บทที่ 6 บทที่ 128-1 ขอให้ลูกค่อยๆ เติบโต

สมาคมแลกเปลี่ยนทราฟฟอร์ด

ไม่ใช่มนุษย์…ไม่ใช่ลักษณะของมนุษย์ 

 

 

มั่วเสี่ยวเฟยคิดถึงเรื่องพวกนี้ไม่ทัน เขามองเห็นเพียงเด็กที่มีหูแปลกประหลาด ด้านหลังมีหาง แต่กลับมีท่าทางเหมือนเด็กมนุษย์ ตัวค่อนข้างเล็กพุ่งเข้ามาข้างกายจุยเฟิง  

 

 

เป็นชีส 

 

 

นับตั้งแต่มั่วเสี่ยวเฟยรับจุยเฟิงครั้งที่สองและคิดจะช่วย เขาก็มาถึงที่นี่แล้ว…เขาอยู่ไม่ไกลออกไป มาพร้อมกับความบ้าคลั่งและปัญหามากมาย…หวังจะทำลายคำ ‘โกหก’ ของกุยเชียนอี 

 

 

แต่เขากลับไม่ได้ยินคำที่เขาคิดจะได้ยิน…ได้ยินเพียงคำพูดที่ทำให้เขาเจ็บปวด คำพูดที่ทิ่มแทงหัวใจ…คำพูดที่ทำให้เจ็บปวดยิ่งกว่าร่างของ ‘ซูโย่ว’ ระเบิดออกตรงหน้า 

 

 

ทุกคำพูดของจุยเฟิง…โดยเฉพาะคำพูดสุดท้าย 

 

 

ทุกอย่าง…ทุกอย่างนี้ 

 

 

พวกเรามักถูกสิ่งที่อยู่ตรงหน้าหลอกลวง พวกเราโกรธแค้นได้ง่าย ยกมีดขึ้นมาได้ง่าย…แต่พวกเรากลับไม่สามารถทำอะไรง่ายๆ เช่นการใช้ความจริงใจไปสืบค้นเบื้องหลังของผู้อื่น 

 

 

พวกเรา…ไม่เคยโตและคิดว่าตนเองนั้นถูกต้องเสมอ 

 

 

… 

 

 

 “จุยเฟิง นายจะตายไม่ได้นะ!” 

 

 

ดวงตาของชีสแดงฉานโอบกอดร่างของจุยเฟิงและเขย่า “จุยเฟิง! อย่าตายนะ! อย่าตาย! อย่าตายไปแบบนี้นะ นายยังไม่บอกฉันเลยว่านายเป็นคนช่วยฉัน เป็นนายช่วยฉัน นายต้องบอกฉัน…บอกเรื่องนี้กับฉันนะ…นายยังต้อง…” 

 

 

 “อย่าตายนะ…นายมันเลว โง่เง่า พวกชอบก่อเรื่อง อย่าตายนะ นายจะตายไปอย่างนี้งั้นเหรอ ไหนบอกจะฆ่าพวกเราทุกคนไง” 

 

 

ชีสกอดร่างของจุยเฟิง ร้องไห้อย่างเจ็บปวด “ทำไมถึงไม่บอกฉันตั้งแต่แรก ทำไมถึงต้องให้ฉันฆ่านายกับมือ…ทำไม นายคิดว่าเป็นแบบนี้แล้ว…แล้วพวกฉันจะไม่เจ็บปวดงั้นเหรอ นายมันไอ้โง่ หลงตัวเอง โง่ที่สุด เป็นไอ้โง่ โง่ โง่…โง่…อย่าตายนะ พวกเรา…พวกเรายังต้องเตะบอลด้วยกันอีกนะ…พวกเรา พวกเรายังไม่รู้ผลแพ้ชนะกันเลย เมื่อกี้…ก็แค่หนึ่งคะแนนเท่านั้น…อย่าตายนะ” 

 

 

ไม่ว่าเขาจะเขย่ายังไง จุยเฟิงก็ไม่ขยับอีกแล้ว 

 

 

และไม่ไกลออกไป หลงเอ๋อร์รีบหันหลังกลับไปหลบด้านหลังกุยเชียนอีทันที เงยหน้าขึ้นมองดวงจันทร์ 

 

 

