ตอนที่ 2087

War sovereign Soaring The Heavens

ตอนที่ 2,087 : แจ้งข่าว

 

ภูมิภาคเบื้องบนของดินแดนเทพยุทธ์เซวียนเต๋าแห่งนี้ก็แบ่งออกเป็นภาคต่างๆ

 

ภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคกลาง

 

ในบรรดาทั้งหมด ภาคเหนือจะมีหิมะปกคลุมตลอดทั้งปี ด้วยความที่มีชีพจรเซียนน้อยนิด ทำให้สภาพแวดล้อมในการบ่มเพาะแย่มาก เป็นสถานที่อันล้าหลังถึงขั้นนกยังไม่อยากแวะเวียนไปขับถ่าย จึงมีขุมพลังแค่ไม่กี่ขุมตั้งฐานที่มั่นอยู่ในภาคนี้

 

และตอนนี้ฐานที่มั่นชั่วคราวของ 7 ทวาราเที่ยงแท้ ก็ตั้งอยู่ในภาคเหนือนี่เอง

 

ส่วนภาคใต้นั้น เรียกอีกอย่างว่า ดินแดนอันป่าเถื่อน! เพียงฟังดูก็รู้แล้วว่าผู้คนในภาคนี้ไม่เพียงแข็งแกร่งแต่ยังดุร้ายนัก!

 

1 ใน 3 ลัทธิอันเป็นมหาอำนาจยักษ์ใหญ่ของดินแดนเทพยุทธ์เซียนเต๋า ‘ลัทธิชะตาฟ้า’ ก็ตั้งอยู่ที่ภาคใต้แห่งนี้เช่นกัน ยังเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของผู้คนในภาคใต้ ดุจเดียวกับลัทธิบูชาไฟที่เป็นจุดศูนยืรวมความศรัทธาของภาคตะวันตก

 

เช่นนั้นภาคตะวันตกก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงอีก

 

สำหรับภาคตะวันออกนั้น ทรัพยากรบ่มเพาะรวมถึงสายแร่หินเซียนเองแม้จะถือว่าก็ค่อนข้างน้อย แต่ยังนับว่าดีกว่าภาคเหนือมาก ทำให้มีขุมพลังชั้น 1 มาตั้งรกกรากถิ่นฐานกันเป็นจำนวนมาก และ ‘เผ่าพันธุ์มังกร’ เองก็อยู่ที่นั่นด้วย

 

ส่วนภาคกลางนั้น นับว่าเป็นภาคที่มั่งคั่งที่สุดในภูมิภาคเบื้องบนของดินแดนเทพยุทธ์เซียนเต๋าเลยก็ว่าได้ เพราะมันมีชีพจรเซียน และสายแร่หินเซียนมากมายก่ายกอง

 

ในภาคกลางนั้น นอกจากจะมีลัทธิอารามทมิฬซึ่งเป็น 1 ใน 3 ลัทธิใหญ่ตั้งรกรากอยู่ ยังมีเมืองที่ดำรงมาตั้งแต่สมัยโบราณอย่าง ‘นครแห่งบาป’ ตั้งอยู่อีกด้วย

 

สำหรับการดำรงอยู่ของ นครแห่งบาปนั้น กระทั่งลัทธิอารามทมิฬเองยังต้องกริ่งเกรงอยู่ 3 ส่วน!

 

นครแห่งบาปไม่ใช่ขุมกำลังอันใด หากแต่เป็นแหล่งรวมผู้ฝึกตนพเนจรจากทุกทั่วสารทิศ

 

อย่างไรก็ตามหากมีขุมพลังใดคิดจู่โจมยึดครองนครแห่งบาป เหล่าผู้ฝึกตนพเนจรทั้งหลายจะละวางความขัดแย้งส่วนตัว ผนึกกำลังกันเหนียวแน่นดั่งเกลียวเชือกต่อต้านผู้รุกรานอย่างดุดัน!

