บทที่ 1728 กับหมาไม่จำเป็นต้องเกรงใจ + ตอนที่ 1729 ซุ่มโจมตีจากสิบทิศ

ลิขิตรัก ย้อนรอยแค้น

ตอนที่ 1728 กับหมาไม่จำเป็นต้องเกรงใจ

สยงมู่มู่ทนไก่อ่อนพวกนี้ไม่ไหวมาตั้งแต่แรกแล้วแต่ด้วยมารยาทถึงทนมาตั้งห้านาที ทว่าคนพวกนี้ยิ่งพูดเกินจริงขึ้นเรื่อย ๆ ส่อเจตนาเหยียดหยามฮวาเซี่ยอย่างเปิดเผย อีกทั้งพิธีกรยังพูดคล้อยตามไปด้วย ทำเอาเขาฟังจนควันออกหูเกลียดที่ข้าง ๆไม่มีก้อนอิฐสักก้อน ไม่อย่างนั้นคงจับเขวี้ยงไปแล้ว

“แขกท่านนี้ดูจะมีน้ำโหมากไปหน่อยนะ ทุกคนแค่ต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่เห็นต้องพ่นคำหยาบคายเลยนี่นา!”

โอหยางซานซานพูดเสียงเบาแล้วยังใช้มือสางผมยาวโปรยเสน่ห์ ดึงดูดสายตาผู้ชมเพศชายในห้องส่งจำนวนไม่น้อยให้เผลอกลืนน้ำลายโดยไม่รู้ตัว

แม้แขกรับเชิญผู้หญิงคนนี้ไม่สวยเท่าอีกคนแต่ความเย้ายวนมันเรียกให้ทนไม่ไหวจริง ๆ!

หนำซ้ำพอโอหยางซานซานว่าเช่นนี้ผู้ชมก็เริ่มผุดความคิดขึ้นมาในใจ นั่นสิ ต่างฝ่ายต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง ความคิดเห็นไม่ตรงกันก็ด่ากันไม่ได้สิ!

สยงมู่มู่พ่นคำหยาบออกมาช่างไร้มารยาทเหลือเกิน!

สำหรับวัยรุ่นส่วนใหญ่ในที่นี้แล้วไม่มีความรักชาติใด ๆเลยจริง ๆ พวกเขาชอบใครคนหนึ่งล้วนมาจากความชื่นชอบส่วนตนไม่เกี่ยวกับประเทศชาติแต่อย่างใด ฉะนั้นวัยรุ่นพวกนี้ไม่มีวันเข้าใจถึงความขุ่นเคืองของพวกสยงมู่มู่กับเหมยเหมยได้หรอก

เหมยเหมยลอบก่นด่าโอหยางซานซานใจดำอำมหิตอยู่ในใจเงียบ ๆ ผู้ชายสามคนนั้นต่อต้านยังอ้างได้ว่าเพราะไม่ได้รับการศึกษาให้รักชาติอย่างถูกต้องตั้งแต่เด็ก แต่เธอโอหยางซานซานอย่างไรเสียก็มาจากครอบครัวผู้เป็นหนึ่งในขบวนการปฏิวัติ กำเนิดเติบโตภายใต้ธงสีแดง เห็นชักธงขึ้นสู่ยอดเสาตรงประตูเทียนอันเหมินทุกวี่วันกลับยังคล้อยตามไอ้สารเลวที่ต่อต้านพวกนี้เสียได้ ไร้หัวใจจริง ๆ!

“คนที่ลืมชาติลืมบรรพบุรุษ ฉันคิดว่าไม่จำเป็นต้องเกรงใจ” เหมยเหมยเอ่ยเสียงเย็นชา

“ใช่ อีกฝ่ายที่ต้องให้ความเกรงใจคือคน ไม่ใช่หมา!” เซียวเซ่อปากร้ายยิ่งกว่า แม้เธอไม่ถือว่าเป็นคนฮวาเซี่ยโดยแท้แต่ระหว่างประเทศจีนกับอังกฤษ ความรู้สึกของเธอย่อมเอนเอียงมาทางฮวาเซี่ยมากกว่า!