เธอจำไม่ได้แล้ว มังกรแท้จริงแห่งแผ่นดินเทพจำไม่ได้แล้วว่าแต่ก่อนเป็นใครบอกเธอว่าหากกลั้นน้ำตาไม่อยู่ก็ให้เงยหน้าขึ้น 

 

 

ถ้าทำแบบนั้นน้ำตาก็จะกลับคืนที่เดิม 

 

 

จำไม่ได้ จำไม่ได้แล้ว 

 

 

 “ไอ้โง่ที่ไหนเป็นคนพูดกัน ฉันจะไปฆ่ามัน…ไม่ ไม่เห็นใช้ได้เลย” 

 

 

กุยเชียนอีเพียงถอนหายใจและตบหลังหลงเอ๋อร์เบาๆ 

 

 

มั่วเสี่ยวเฟยมองชีสร้องไห้อย่างเศร้าโศกเสียใจกอดร่างจุยเฟิง…ร้องไห้ไม่ได้ศัพท์ เขาใช้สองมือกำพื้นแน่น พึมพำว่า “ทำไม…ฉันถึงช่วยเขาไม่ได้…ช่วยเขาไม่ได้…ฉันยังต้องการพลังพิเศษไปทำไมอีก ฉันยังต้องการมันไปเพื่ออะไร อ๊าก!” 

 

 

มั่วเสี่ยวเฟยส่งเสียงคำรามด้วยความโมโห ใต้หน้ากากป้องกันพิษของเขาเริ่มมีน้ำเลือดไหลออกมาจากทวารทั้งห้า หัวของเขาบวมแทบจะระเบิด แต่เขาก็ไม่สนใจ โบกสองมือออกไปเล็งตรงที่ร่างของจุยเฟิง “ตื่นขึ้นมา! ตื่นขึ้นมา!” 

 

 

เห็นเพียงเลือดที่ไหลออกของจุยเฟิงค่อยๆ ไหลกลับคืนเข้าไปในบาดแผลบนหัวใจของจุยเฟิง 

 

 

ใบหน้าของมั่วเสี่ยวเฟยเต็มไปด้วยเลือดซึ่งดูหนักกว่า สีหน้าของเขาซีดขาว หัวใจเต้นแรง แต่เขากลับไม่สนใจ  

 

 

 “เต้นสิ! หัวใจ เต้นสิ! อย่าตายนะ อย่าตาย ตื่นขึ้นมา ตื่นขึ้นมาสิ!” 

 

 

ชีสมองฉากนี้อย่างไม่อยากเชื่อ…มองพนักงานดับเพลิงที่ใส่หน้ากากป้องกันพิษ กุยเชียนอีและหลงเอ๋อร์ก็มองอย่างแปลกใจ 

 

 

 “ตื่นขึ้นมา!” 

 

 

มั่วเสี่ยวเฟยกุมหัวของตนเอง เจ็บปวดมากแต่ยังยืนหยัดต่อ “เต้นสิ! หัวใจ…อย่าตาย อย่าตายนะ!” 

 

 

ในตอนที่เลือดหยดสุดท้ายบนพื้นถูกส่งกลับคืนเข้าไปในร่างกายของจุยเฟิงแล้ว มั่วเสี่ยวเฟยก็กระอักเลือดออกมาและล้มลงกับพื้น 

 

 

ลมหายใจรวยริน 

 

 

เขาฝืนทนเงยหน้าขึ้นมาแต่กลับยังเห็นจุยเฟิงไม่ขยับ ทันใดนั้นเขาก็ใช้กำปั้นทุบพื้น “ฉันยังต้องการมันทำไมอีก…ถ้าไม่สามารถช่วยคนได้…แล้วฉันยังต้องการพลังพิเศษมาทำไมอีก…” 

 

 

 “เขาตายแล้ว คนตายไม่อาจฟื้นคืนได้” 

 

 

กุยเชียนอีถอนหายใจและพูดว่า “น้องชายผู้นี้ นายจะโทษตัวเองไปทำไม…นายทำมากพอแล้ว ฉันดูท่าทางของนายไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่…น้องชาย นายไม่เป็นไรใช่ไหม” 

 

 

มั่วเสี่ยวเฟยไม่ตอบ เพียงแต่ล้มลงบนพื้น หายใจออกมาก หายใจเข้าน้อย เพียงพึมพำว่า “ฉันยังต้องการมันอีกทำไม…ทำไม…” 

