เธอรับรู้ถึงสัญญาณเตือนจากสายตาของผู้ชายคนนั้น ถ้าเธอยังไม่ตั้งใจเลือกเสื้อผ้าอยู่แบบนี้เธออาจจะถูกไล่ออกก็เป็นได้ ดวงตาของเขาอาจจะดูลึกลับแต่ความจริงแล้วเหมือนมีพลังบางอย่าง ถือเป็นทักษะของเขาเลย พนักงานรีบทำให้ร้านกลับไปอยู่ในความสงบด้วยการพาเสิ่นเฉียวเข้าไปในห้องลองชุด “กระโปรงชุดนี้ราคาแพงมาก ให้ฉันช่วยใส่นะคะ” “ไม่ต้องหรอกค่ะ ฉันใส่เองได้” เสิ่นเฉียวไม่ชินกับการที่จะมีใครมาดูเธอถอดเสื้อผ้า พนักงานได้ยินแบบนั้นก็พูดอย่างไม่พอใจ “เธอเป็นอะไรของเธอ? ชุดแพง ๆ แบบนี้ถ้าไม่ให้ฉันช่วยแล้วเกิดทำพังขึ้นมาเธอจะจ่ายไหวเหรอ?” “ฉัน…” “ฉันอะไร ดูสิเสื้อผ้าตลาด ๆ ที่เธอใส่สิ ยังจะกล้ามาลองชุดที่นี่อีก หรือว่า…เธอมีเสี่ยเลี้ยง?” หลังจากเปลี่ยนไปหลายชุดจนมือเผลอไปโดนตัวเธอเข้าก็รู้ว่าผิวพรรณของเสิ่นเฉียวนั้นอ่อนนุ่ม เสิ่นเฉียวไม่ตอบอะไรเพราะถูกพูดแทงใจดำเข้า “โอเค เธอลองเองแล้วกันฉันจะได้ไม่โดนว่ากล่าวไปด้วย” พนักงานโยนเสื้อผ้าให้เธอแล้วเดินออกมาและไม่ลืมที่จะปิดประตู เสิ่นเฉียวยืนถือกระโปรงพวกนั้นด้วยความมึนงง หลังจากนั้นไม่นานเสิ่นเฉียวก็เปลี่ยนไปใส่ชุดกระโปรงชุดหนึ่ง ชุดพวกนั้นแพงมากเหมือนกับที่พนักงานคนนั้นบอก แตกต่างจากกระโปรงสไตล์เก่าที่เธอเคยลองก่อนหน้านี้ หลังจากเปลี่ยนเสร็จเธอก็รวบปลายกระโปรงแล้วเดินออกไปหาเย่โม่เซิน แต่กลับไม่มีใครอยู่ตรงนั้นเลย เสิ่นเฉียวครวญคราง ทำไมถึงไม่มีใครอยู่ล่ะ? หรือว่าชุดพวกนี้ที่เธอเปลี่ยนมันไม่เข้ากับเธอก็เลยโกรธจนหนีไปแล้ว? พอคิดแบบนั้นเสิ่นเฉียวก็รวบกระโปรงเดินกลับห้องลอง แต่พอเดินผ่านกระจกก็ได้ยินเสียงที่คุ้นเคย “ที่รักคะ ฉันใส่ชุดนี้แล้วเป็นยังไงบ้าง?” “ยังต้องถามอีกเหรอ? เป่าเอ๋อใส่อะไรก็สวยไปหมดเลยจ้ะ” เสิ่นเฉียวทนไม่ได้ก็เดินไปที่ตรงนั้น มีราวแขวนเสื้อขนาดใหญ่ขวางกั้นอยู่แต่เธอก็ยังเลื่อนออกเพื่อให้ได้เห็นคนตรงหน้า เป็นหลินเจียงกับเมียน้อยนั่นเอง ทั้งสองคนแนบชิดสนิทสนมกันมาก ท้องของผู้หญิงคนนั้นตอนนี้ใหญ่ขึ้นแล้วเห็นได้ชัดว่ากระโปรงในมือนั่นไม่สามารถใส่ได้ “แต่ตอนนี้ฉันใส่ไม่ได้แล้ว” “ไม่เป็นไร ขอแค่เป่าเอ๋อชอบก็ต้องซื้อ รอคลอดแล้วค่อยใส่ก็ได้” “ขอบคุณค่ะสามี คุณน่ารักมากเลย” เสิ่นเฉียวกำหมัดแน่น เดี๋ยวนี้หลินเจียงใช้คำพูดหวานขนาดนั้นเลยเหรอ? ไม่คิดว่าวันนี้จะมาเจอพวกเขาที่นี่ สายตาของเมียน้อยที่มองมาด้านนี้ทำให้เสิ่นเฉียวตกใจรีบซ่อนตัว ตอนที่หันกลับไม่ทันระวังชนกับพนักงานที่คอยดูแลเธอจนล้ม พนักงานคนนั้นคว้าชุดที่เสิ่นเฉียวใส่อยู่โดยไม่รู้ตัวทำให้ตัวเองล้มลงไปด้วยพร้อมกับเสียงชุดที่ฉีกขาด