อาหารของฮวาเซี่ยอร่อยกว่าที่อังกฤษเยอะเลย!

อู่เชาที่ปกติคงบทบาทคนดีโดยเสมอมาขณะนี้ไม่มีการสงบเสงี่ยมอีกต่อไป แค่นเสียงกล่าว “ต่อให้พวกนายจะส่ายหางดีใจแค่ไหนก็เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าพวกนายเป็นชาวจีนคนผิวเหลืองกลุ่มผมดำไม่ได้หรอก จะว่าไปในสายตาคนฝรั่งพวกนายยังเทียบกับหมาไม่ได้ด้วยซ้ำ!”

เซี่ยเข่ออิ๋งกับหลินฮั่นเหวินที่อยู่ใต้เวทีได้ฟังก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก ปรบมือรัวด้วยกันกับเฉินเจียจนมือปูดบวม คนเรามักไหลไปตามคนหมู่มาก เธอปรบมือฉันปรบมือทุกคนก็ปรบมือ บรรยากาศกลับดูอบอุ่นดี

พิธีกรอันดับหนึ่งฟังแล้วก็จับผิดสังเกตได้ หรือว่าแขกรับเชิญจากจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งสี่คนนี้จงใจมาหาเรื่องกันนะ!

รู้อยู่แล้วเชียวว่ายายแพศยาเซี่ยเข่ออิ๋งนั่นมีเจตนาปองร้าย จงใจหาคนจีนแผ่นดินใหญ่สี่คนนี้มาป่วนรายการเขา หึ!

คิดว่าพิธีอันดับหนึ่งอย่างเขาได้ชื่อมาง่าย ๆงั้นหรือ?

“ในเมื่อทุกท่านต่างมีความเป็นของตัวเอง โต้เถียงกันไปก็ไม่มีความหมาย สู้เชิญแขกรับเชิญแต่ละท่านแสดงให้พวกเราได้ดูที ให้กลุ่มผู้ชมเป็นกรรมการตัดสินดูว่าเครื่องดนตรีตะวันตกกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านอันไหนดีกว่ากัน!” พิธีกรอันดับหนึ่งเอ่ยอย่างมีเจตนาแอบแฝง

พวกโอหยางซานซานทั้งสี่คนล้วนเป็นแขกรับเชิญจากการคัดสรรของเขาที่จะไม่พูดถึงเรื่องคะแนนการเรียนอันสูงลิ่ว แต่ผลงานด้านวาดรูปศิลปะ เล่นดนตรี เต้นรำต่าง ๆไม่ใช่สิ่งที่จะปลอมแปลงขึ้นมาได้ ส่วนคนจากจีนแผ่นดินใหญ่ทั้งสี่คนนี้…

เหอ ๆ…ลำพังที่ยากจนแร้นแค้นอย่างจีนแผ่นดินใหญ่นั่นน่ะหรือจะฝึกฝนคนมีความสามารถอย่างไรได้?

เหมยเหมยหยิบไมค์ขึ้นพูดเสียงดัง “พิธีกรพูดแบบนี้ไม่ถูกนะ เครื่องดนตรีตะวันตกกับเครื่องดนตรีพื้นบ้านต่างมีจุดเด่นต่างกัน จะอวยอย่างหนึ่งแล้วเหยียบย่ำอย่างหนึ่งไม่ได้ เหตุผลที่เราโต้แย้งข้อคิดเห็นของอีกฝ่ายเพราะพวกเขาดูถูกเครื่องดนตรีพื้นบ้านเพื่ออวยเครื่องดนตรีตะวันตก ถ้าคุณพิธีกรพูดแบบนี้แล้วจะต่างจากพวกเขาสี่คนอย่างไรคะ?”