 

‘นครแห่งบาป…ที่แท้มันมีเสน่ห์อะไรกันแน่ ถึงได้ดึงดูดผู้ฝึกตนพเนจรทั่วดินแดนเทพยุทธ์เซียนเต๋าให้ไปรวมตัวกันอยู่ที่นั่น?’

 

ในขณะที่เหินร่างมุ่งหน้าสู่ภาคกลางด้วยความเร็วสูงสุด ในใจต้วนหลิงเทียนก็บังเกิดความอยากรู้อยากเห็นไม่น้อย

 

ว่าเมืองที่ดึงดูดผู้ฝึกตนพเนจรจากทุกทั่วสารทิศนั้น ที่แท้เป็นเมืองแบบไหนกันแน่

 

ร่างต้วนหลิงเทียนที่เหินข้ามฟ้า ได้บินผ่านขุนเขาสูงชันทั้งลำน้ำอันกว้างใหญ่ไพศาลมากมาย ยังมีที่ราบและทะเลทรายอันสุดลูกหูลูกตา และในที่สุดก็เริ่มเข้าสู่ภาคกลางของดินแดนเทพยุทธ์เซียนเต๋า

 

‘นครแห่งบาปตั้งอยู่บริเวณใจกลางของภาคกลางสินะ…’

 

นี่คือข้อมูลที่ต้วนหลิงเทียนได้รับมาจากหวังยี่ฝัวและคุณหนูใหญ่ชิวมู่ชิงแห่งเมืองคงหมิงกล่าวบอก เช่นนั้นหลังจากเข้าสู่ภาคกลางแล้ว ต้วนหลิงเทียนก็มุ่งหน้าเข้าสู่ใจกลางด้วยความเร็วสูงสุดทันที

 

มุ่งหน้าสู่ใจกลางของภาคกลาง ไปให้ถึงนครแห่งบาป!

 

 

ณ ภูมิภาคเบื้องล่างของดินแดนเทพยุทธ์เซียนเต๋า ตำหนักเมฆาคราม

 

วูบ!

 

ปรากฏร่างหนึ่งเหินข้ามฟ้ามาด้วยความเร็วสูง ไม่นานก็ล่วงล้ำเข้าสู่น่านฟ้าทะเลสาบผานหลง อาณาเขตของตำหนักเมฆาคราม

 

ซู่ม! ซู่ม! ซู่ม!

 

 

ร่างผู้มาเยือนล่วงล้ำเข้ามาในเขตทะเลสาบผานหลงได้ไม่ทันไร ผิวทะเลสาบอันเงียบสงบก็กระเพื่อมสั่นไหวอย่างแรง ปรากฏร่าง 10 ร่าง พุ่งกรูเข้ามาจากต่างทิศทาง พริบตาก็ปิดล้อมผู้มาเยือนเอาไว้

 

“เป็นผู้ใดหาญกล้าบุกรุกเขตตำหนักเมฆาคราม!!”

 

ร่างทั้ง 10 ที่พุ่งมาจากทุกสารทิศในทะเลสาบผานหลง ล้วนมาในชุดเกราะสีดำสนิทแลดูดุดันเหี้ยมหาญ!

 

ส่วนคนที่พวกมันปิดล้อมก็คือสตรีนางหนึ่งในชุดรัดรูปเผยทรวดทรงองค์เอวอันเย้ายวนสมส่วนได้รูป นอกจากนั้นรูปโฉมของนางยังน่าชมมองปานเทพผู้สร้างได้มอบสิ่งที่ดีที่สุดให้นางเอาไว้…

 

ใบหน้าปานนางฟ้า รูปร่างปานปีศาจ

 

เพียง 10 คำก็มากพอจะบรรยายความสมบูรณ์ของสตรีนางนี้

 

“นี่หรือองครักษ์เกราะทมิฬของตำหนักเมฆาคราม?”