 

 

… 

 

 

 “จุยเฟิง” 

 

 

ทุกคนกำลังจมอยู่กับความเศร้า 

 

 

ชีสกลับตะโกนเรียกชื่อจุยเฟิงขึ้นมาด้วยความตื่นกลัวอีกครั้ง…เห็นร่างกายของเขาค่อยๆ อุ่นขึ้นมาและผละออกจากสองมือของเขา 

 

 

ร่างกายของจุยเฟิงเหมือนมีอะไรดึงเขาขึ้น ค่อยๆ ลอย…ลอยไป สุดท้ายท้ายก็ลอยไปบนสองมือที่ยื่นออกมารอไว้นานแล้ว 

 

 

ตกลงบนสองมือของชายหนุ่มคนหนึ่ง 

 

 

 “เป็นคุณ” มั่วเสี่ยวเฟยร้องเรียกขึ้นโดยไม่รู้ตัว 

 

 

 “เป็นนายอีกแล้ว” หลงเอ๋อร์ก็ร้องขึ้นอย่างตกใจและโมโห “นายเป็นคนสร้าง…โศกนาฏกรรมนี้ขึ้นมาใช่ไหม” 

 

 

คนที่กอดจุยเฟิงก็คือ…ลั่วชิว เจ้าของสมาคมลั่วนั่นเอง 

 

 

… 

 

 

ลั่วชิวไม่สนใจสายตาโมโหของหลงซีรั่ว ไม่สนใจสายตาของกุยเชียนอีและไม่ได้มองมั่วเสี่ยวเฟย เพียงมองจุยเฟิงเงียบๆ และพูดขึ้นเบาๆ ว่า “อบอุ่นกว่าใครจริงๆ…แค่วิธีที่ใช้ไม่ค่อยดีเท่านั้น” 

 

 

 “จุยเฟิงตายแล้ว…หรือนายยังต้องการเยาะเย้ยเขาอีกเหรอ” ร่างกายของหลงซีรั่วสั่น เดิมทีเธอคิดว่า…เจ้านี่ยังมีความเมตตาอยู่บ้างเล็กน้อย 

 

 

ลั่วชิวส่ายหน้า มองหลงซีรั่วเพียงแวบเดียวและไม่คิดจะตอบคำถามเธอ เขามองไปที่มั่วเสี่ยวเฟย 

 

 

เจ้าของสมาคมลั่วยิ้มและเอ่ยว่า “เริ่มกลายเป็นวีรบุรุษที่แท้จริงแล้ว ไม่เลวจริงๆ” 

 

 

มั่วเสี่ยวเฟยพูดอย่างอ่อนแรงว่า “แต่ผม…ยังช่วยใครไม่ได้” 

 

 

ลั่วชิวเอ่ยเบาๆ ว่า “วางใจเถอะ เขาจะไม่ตาย…อย่างน้อย ตอนนี้ก็ยังไม่ถึงเวลาตายของเขา” 

 

 

 “รอเดี๋ยว นายหมายความว่ายังไง พูดให้ชัดเจน” หลงซีรั่วก้าวไปข้างหน้า 

 

 

 “อย่างนั้นผมขอตัวก่อนล่ะ” เจ้าของสมาคมลั่วพยักหน้าเล็กน้อยแล้วก็…หายไปอย่างไร้ร่องรอย 

 

 

และพาจุยเฟิงไปด้วย 

 

 

 “นาย…อย่าเพิ่งไป พูดให้ชัดเจนก่อน” หลงซีรั่วกระทืบเท้าด้วยความโมโหและพูดคำพูดที่ทำให้กุยเชียนอีตกใจ “นาย! นายมันคนเลว!” 