อย่าคิดว่าเธอฟังไม่ออกว่าพิธีอันดับหนึ่งคนนี้กำลังวางกับดักพวกเขา หากตกลงกับข้อเสนอของเขาไปเกรงว่าพรุ่งนี้บนหน้าหนังสือพิมพ์ฮ่องกงคงมีข่าวประโคมหาว่าพวกเขาดูถูกเครื่องดนตรีตะวันตก แล้วจงใจดูถูกดูหมิ่นเครื่องดนตรีตะวันตกอีกด้วย!

……………………………….

ตอนที่ 1729 ซุ่มโจมตีจากสิบทิศ

พิธีกรอันดับหนึ่งหน้าดำแดงด้วยความโกรธ เป็นพิธีกรมาหลายสิบปีเป็นครั้งแรกที่โดนแขกรับเชิญตอกกลับ

เขายิ้มเก้ออยากพูดกู้หน้าให้ตัวเองสักหน่อยแต่เซียวเซ่อกลับขัดเขาแล้วยังสะบัดมือใส่ด้วยท่าทีไม่สบอารมณ์ “คุณไปอยู่ข้าง ๆไป ตรงนี้ไม่ต้องการคุณแล้ว!”

พิธีกรอันดับหนึ่ง “…”

ให้ตายเถอะ ฉันต่างหากที่เป็นพิธีกร!

โอหยางซานซานแสร้งเอ่ย “พวกเธอไร้มารยาทต่อพิธีกรมากนะ นี่เป็นรายการของพิธีกร เราจะชิงเป็นเจ้าบ้านไม่ได้!”

“โอหยางซานซาน อย่าคิดว่าไปอยู่ต่างประเทศมาสองปีก็คิดว่าตัวเองเป็นฝรั่งไปแล้วนะ? พื้นเพของเธอใคร ๆก็รู้ดี จะว่าไปพ่อของเธอเพิ่งตายยังไม่พ้นเจ็ดวันด้วยซ้ำเธอก็มาออกรายการแบบนี้ไม่น่าเหมาะมั้ง!”

เหมยเหมยไม่ชินกับถ้อยคำยุยงปลุกปั่นของเธอเลยคร้านจะสนใจเลือกเปิดโปงจุดอ่อนของเธอกลางรายการ

คนฮ่องกงเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ยิ่งกว่าคนฮวาเซี่ยเสียอีก โดยเฉพาะคนประเภทที่เพิ่งมีคนเสียชีวิตที่บ้านมายิ่งเป็นสิ่งต้องห้าม

ตามคาดเมื่อเจ้าไก่อ่อนสามตัวกับพิธีกรอันดับหนึ่งได้ยินว่าพ่อของโอหยางซานซานยังเสียไปพ้นเจ็ดวันก็เผลอขยับหนีออกห่างตามสัญชาตญาณ จงใจตีตัวออกห่างโอหยางซานซานเพื่อไม่ให้ความอับโชคกระเด็นติดตัว

โอหยางซานซานทำหน้ามึนงง โอหยางเซี่ยงหมิงอยู่เมืองจินดิบดีไม่ใช่หรือ ไหนจะแต่งงานใหม่อย่าให้ต้องพูดเลยว่ามีชีวิตอิ่มหนำสำราญแค่ไหน แต่ไม่นานเธอก็รับรู้ได้ว่าเหมยเหมยหมายถึงใครเลยลอบด่าอีกฝ่ายว่านางแพศยาในใจ!

เรื่องที่โอหยางปินเพิ่งตายเมื่อไม่กี่วันก่อนแน่นอนว่าเธอก็เพิ่งได้รับข่าวเช่นกัน แต่เกี่ยวอะไรกับเธอกันล่ะ?

“พ่อฉันสุขภาพแข็งแรงดี จ้าวเหมยเธอพูดอะไรให้เกียรติกันหน่อย!” โอหยางซานซานกล่าวเสียงเย็น

เหมยเหมยอมยิ้มน้อย ๆ “ฉันหมายถึงพ่อแท้ ๆของเธอโอหยางปินต่างหาก เรื่องนี้ใช่ว่าเธอจะไม่รู้ เสแสร้งไปทำไมกัน!”

