยเถอะ” เขาใช้เท้าถีบก้นเหล่าเกา หัวเราะแล้วพูดว่า “พวกเจ้าลืมแล้วหรือ อวี้เจียในตอนนี้เป็นคนแปลกหน้าสำหรับพวกเรา มิหนำซ้ำผู้สำเร็จราชการมันเป็นกันง่ายขนาดนั้นเลยหรืออย่างไร? พวกท่านลองดูสิ ไอ้เจ้าคนบีบให้สละอำนาจนั่นไม่ได้มาหาถึงที่แล้วหรือไง!”
“ถูสั่วจั่ว เจ้ากำลังพูดกับผู้ใด?!” เสียงของอวี้เจียไม่หนักไม่เบา ไม่เร็วไม่ช้า แต่ละคำต่างตกกระทบเข้าใบหูทุกคนที่อยู่ในทุ่งหญ้า ใบหน้าสีทองของนางพลันเย็นชา เปล่งประกายบารมี ชาวทูเจวี๋ยหมอบกราบอยู่กับพื้น ไม่กล้ามองดู
เยวี่ยหยาเอ๋อร์ถูกขนานนามว่าดอกนุ่นที่สูงสง่ามากที่สุดบนทุ่งหญ้า ความงดงาม บารมี ความกล้า และสติปัญญาของนาง ต่อให้เป็นทูเจวี๋ยซึ่งได้ชื่อว่าเทิดทูนผู้มีความสามารถในการต่อสู้ก็มีคนจำนวนนับไม่ถ้วนที่เคารพเทิดทูนนาง บวกกับความสูงศักดิ์ ดาบทองที่อยู่ในมือก็ยิ่งเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจสูงสุด ถูสั่วจั่วผู้หยิ่งผยองก็ไม่กล้าปะทะเช่นกัน
มันรีบก้มคารวะลงต่ำ “ขอท่านข่านใหญ่โปรดระงับความโกรธกริ้ว ถูสั่วจั่วปราศจากเจตนาอื่น แต่เพื่อความเจริญรุ่งเรืองของแคว้นข่านถึงไม่อาจไม่ไต่ถามได้”
แม้คำพูดจะยังแฝงการประชดประชัน แต่ความรุนแรงกลับอ่อนลงไปโดยไม่รู้ตัว มันอายุมากกว่าอวี้เจียนับสิบปี ถือเป็นเพื่อนเล่นในวัยเยาว์ซึ่งเติบโตมาด้วยกัน และเป็นอ๋องขวาผู้มีผลงานอันยิ่งใหญ่ แต่หากเปลี่ยนจากอ๋องขวาทูเจวี๋ยเป็นท่านข่านอวี้เจีย แม้จะต่างกันไม่กี่คำ ถึงกระนั้นกลับยากเย็นราวกับปีนป่ายขึ้นสรวงสวรรค์
“อ๋องขวาลำบากแล้ว!” เยวี่ยหยาเอ๋อร์ผงกศีรษะเล็กน้อย กลับไม่ตอบรับหรือว่าปฏิเสธ นางมือหนึ่งชูดาบทองขึ้นสูง อีกมือก็จูงข่านน้อยที่อยู่ด้านข้างพร้อมลุกขึ้นค่อยๆ เดินลงมาจากปะรำพิธีอย่างแช่มช้า เดินเข้าไปในทุ่งหญ้าพร้อมโบกมือให้ชาวทูเจวี๋ยทุกคน
เสียงสรรเสริญและโห่ร้องยินดีดังสะเทือนไปจนถึงชั้นฟ้า ชาวทูเจวี๋ยกรูไปข้างหน้าราวกับบ้าคลั่ง เวลานี้อวี้เจียไม่ใช่สตรีสามัญชน นางคือข่านใหญ่ทูเจวี๋ยผู้ครอบครองดาบทอง เป็นสัญลักษณ์ของเทพแห่งทุ่งหญ้า
ตลอดเส้นทางที่เยวี่ยหยาเอ๋อร์เดินมากับข่านน้อยหยุดฝีเท้าเป็นระยะ ทักทายกับราษฎรที่อยู่ด้านข้าง ลูบไล้ม้าศึกของพวกมันด้วยความสนิทสนม ยิ้มแย้มแสดงความจริงใจ คนจำนวนนับไม่ถ้วนกู่ร้องชื่อของข่านใหญ่และข่านน้อย บรรยากาศอันแสนจะคึกคักบนทุ่งหญ้าพลันพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