 

 

ใต้เท้าหลง…ท่าทางแบบสาวน้อยเช่นนี้ ข้ามองเห็นมังกรแท้จริงตัวปลอมงั้นเหรอ 

 

 

… 

 

 

… 

 

 

เขามาถึงที่นั่งที่ตนเองเตรียมเอาไว้ ตำแหน่งสูงที่สุดของสนามกีฬา ลั่วชิวปล่อยร่างของจุยเฟิงออก 

 

 

แทนที่เขาจะหล่นลงกับพื้นกลับลอยอยู่กลางอากาศเงียบๆ 

 

 

ดูเหมือนคุณหนูสาวใช้จะรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป ดังนั้นจึงได้แต่เฝ้ารอเงียบๆ…แต่ในตอนนี้เจ้าของสมาคมลั่วก็ขมวดคิ้วขึ้นอย่างฉับพลัน 

 

 

ทันใดนั้นฝ่ามือของเขาก็มีอะไรนูนขึ้นมา ตำแหน่งใจกลางฝ่ามือมีของอะไรบางอย่างโผล่ออกมา 

 

 

นั่นเป็นลูกบอลแสงแสบตา แต่กลับมีโซ่จำนวนมากล่ามคุมขังมันเอาไว้ ทำให้มันไม่สามารถหลีกหนีจากกลางฝ่ามือของเจ้าของสมาคมลั่วไปได้ 

 

 

แต่กลับมีเสียงที่ทั้งโมโหและโศกเศร้าดังขึ้นมา “นายโกหกฉัน พวกนายโกหกฉัน พวกนายถึงกับกล้าหลอกฉัน” 

 

 

ลั่วชิวนิ่งไปครู่หนึ่งและพูดขึ้นว่า “คุณหมาป่าตะกละ ไม่ทราบว่าที่คุณพูดว่าหลอกนั้นหมายถึงอะไรเหรอ” 

 

 

เสียงนั้นคำรามว่า “พวกนายสัญญากับฉันไว้ สัญญากับฉันว่าจะไม่พูดเรื่องการกำเนิดของเขาให้ลูกชายของฉันฟัง จะไม่บอกเขาเกี่ยวกับเรื่องพ่อแม่เขา แต่พวกนายกลับคำ นายดูสิ นายทำจนลูกชายฉันมีสภาพเป็นยังไง พวกนาย…ฉันจะไม่ปล่อยพวกนายเอาไว้แน่!” 

 

 

พูดแล้วลูกบอลแสงก็ดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่สุดท้ายก็ดิ้นไม่หลุดจากโซ่ “คุณหมาป่าตะกละ” 

 

 

ลั่วชิวกลับพูดอย่างสงบว่า “คุณน่าจะดูว่าผมเป็นเจ้าของสมาคมคนใหม่ ส่วนคนที่สัญญากับคุณนั้นเป็นเจ้าของสมาคมคนก่อน…ดูเหมือนว่าการรักษาความลับเรื่องนี้จะไม่ใช่การแลกเปลี่ยน เป็นเพียงคำสัญญาปากเปล่าส่วนตัวกันกับเจ้าของสมาคมคนก่อนเท่านั้น” 

 

 

 “นาย!” 

 

 

ลั่วชิวพูดอย่างเรียบเฉยว่า “ผมไม่จำเป็นต้องรักษาสัญญาระหว่างคุณกับเจ้าของสมาคมคนก่อน…เพราะนั่นไม่ใช่เรื่องของผม ผมก็คือผม คนก่อนก็คือคนก่อน” 

 

 

 “นายมันคนต่ำช้า!” วิญญาณของหมาป่าตะกละดิ้นรนอีกครั้ง เปล่งแสงแสบตา “แม้ฉันจะต้องระเบิดตัวเอง ก็จะไม่…” 

 

 

เสียงกลับสิ้นสุดลงตรงนี้ 

 

 

 “หมาป่าตะกละ” นั่นเป็นเสียงของคุณหนูสาวใช้…ซึ่งค่อนข้างเย็นชา “ไม่อนุญาตให้นายเสียมารยาทกับนายท่านอีก เจ้าโง่ หรือนายยังไม่เข้าใจอีก นายท่านไม่ได้ใช้เรื่องนี้แลกเปลี่ยนกับจุยเฟิงตั้งแต่แรก เป็นลูกชายของนายพูดเองเออเองว่าจะใช้ยันต์คุ้มครองชีวิตเป็นสิ่งแลกเปลี่ยนเท่านั้น นายท่านของฉันไม่เคยรับปาก” 

 

 

บอลแสงวิญญาณของหมาป่าตะกละหยุดลง…หลังผ่านไปพักใหญ่ หมาป่าตะกละถึงพูดอย่างมึนงงว่า “อย่างนั้น…หรือว่า หรือว่า…” 

 