เหล่าผู้ชมรวมถึงแขกรับเชิญอื่น ๆมองโอหยางซานซานด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป คนเรามักมีจินตนาการอย่างไร้ขีดจำกัด เพียงประโยคเดียวจากเหมยเหมยก็ทำให้พวกเขาจินตนาการถึงสถานะของโอหยางซานซานไว้นับไม่ถ้วน ซึ่งคนส่วนมากต่างคิดว่าเธอน่าจะเป็นบุตรสาวนอกสมรส!

ลูกนอกสมรสเป็นเรื่องน่าอับอาย แขกรับเชิญสามคนที่แต่เดิมยังรู้สึกสนใจในตัวโอหยางซานซานเกิดเปลี่ยนใจกะทันหัน ไม่ได้เชิดชูโอหยางซานซานราวกับเทพธิดาอย่างเคยอีกแล้ว

เป็นแค่บุตรสาวนอกสมรสเท่านั้นเอง!

“ไม่เสียเวลาพูดแล้วกัน ในเมื่อพวกนายยกยอเครื่องดนตรีตะวันตกอย่างกับบรรพบุรุษ งั้นก็แสดงฝีมือให้เราดูหน่อยสิ ใครเริ่มก่อน?” เหมยเหมยพูดท้าทาย

พวกเขามาร่วมรายการก็เพื่อต่อสู้ ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาลับฝีปาก!

“ฉันแสดงเปียโนก่อน” โอหยางซานซานรีบร้อนที่จะกู้หน้าตัวเองคืนเลยไม่คิดจะทำตัวนอบน้อมอีกต่อไป แต่เลือกจะแสดงท่าทีแข็งกร้าวออกมาแทน

เปียโนอยู่กลางเวที โอหยางซานซานมองเหมยเหมยแวบหนึ่งอย่างได้ใจก่อนจะนั่งลงเริ่มบรรเลงดนตรี เสียงเปียโนที่แสนไพเราะเสนาะหูดังขึ้น ไม่นานก็เรียกให้ทุกคนตกอยู่ในห้วงภวังค์เคลิบเคลิ้ม ขจัดซึ่งความหงุดหงิดและความเป็นปรปักษ์ในห้วงอากาศอย่างที่เคยมีไป

“นี่เป็นเพลง ‘Arabesque No.1’ ของ Claude Debussy เป็นเพลงที่อ่อนโยนมาก ๆ” สยงมู่มู่อธิบายและนึกทึ่งในตัวของโอหยางซานซานขึ้นมาบ้าง

ไม่มีเพลงไหนจะเหมาะกับบรรยากาศที่แสนประหม่าตื่นเต้นในเวลานี้ไปมากกว่าเพลงนี้อีกแล้ว!

หลังจบการบรรเลงหนึ่งเพลงก็ทำให้บรรยากาศรอบตัวเงียบสงัด ทุกคนฟังจนเคลิ้มดื่มด่ำกันไม่น้อย โอหยางซานซานอมยิ้มเล็กน้อย สองปีมานี้เธอใช้ชีวิตหนึ่งวันให้เสมือนสามวัน นางแพศยาจ้าวเหมยหรือจะสู้เธอได้?

“เล่นไม่แย่ แต่ฟังอออกว่าระยะเวลาที่เธอเล่นปียโนมันสั้น นิ้วมือไม่คล่องแคล่วเอาเสียเลย” เหมยเหมยจงใจกล่าว ความจริงระดับฝีมืออย่างโอหยางซานซานก็นับว่าไม่เลวจริง ๆ

โอหยางซานซานสีหน้าเย็นยะเยือกขึ้นมาเล็กน้อย ยังคิดจะพูดประชดประชันอีกสักหน่อยแต่เหมยเหมยกลับไม่ให้โอกาสเธอ กู่เจิงก็ถูกยกขึ้นมาบนเวที เหมยเหมยสวมปลอกนิ้วมือก่อนจะลองดีดทดลองเสียง จากนั้นถึงค่อยเริ่มบรรเลงเพลง ‘ซุ่มโจมตีจากสิบทิศ’

………………………