 

เผชิญหน้ากับร่างทั้ง 10 ที่ปิดล้อมอยู่ สตรีงดงามหมดจดเพียงบ่นพึมพำกับตัวเบาๆ ค่อยกล่าวออกมาตรงๆ “ข้าเป็นสหายกับต้วนหลิงเทียนนายน้อยตำหนักเมฆาคราม ส่วนข้าเรียกว่าหวางเฟยเซวียนมาจากคฤหาสน์ดาบทรราช”

 

ฟังจากที่สตรีนางนี้กล่าว ที่แท้นางก็คือหวางเฟยเซวียน ที่ต้วนหลิงเทียนได้รู้จักครั้งยังอยู่ที่ตำหนักฟ้าลี้ลับ

 

ยังเป็นหนึ่งในสหายที่ต้วนหลิงเทียนมีอยู่เพียงไม่กี่คนในตำหนักฟ้าลี้ลับ

 

“สหายของนายน้อยหรือ?”

 

ได้ยินวาจาของหวางเฟยเซวียนแววตาคมกล้าดุดันขององครักษ์เกราะทมิฬทั้ง 10 ก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ขณะเดียวกัน 1 ในนั้นก็เร่งเหินร่างไปยังตำหนักหลักเพื่อรายงานเรื่องราวทันที

 

“หวางเฟยเซวียน?”

 

จ้าวตำหนักเมฆาคราม ต้วนหรูเฟิง ไม่นานก็ได้รับรายงานว่ามีสตรีนางหนึ่งมาอ้างตัวว่าเป็นสหายของบุตรชายมันอยู่ด้านนอก แต่มันก็แปลกใจไม่น้อย เพราะมันไม่เคยได้ยินนามหวางเฟยเซวียนมาก่อนเลย…

 

แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่มันจะไม่อาจล่วงรู้ชื่อสหายของบุตรชายตัวเองได้ทุกคน

 

“เฟยเอ๋อเจ้าเคยได้ยินเทียนเอ๋อเล่าถึงสตรีนามหวางเฟยเซวียนบ้างหรือไม่?”

 

ครู่ต่อมาต้วนหรูเฟิงก็เลือกที่จะมาถามจาก ลี่เฟย ลูกสะใภ้ของมัน ที่ตอนนี้ได้พาต้วนเนี่ยนเทียนหลานชายตัวน้อยมาเล่นกับลี่หลัวภรรยามัน

 

“หวางเฟยเซวียนหรือ…หากข้าจำมิผิด ดูเหมือนนางจักเป็นสหายของตัวเลวร้ายยามอยู่ที่ตำหนักฟ้าลี้ลับ”

 

พอได้ยินชื่อนี้ลี่เฟยก็ตกใจจนเหม่อไปเล็กน้อยค่อยคืนสติ ครู่ต่อมาลึกลงไปในแววตางามดั่งสารทฤดูก็ฉายความซับซ้อนออกมาประการหนึ่ง

 

นางย่อมเคยได้ยินบุรุษของนางกล่าวถึงหวางเฟยเซวียนมาก่อน

 

ทว่าแม้บุรุษของนางจะไม่ได้กล่าวถึงนางมากมาย แต่ด้วยสัญชาตญาณของสตรีไหนเลยนางจะไม่รู้ว่าสตรีในตำหนักฟ้าลี้ลับคนนั้นที่เรียกว่า หวางเฟยเซวียน ตกหลุมรักบุรุษของนาง

 

“ท่าทางนางจะเป็นสหายของเทียนเอ๋อจริงๆ…เฟยเอ๋อในเมื่อเจ้ารู้จักนาง เช่นนั้นก็ไปทักทายนางกับข้าเถอะ”

 

ต้วนหรูเฟิงกล่าว

 

“ท่านปู่ข้าไปด้วยคนนะ!”