 

โยวเย่พูดว่า “เจ้าโง่ยังไม่เข้าใจอีกเหรอ ลูกชายของนายจะไม่ตายก่อนอายุหกสิบปียังมีผลอยู่” 

 

 

 “เจ้าของสมาคม…” บอลแสงวิญญาณของหมาป่าตะกละสั่นสะท้านขึ้นมาเล็กน้อย 

 

 

เจ้าของสมาคมลั่วมีทีท่าเรียบเฉย มีเพียงนิ้วมือที่ค่อยๆ ลูบผ่านปากแผลของจุยเฟิง…บาดแผลค่อยๆ สมานขึ้นมาและได้ยินเจ้าของสมาคมลั่วพูดเบาๆ ว่า “อืม ดูแล้วต้องขอบคุณมั่วเสี่ยวเฟย ความยากลดลงเยอะเลย” 

 

 

บาดแผลสมานอย่างรวดเร็ว สีหน้าขาวซีดของจุยเฟิงก็แดงเรื่อขึ้น…ส่วนหัวใจถึงจะเต้นเบาๆ แต่ก็เริ่มเต้นแล้ว จากเบาๆ เป็นแรงขึ้น…จนกระทั่งเป็นปกติ 

 

 

เมื่อเห็นจุยเฟิงมีชีวิตขึ้นมาแล้ว หมาป่าตะกละถึงได้ถอนหายใจขึ้นฉับพลัน พูดอย่างรู้สึกผิดว่า “เจ้าของสมาคม…ฉันเข้าใจนายผิด ขอโทษด้วย” 

 

 

 “จริงเหรอ” ลั่วชิวพูด “ถ้าคุณหมาป่าตะกละอยากขอบคุณผมตอนนี้ยังเร็วเกินไป…หรือลืมไปว่าจุยเฟิงก็เป็นลูกค้าของผมและเขาก็ได้ทำสัญญาแลกเปลี่ยนอีกอย่างไว้แล้ว” 

 

 

หมาป่าตะกละกลับถอนหายใจยาว “ที่ฉันมอบการ์ดดำให้เขา เดิมคิดว่ามันจะเป็นทางรอดสุดท้ายของเขา สัญญาในครั้งนั้นคือเมื่อพลังในร่างของเขาตื่นขึ้นพวกนายต้องมอบการ์ดดำให้เขา แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะเอาไปซื้อสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในโลก…เด็กโง่คนนี้ ความจริงใจจะได้มาง่ายๆ อย่างนั้นได้ยังไง สำหรับการแลกเปลี่ยนนั่นฉันจะไม่โทษพวกนายและก็ไม่สามารถโทษพวกนายได้…ฉันเข้าใจพวกนายดีกว่าใคร เมื่อลูกค้ามาถึงหน้าพวกนาย สิ่งที่จะทำตามก็คือสิ่งที่ปรารถนาสูงสุด” 

 

 

 “ดูเหมือนคุณหมาป่าตะกละจะเป็นเพื่อนที่ดีกับเจ้าของสมาคมคนก่อน” ทันใดนั้นลั่วชิวก็พูดออกมาประโยคหนึ่ง 

 

 

หมาป่าตะกละกลับพูดว่า “แค่ได้ดื่มด้วยกันสองแก้วเท่านั้นไม่นับว่าเป็นเพื่อนหรอก…ถ้าเทียบกับเจ้าคนก่อนที่หัวใจตายไปนานจนเหลือแค่เพียงเปลือกแล้ว ฉันชอบแบบนายมากกว่า เดิมทีฉันคิดว่านับแต่นี้ไปลูกของฉันจะหลงผิดเดินในเส้นทางมาร แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะยอมฆ่าตัวตายก็ไม่ยอมกลายเป็นมาร…หลายปีมานี้ ถึงฉันจะถูกขังแต่ก็เป็นเพราะมีไมตรีเล็กๆ น้อยๆ กับเจ้าของสมาคมคนก่อนจึงสามารถเฝ้ามองเขาเติบโตได้ ทุกครั้งที่ฉันเห็นเขาทนทุกข์ทรมานก็คิดจะพุ่งออกจากที่คุมขังเพื่อไปกอดเขาไว้ ไปบอกกับเขาว่า…ฉันกับภรรยารักเขามากแค่ไหน แต่ฉันก็ไม่มีทางเลือก แต่ว่า…นี่…” 