เป็นผู้หญิงที่ฉลาดเสียจริง! หลินหว่านหรงถอนหายใจหนักๆ จะด่าว่านางโชว์ออฟก็ได้ แต่การเดินลงจากเวทีสูงสั้นๆ ไม่กี่ก้าวนี้ ถือเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้ชาวทูเจวี๋ยอย่างยิ่งใหญ่อย่างยากจะบรรยายได้ ข่านใหญ่ทูเจวี๋ยนางรู้จุดอ่อนของตัวเองดี เพียงแต่นางยิ่งรู้จุดเด่นของตนเองยิ่งกว่า ดังนั้นจึงใช้จุดเด่นออกมาจนหมดสิ้นในเวลาเดียวกัน
เพียงแต่น่าเสียดายที่อายุขัยของนางกลับเหลือแค่ระยะเวลาสั้นๆ แค่ร้อยกว่าวันเท่านั้น หลินหว่านหรงส่ายหน้าอย่างเงียบงัน ใจไม่รู้ว่ามีรสชาติเป็นเช่นไร
“ดูเร็ว อวี้เจียเดินมาทางพวกเราแล้ว!” เกาฉิวร้องเรียกเบาๆ รีบก้มหน้าลงไป
ทางนั้น เยวี่ยหยาเอ๋อร์กับข่านน้อยผลักทหารม้าทูเจวี๋ยที่คุ้มกันพวกนางออกไป เดินเยื้องย่าง ยิ้มแย้มพลางโบกมือต่อชนเผ่านอกด่านที่อยู่มุมนี้ ถูสั่วจั่วติดตามอยู่ข้างหลังคนทั้งสอง สายตาระแวดระวังกวาดมองรอบด้าน เห็นได้ชัดว่ากำลังป้องกันไม่ให้ศัตรูลอบทำร้ายท่านข่าน
“มาแล้ว!” เหล่าหูตวาดบอกทุกคนเสียงต่ำๆ แสดงเจตนาให้พวกเขาเงียบเสียงลง ภายในคนสิบกว่าคนนี้ ผู้ที่เชี่ยวชาญภาษาทูเจวี๋ยมีน้อยนิด หากผู้ใดถูกอวี้เจียหรือไม่ก็ข่านน้อยไต่ถามก็จะบอกว่าเขาเป็นใบ้ ให้เหล่าหูตอบทั้งหมด
สิบจั้ง แปดจั้ง ห้าจั้ง…เยวี่ยหยาเอ๋อร์หาใช่สตรีทูเจวี๋ยผู้งดงามและใสซื่อบริสุทธิ์อีกต่อไป นางแต่งกายสูงศักดิ์ ใบหน้าแม้จะประดับรอยยิ้ม ทว่าสายตานั้นกลับเย็นเยียบแฝงสติปัญญาอย่างบอกไม่ถูก
ท่ามกลางเสียงโห่ร้องดังสะเทือนแก้วหูรอบด้าน หลินหว่านหรงก้มหน้าลง ดึงผ้าปิดหน้าลงมา ร่างกายถอยหลังไป เวลาแบบนี้ไม่มีใครไม่ตื่นเต้นตึงเครียด แต่ระหว่างที่ตื่นเต้นตึงเครียดนี้ ประสาทสัมผัสเขากลับชัดเจนอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ได้ยินเสียงหัวเราะเบาๆ ทุกครั้งของอวี้เจียอย่างชัดเจน จำแนกเสียงย่างก้าวเพียงเล็กน้อยแต่ละก้าวของนางได้ กระทั่งว่ายังได้ยินเสียงหัวใจเต้นอันสงบนิ่งแต่ละครั้งของนางได้อีกด้วย
กลิ่นหอมจางๆ อันคุ้นเคยลอยเข้ามา น้ำหอมตระกูลเซียวอันเป็นหนึ่งไม่มีสอง เสียงเด็กน้อยกระจ่างชัดดังข้างใบหู ข่านน้อยวัยเยาว์ผู้นั้นชี้ธงที่หูปู้กุยกอดอยู่ในอก กะพริบตาแล้วถามว่า “ท่านพี่ นี่คือธงอะไร?!”