 

ตอนนี้เองต้วนเนี่ยนเทียนที่วิ่งหลุนๆไปมาอยู่ไม่ไกล ก็แจ้นมากล่าวกับต้วนหรูเฟิงด้วยสองตากลมใสไร้เดียงสา

 

“ท่านย่าก็ไปด้วยกัน”

 

หลังจากนั้นต้วนเนี่ยนเทียนก็หันไปอ้อนลี่หลัวก่อนที่จะใช้มือน้อยๆดึงมือลี่หลัวเอาไว้

 

“ได้ๆ…ย่าไปเล่นกับเนี่ยนเอ๋อ”

 

ลี่หลัวลูบหัวหลานชายตัวน้อยอย่างเอ็นดู ค่อยตอบตกลง

 

“เอาล่ะวันนี้ปู่เชื่อฟังเนี่ยนเทียน…พวกเราไปด้วยกันหมดนี่เลย”

 

ต้วนหรูเฟิงยิ้มกล่าวตอบรับหลานชายตัวน้อย

 

หลังจากนั้นต้วนหรูเฟิงก็สะบัดมือคราหนึ่ง ปรากฏพลังไร้สภาพโอบอุ้มร่างทุกคน พาทั้งหมดเหินลอยออกจากตำหนักหลักของตำหนักเมฆาครามพุ่งแหวกหมู่เมฆลงไปราวกับดำทะเลหมอก

 

จากนั้นไม่นานต้วนหรูเฟิงก็พาทั้งหมดมาถึงริมทะเลสาบผานหลงด้านล่าง

 

“คารวะท่านจ้าวตำหนัก!!”

 

“คารวะฮูหยินจ้าวตำหนัก!!”

 

“คารวะนายหญิงน้อย!!”

ทันทีที่ร่างต้วนหรูเฟิง ลี่เฟยแม่ลูก และลี่หลัวปรากฏตัวขึ้นในอากาศว่างเปล่าที่ริมทะเลสาบผานหลง  เหล่าองครักษ์เกราะทมิฬ 9 คนที่รั้งรออยู่ก็เร่งคารวะทักทายทำความเคารพต้วนหรูเฟิง ลี่หลัว และลี่เฟยทันที

 

ลี่หลัวเป็นภรรยาต้วนหรูเฟิงเช่นนั้นองครักษ์เกราะทมิฬจึงเรียกว่าฮูหยินจ้าวตำหนัก

 

สำหรับลี่เฟยในฐานะภรรยาของนายน้อยตำหนักเมฆาคราม พวกมันจึงเรียกว่านายหญิงน้อย

 

‘ท่านจ้าวตำหนัก ฮูหยินจ้าวตำหนัก แล้วก็นายหญิงน้อยหรือ?’ ได้ยินคำขององครักษ์เกราะทมิฬทั้ง 9 ที่ล้อมนางอยู่ หวางเฟยเซวียนก็หันไปมองสำรวจต้วนหรูเฟิง กับลี่หลัวทันที เร่งประสานมือกล่าวทักออกไปอย่างนอบน้อม “หวางเฟยเซวียนขอคารวะท่านจ้าวตำหนักต้วนกับฮูหยินจ้าวตำหนักต้วน”

 

เมื่อคารวะทักทายต้วนหรูเฟิงกับภรรยาต้วนหรูเฟิงแล้ว สายตาของหวางเฟยเซวียนก็เบนไปตกยังร่างลี่เฟยที่อยู่ข้างๆลี่หลัวอย่างไม่รู้ตัว

 

และตอนนี้ลี่เฟยกำลังจูงมือต้วนเนี่ยนเทียนบุตรชายของนางอยู่ ด้านต้วนเนี่ยนเทียนก็กำลังใช้สองตากลมโตมองนางขึ้นๆลงๆตั้งแต่หัวจรดเท้าอยู่หลายรอบค่อยเอียงคอกระพริบตาปริบๆ เด็กน้อยกำลังงุนงงด้วยไม่ทราบว่าน้าหญิงเบื้องหน้าผู้นี้ที่แท้เป็นใคร?