 

 

ทันใดนั้นโซ่ก็เริ่มยืดยาวขึ้นอย่างฉับพลัน บอลแสงวิญญาณของหมาป่าตะกละออกไปไกลจากฝ่ามือของเจ้าของสมาคม แต่สิ่งที่ทำให้หมาป่าตะกละยิ่งแปลกใจก็คือ…ถึงเขาจะถูกโซ่ล่ามไว้ แต่ตอนนี้กลับยังสามารถกลายร่างเป็นคนได้ 

 

 

 “เวลามีไม่มาก หวังว่าคุณหมาป่าตะกละจะจัดสรรเวลาเหล่านี้ให้ดี” 

 

 

เจ้าของสมาคมลั่วหันหลังกลับมองไปยังฉากความวุ่นวายในสนามกีฬาที่เกิดขึ้นเพราะการกลั่นแกล้งของจุยเฟิง 

 

 

หมาป่าตะกละมองเจ้าของสมาคมหนุ่มผู้นี้อย่างซาบซึ้งใจ น้ำเสียงสั่นเครือ “ขอบคุณ…ขอบคุณ…” 

 

 

แม้ร่างกายของเขาจะยังมีโซ่อยู่แต่เขาก็สามารถขยับได้…เขาสามารถมาที่ข้างกายของจุยเฟิงและสามารถใช้สองมือโอบกอดเขาได้ 

 

 

ออกแรงกอดทายาทเพียงหนึ่งเดียวของเขาเอาไว้แน่น…กอดลูกของเขาและเธอ 

 

 

 “ลูกทำได้ดีมาก” 

 

 

หมาป่าตะกละมองจุยเฟิง น้ำตาเอ่อท้นในดวงตา “ดีมากจริงๆ ลูก พ่อคิดว่าลูกจะโกรธแค้นโลกใบนี้ แต่แท้จริงแล้วความยากลำบากของโลกใบนี้ไม่เคยดึงลูกเข้าไปในวงจรความแค้น ถึงแม้ยามลูกเกิดจะโชคร้าย แต่ก็โชคดีที่ลูกรู้จักทะนุถนอมคนรอบข้าง…เพียงหัวดื้อไปหน่อยเท่านั้น แต่ก็ไม่เป็นไร พ่อรู้ว่าลูกจะต้องเติบโตขึ้น กลายเป็นลูกผู้ชายที่แท้จริง” 

 

 

หมาป่าตะกละสูดลมหายใจเข้าลึก สุดท้ายเพียงแค่โอบกอดจุยเฟิงเอาไว้แน่นและก็ปล่อยออก หันไปพูดว่า “พอแล้ว เจ้าของสมาคม ให้ฉันกลับไปเถอะ…ฉันรู้ว่านายกำลังเสียสละเพื่อแลกกับเวลาเหล่านี้ของฉัน”  

 

 

 “ไม่เป็นไร” เจ้าของสมาคมลั่วเอ่ย “ช่วงนี้ทำการแลกเปลี่ยนไปไม่น้อย คุณหมาป่าตะกละพูดกับจุยเฟิงเสร็จแล้วเหรอ ถ้ายังมีเรื่องพูดอีก ผมก็ไม่ถือสา” 

 

 

หมาป่าตะกละชะงัก ลังเลเล็กน้อย และพูดอย่างรู้สึกผิดว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้…ฉันก็ไม่เกรงใจแล้ว” 

 

 

พูดแล้วหมาป่าตะกละก็เข้าไปใกล้ข้างหูของจุยเฟิง พูดเบาๆ สองประโยค เพียงอึดใจเดียวก็เปลี่ยนเป็นบอลแสงจิตวิญญาณเอง 

 

 

โซ่ที่ล่ามเขาเหล่านั้นหดเข้าในพริบตาและลากเขากลับเข้าไปในกลางฝ่ามือของลั่วชิว…ลากเอาวิญญาณของหมาป่าตะกละเข้าไปในช่องว่างอันลึกลับแห่งหนึ่ง 

 

 

ส่วนในตอนนี้เปลือกตาของจุยเฟิงก็ค่อยๆ สั่นไหวเบาๆ…ค่อยๆ ลืมตาขึ้น