ครานีไม่ต้องให้หูปู้กุยแปล แค่มองการเคลื่อนไหวของข่านน้อยก็รู้แล้วว่าเขากำลังถามอะไรอยู่
เสียงหัวเราะอันอ่อนโยนตอบกลับไปว่า “นี่เรียกว่าถู่ซี เป็นสัตว์ร้ายที่เติบโตทางใต้ของทะเลทรายชนิดหนึ่ง อยู่ติดกับดินแดนของเยวี่ยซื่อ พวกเจ้าเป็นคนในตระกูลเยวี่ยซื่อหรือ?”
ประโยคหลังกลับถามหูปู้กุย เหล่าหูรีบใช้มือเดียวทาบอก “คนตระกูลเยวี่ยซื่อ ขอถวายบังคมท่านข่านใหญ่ ท่านข่านน้อย ขอเทพแห่งทุ่งหญ้าอยู่เคียงคู่พระองค์”
เมื่ออยู่ใกล้ถึงมองเห็นใบหน้าอันงดงามของเยวี่ยหยาเอ๋อร์ได้อย่างชัดเจน ชุดชนเผ่านอกด่านสีเหลืองทองหลวมกว้างห่อหุ้มเรือนร่างอันงดงามของนางไว้อย่างแน่นหนา นัยน์ตาสีฟ้าเล็กน้อยสงบนิ่งและกระจ่างใส ริมฝีปากสีแดงสดงดงามยวนเย้าราวกับจะคั้นเป็นน้ำได้ สีหน้าของนางอิดโรยอยู่บ้าง ถึงกระนั้นใบหน้ากลับยังคงประดับรอยยิ้มที่เป็นมิตร
“ดินแดนเยวี่ยซื่อของพวกเจ้าตอนนี้ยังมีคนอีกเท่าใด วัวและแพะเพียงพอหรือไม่ ได้ยินมาว่าเมื่อครู่พวกเจ้าชิงแพะชนะไปรอบหนึ่ง ไม่ธรรมดา!” อวี้เจียผงกศีรษะ ไต่ถามด้วยความห่วงใย
เหล่าหูเหงื่อเย็นไหลพราก โชคดีที่แม่ทัพหลินเห็นเหตุการณ์ล่วงหน้า ให้พวกเขาเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ มิเช่นนั้นคงต้องเกิดเรื่องแล้วจริงๆ เขากล่าวด้วยความภาคภูมิทว่าเคารพนบนอบ “เทพแห่งทุ่งหญ้าคุ้มครอง ตอนนี้เยวี่ยซื่อมีคนในตระกูลเก้าร้อยแปดสิบแปดคน วัวแพะนับพันตัวพ่ะย่ะค่ะ”
ข่านน้อยพอได้ยินก็กลับถามด้วยความประหลาดใจ “ท่านพี่ เหตุใดคนในตระกูลเยวี่ยซื่อถึงมีน้อยเช่นนี้เล่า?”
อวี้เจียส่งเสียงอืมเล็กน้อย “เยวี่ยซื่อเดิมทีเป็นหนึ่งในตระกูลเถี่ยเล่อทั้งเก้า ต่อมาเนื่องจากการศึกจลาจล ทำให้จำนวนคนลดลง ซ่าเอ่อร์มู่ ทูเจวี๋ยของเราประกอบด้วยเผ่าจำนวนมาก คนในเผ่าหลายคนมาจากเถี่ยเล่อเก้าตระกูล สีของดวงตาของพวกเขาแม้จะต่างจากพวกเราเล็กน้อย แต่พวกเขาก็เป็นราษฎรของเราเช่นกัน เจ้าต้องคุ้มครองพวกเขาให้ดี ให้พวกเขาอยู่ดีมีสุข”
ข่านน้อยซ่าเอ่อร์มู่ผงกศีรษะ จากนั้นก็ถามอีกว่า “แล้วชาวต้าหัวพวกนั้นล่ะ? พวกนั้นมีคนมากมาย พวกเรากำลังรบกับพวกนั้นอยู่ ต่อไปเมื่อบุกยึดเฮ่อหลานซานได้ ข้าต้องปฏิบัติกับพวกเขาเช่นไร?”