 

“แม่หนูเฟยเซวียนไม่ต้องมากพิธี”

 

ต้วนหรูเฟิงยิ้มกล่าว “ฟังจากที่ลูกสะใภ้ข้าบอก เจ้าคือสหายของเทียนเอ๋อที่ตำหนักฟ้าลี้ลับหรือ…เอาล่ะที่นี่คงไม่เหมาะที่พวกเราจะสนทนากัน เจ้าตามข้าไปที่ตำหนักหลักเพื่อนั่งสนทนากันดีหรือไม่?”

 

กล่าวทักทายเล็กน้อยต้วนหรูเฟิงก็ถามหวางเฟยเซวียนอย่างใจดี

 

“ดียิ่ง”

 

หวางเฟยเซวียนแต่เดิมก็เป็นสตรีดุดันห้าวหาญตรงไปตรงมาอยู่แล้ว ย่อมเห็นด้วยทันที

 

เมื่อหวางเฟยเซวียนพยักหน้าตอบคำ ต้วนหรูเฟิงพลันโบกมืออีกครั้ง ร่างของทุกคนก็อันตรธานหายไปจากริมทะเลสาบผานหลงทันที

 

อย่างไรก็ตามครั้งนี้มีหวางเฟยเซวียนเพิ่มมาอีกคน

 

เมื่อต้วนหรูเฟิงปรากฏตัวอีกครั้งทั้งหมดก็บรรลุถึงห้องโถงใหญ่ของตำหนักหลักแล้ว ด้วยความใหญ่โตโอ่อ่าของห้องโถงหลักตำหนักเมฆาครามทำให้หวางเฟยเซวียนเหม่อมองชมดูรอบๆอย่างละลานตาพักหนึ่ง

 

หลังหวางเฟยเซวียนคล้ายดึงสติกกลับมาได้ ต้วนหรูเฟิงที่แลเห็นก็ยิ้มอย่างใจดี ค่อยกล่าวแนะนำตัวทุกคนให้หวางเฟยเซวียนรู้จัก

 

‘นี่คือภรรยากับลูกชายของเขาหรือ…’

 

ถึงแม้ว่านางจะเตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้แล้ว แต่พอต้วนหรูเฟิงกล่าวแนะนีลี่เฟยพร้อมหลานชายตัวน้อย หวางเฟยเซวียนก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกหดหู่อยู่ในใจ

 

อย่างไรก็ตามผิวเผินคล้ายนางไมย่เป็นอะไร ยังเร่งทักทายลี่เฟยอย่างสุภาพ

 

ลี่เฟยเองก็ทักทายหวางเฟยเซวียนกลับอย่างมีมารยาท ไม่ได้ตั้งแง่อะไร

 

สำหรับนางแล้ว สหายของบุรุษนางก็เป็นดั่งสหายของนางเช่นกัน

 

‘ตายแล้ว…ท่าทางหัวใจของสาวน้อยนางนี้จะถูกเทียนเอ๋อช่วงชิงไปแล้วอีกคน…เทียนเอ๋อนี่ก็จริงๆเลยเชียว ปี้เหยากกับหลันเอ๋ออยู่ที่บ้านแท้ๆยังมิอาจจัดการให้ดีได้…ตอนนี้ไฉนประพฤตตัวดั่งอันธพาลน้อยเที่ยวเด็ดดอกไม้ริมทางไปทั่วเล่า ถึงกับล่อลวงสาวน้อยน่ารักเช่นนี้มาอีกคน?’

 

ลี่หลัวที่เป็นสตรีไหนเลยจะสัมผัสถึงอารมณ์ผันผวนสับสนปนเปของหวางเฟยเซวียน ยามได้ยินต้วนหรูเฟิงแนะนำว่าลี่เฟยเป็นภรรยาของบุตรชายตัวเองไม่ได้

 

ในฐานะสตรีแล้ว นางมั่นใจได้ทันที

 

สตรีนามหวางเฟยเซวียนคนนี้มีใจให้บุตรชายนางสิบส่วนเต็ม!