เยวี่ยหยาเอ๋อร์ยิ้มพร้อมตอบว่า “ยามรบจะต้องโหดเ**้ยม ไม่อาจมีเมตตาและใจอ่อนได้ ต้องให้ศัตรูเกรงกลัว แต่เมื่อพวกเขากลายเป็นราษฎรของพวกเรา เจ้าต้องดีกับพวกเขา ให้พวกเขามีเนื้อกิน มีอาภรณ์สวมใส่เช่นเดียวกับคนในเผ่าของพวกเรา เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเขาถึงไม่ก่อกบฏ…”
ถูสั่วจั่วฟังจนต้องส่ายหน้า พูดเสียงดังออกมาว่า “ท่านข่านใหญ่ ถูสั่วจั่วไม่เห็นด้วยกับความเห็นของพระองค์ ทูเจวี๋ยของเรากำลังจะรบได้ดินแดนมา เมื่อเข้าด่านไปก็ต้องกดขี่ชาวต้าหัวให้หนัก ให้พวกมันไม่อาจโงหัวขึ้นตลอดกาล เจ้าคังหนิงคนนั้นพระองค์ก็ทอดพระเนตรแล้ว ชาวต้าหัวต่างมีสันดานเป็นขี้ข้า มีแค่ดาบและโลหิตเท่านั้นถึงจะเป็นการปกครองพวกมันดีที่สุดพ่ะย่ะค่ะ”
ผายลมเจ้าน่ะสิ! หูปู้กุยฟังแล้วก็ต้องเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“ก็เพราะมีความคิดเช่นท่านเยี่ยงนี้ ดังนั้นชาวต้าหัวถึงต่อต้านพวกเราอย่างเอาเป็นเอาตาย จวบจนวันนี้พวกเราก็ยังยึดเฮ่อหลานซานไม่ได้” อวี้เจียพูดจาด้วยท่าทีเกียจคร้าน จากนั้นก็ไม่ได้เถียงมันอีก ลูบศีรษะข่านน้อยแล้วเอ่ยว่า “ซ่าเอ่อร์มู่ เจ้ารู้จักคิดถึงเรื่องพวกนี้ พี่ดีใจมาก! ต่อไปเจ้าต้องเป็นข่านผู้ปราดเปรื่องมากที่สุดบนทุ่งหญ้าแน่นอน”
นางผงกศีรษะให้ข่านน้อย จากนั้นจึงยิ้มให้กับธงของเยวี่ยซื่อพร้อมบุ้ยปาก ข่านน้อยฉลาดหัวไว รีบพูดเสียงดังขึ้นมาว่า “ดินแดนเยวี่ยซื่อมีคนไม่ถึงพันคน แต่กลับได้รับชัยชนะจากการชิงแพะหนึ่งรอบ ช่างไม่ง่ายดายเลยจริงๆ พระราชทานแพะอ้วนพีห้าสิบตัว! หากชนะอีก ข้าจะพระราชทานรางวัลอีก! ดินแดนอื่นก็ทำตามนี้เช่นเดียวกัน”
“ขอบพระทัยท่านข่านใหญ่ ขอบพระทัยท่านข่านน้อย” หูปู้กุย ‘ซาบซึ้งจนน้ำหูน้ำตาไหล’ ชนเผ่านอกด่านที่อยู่โดยรอบโห่ร้องเสียงดังด้วยความยินดี
หลินหว่านหรงมองทุกสิ่งอยู่ด้านข้างอย่างเงียบๆ แม้จะฟังภาษาทูเจวี๋ยไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นสีหน้าตื่นเต้นยินดีและสายตาอันร้อนแรงจากชนเผ่านอกด่านที่อยู่โดยรอบก็คาดเดาออกหลายส่วน ไม้นี้ไม่ว่าอ๋องซ้าย อ๋องขวา หรือว่าลู่ตงจ้าน ใครก็สู้เยวี่ยหยาเอ๋อร์ไม่ได้ ชนชั้นปกครั้งไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วย
เมื่อสนทนาไปหลายประโยคอวี้เจียก็ผินหน้ากลับมา เดินเยื้องยุรยาตรเบาๆ ยิ้มแย้มให้กับชนเผ่านอกด่านที่อยู่โดยรอบ
หลินหว่านหรงยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน อวี้เจียเยื้องย่างอย่างแช่มช้า สถานที่ที่หยุดยืนนั้นกลับอยู่ข้างหน้าเขาพอดี เขาตกใจอย่างยิ่ง รีบมุดเข้าไปในฝูงชน เพียงแต่ไม่ว่าจะเบียดอย่างไรก็ไม่ขยับ
ระหว่างทั้งสองขวางด้วยคนสามสี่คน เผชิญหน้ากันผ่านซอกคน เขามองเห็นกระทั่งริมฝีปากแดงชุ่มชื่น ขนตาเรียวยาวของเยวี่ยหยาเอ๋อร์อย่างชัดเจน อยู่ไม่ไกล เพียงใกล้แค่คืบ!