 

ด้วยเหตุนี้นางจึงอดทอดถอนขึ้นมาในใจเสียไม่ได้

 

หากเป็นกาลก่อนลี่หลัวย่อมอยากให้บุตรชายของตัวเองมีลูกสะใภ้เยอะๆนางจะได้มีหลานตัวน้อยมากมาย หาไม่แล้วนางคงไม่พาองค์หญิงปี้เหยากับเซี่ยวหลันติดสอยห้อยตามมาด้วยแบบนี้…

 

อนิจจาตอนนี้นางไม่กล้าคิดแบบนั้นแล้ว

 

นางยังรู้สึกเสียใจด้วยซ้ำที่พาองค์หญิงปี้เหยากับเซี่ยวหลันมาด้วยแบบนี้ ครั้งนั้นนางนับว่าเลินเล่อกระทำไปโดยไม่ทันไตร่ตรองให้ละเอียดถี่ถ้วนแล้วจริงๆ กลับทำให้สตรีสองนางต้องมาติดบ่วงรักอยู่ที่นี่…

 

เพราะตัดสินจากสถานการณ์ในปัจจุบัน บุตรชายของนางจะยอมรับสตรีทั้งสองหรือไม่ก็ยังคงเป็นคำถามที่ไร้ซึ่งคำตอบแน่ชัด…

 

ทว่าตอนนี้เรื่ององค์หญิงปี้เหยากับเซียนหลันยังไม่ทันได้กระจ่าง กลับมีสาวน้อยน่ารักมาเพิ่มอีกคน! ตอนนี้นางถึงกับอื้ออึงจนรับมือไม่ทันบ้างแล้ว!!

 

“แม่หนูเฟยเซวียนหากเจ้ามานี่เพื่อตามหาเทียนเอ๋อลูกชายข้าเกรงว่าเจ้าจักต้องผิดหวังแล้ว…เพราะตอนนี้เทียนเอ๋อไม่ได้อยู่ในภูมิภาคเบื้องล่างอีกต่อไป…”

 

ต้วนหรูเฟิงกล่าวบอกหวางเฟยเซวียน

 

“ข้าทราบเรื่องนี้ดี”

 

หวางเฟยเซวียนพยักหน้ารับคำ ค่อยพูดต่อ “ครั้งนี้ที่ข้ามามิได้มาหาเขา ทว่าข้าคิดมาแจ้งเรื่องราวบางอย่างให้ท่านจ้าวตำหนักต้วนทราบ…”

 

กล่าวถึงจุดนี้หวางเฟยเซวียนก็หยุดลงครู่หนึ่ง และทันใดนั้นแววตาของนางก็ฉายความหวาดกลัวออกมาให้เห็นชัด ราวกับนางกำลังนึกถึงเรื่องราวอันน่าหวาดกลัวบางอย่าง

 

“มีเรื่องใดหรือ?”

 

ต้วนหรูเฟิงที่สังเกตเห็นความหวาดกลัวของนางก็หยีตาลงทันใด

 

“ท่านจ้าวตำหนักต้วน…ยามนี้ตำหนักฟ้าลี้ลับได้ล่มสลายลงแล้ว อีกทั้งบ้านของข้าคฤหาสน์ดาบทรราชเองก็ถูกทำลายไปแล้วเช่นกัน…”

 

หวางเฟยเซวียนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นๆ ยังแฝงไว้ด้วยความหวาดกลัว แววตายิ่งมายิ่งผวาหวาด

 

“เป็นสัตว์ประหลาด…มันเป็นสัตว์ประหลาดที่มีหัวเป็นวัว”

 

“ทั่วร่างมันเอ่อล้นไปด้วยไอมารอันบริสุทธิ์นัก…ความแข็งแกร่งของมันเป็นอันใดที่ร้ายกาจยิ่ง กระทั่งจ้าวตำหนักฟ้าลี้ลับ…ยะ..ยังมิอาจต้านทานรับมือมันได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว! สุดท้ายก็ถูกมันฆ่ากลืนกินพลังตกตายกลายเป็นซากศพแห้งกรัง!!”