สิ่งเหล่านั้นเรียกความสนใจจากลูกค้าคนอื่น ๆ ในร้านได้เป็นอย่างดีรวมไปถึง หลินเจียงกับเมียน้อยของเขา พนักงานคนนั้นเมื่อเห็นว่าชุดกระโปรงขาดก็ตกใจรีบลุกขึ้นแล้วกล่าวหาเสิ่นเฉียว “เธอรู้ไหมว่าชุดนี้มันราคาเท่าไหร่ เธอตั้งใจทำให้ชุดขาดแน่ ๆ” เสิ่นเฉียวมึนงง เธอเพียงแค่ต้องการหลบสายตานั่นเพราะไม่อยากให้พวกเขารู้ว่าเธอก็อยู่ที่นี่ ไม่คิดว่าจะมีคนอยู่ข้างหลังก็เลยหันกลับอย่างรวดเร็ว พอถูกพนักงานกล่าวหาแบบนั้นเธอก็ยืนขึ้นแล้วมองไปที่ชุดกระโปรงก็เห็นว่าขาดจริง ๆ อีกทั้งยังเผยให้เห็นไหล่ขาวเนียนนั่นด้วย แล้วยังเห็นอีกว่าลูกค้าคนอื่นก็มองมาทางนี้ เสิ่นเฉียวเอื้อมมือไปปิดไหล่ของตัวเอง “ขอโทษนะคะ ฉันไม่ได้ตั้งใจ” พนักงานหัวเราะเยาะ “ขอโทษอย่างนั้นเหรอ? ชุดนี้เป็นชุดพิเศษของที่ร้านพึ่งสั่งมาจากอิตาลี ราคาชุดตั้งเป็นล้านบาท เธอคิดว่าพูดแค่คำว่าขอโทษแล้วมันจะจบเหรอ? เธอคิดว่ามันจะทำให้ชุดนี้กลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ไหม?” เสิ่นเฉียวกัดริมฝีปากแล้วพูดเสียงเบา “ฉันจะซ่อมให้คุณแน่ ๆ ค่ะ” “ซ่อม? จะซ่อมยังไง?” คำพูดกล่าวหาของพนักงานดังขึ้นเรื่อย ๆ ผู้คนในร้านต่างก็มองมาทางนี้กันหมด “อ้าว เสิ่นเฉียวหรอกเหรอ?” เมียน้อยที่มากับหลินเจียงมองเห็นใบหน้าอึดอัดใจของเสิ่นเฉียวก็ยกยิ้มขึ้นมาแล้วพูดเยาะเย้ย “คนคนหนึ่งที่ใส่แค่เสื้อผ้าบ้าน ๆ ราคาไม่กี่บาททำไมถึงมาอยู่ที่ร้านเสื้อผ้าแบรนด์ได้? แล้วยังจะมาทำชุดพังอีกเสิ่นเฉียวเธอตั้งใจมาเพื่อทำลายร้านใช่ไหม?” พนักงานคนที่อยู่ใกล้ ๆ ได้ยินก็ตาเบิกกว้าง “นี่คุณพูดอะไร? ที่แท้เธอก็ตั้งใจเข้ามาก่อความวุ่นวายเหรอ? ชุดนี้ราคาอย่างต่ำหนึ่งล้านสามแสนบาท จ่ายมา!” เมียน้อย หัวเราะเสียงดัง เสียงหัวเราะนั่นดังกังวานราวกับเสียงกระดิ่ง “เธอจะไปเอาเงินที่ไหนมาจ่าย? ทำงานเดือนหนึ่งก็ได้มาแค่หมื่นสาม ตอนนี้ตกงาน เกรงว่าจะไม่มีจ่ายนะ” เสิ่นเฉียวกัดริมฝีปากและเม้มแน่น เธอรู้ลึกขนาดนี้หลินเจียงคงจะเป็นคนบอกสินะ? “ฉันว่านะ ถ้าเธอจ่ายไม่ไหวก็ลองไปขอร้องหลินเจียงสิ ไม่แน่เขาอาจจะเห็นแก่ความสัมพันธ์ครั้งเก่ายอมช่วยเธอก็ได้” ได้ยินแบบนั้นเสิ่นเฉียวก็กำมือแน่นแล้วมองไปที่หลินเจียง เมื่อทั้งสองคนสบตากัน หลินเจียงตัวแข็งทื่อ ในดวงตามีร่องรอยของความรู้สึกไม่สบายใจ ความสัมพันธ์ที่มันผ่านมานานแล้วก็เท่ากับว่าไม่มีความรู้สึกอะไรหลงเหลืออีกแล้ว แต่มันมีความรู้สึกหนึ่งที่ยังคงฝังรากลึกอยู่ แล้วมาเห็นคนอื่นโทษว่าเธอผิดแบบนี้ก็อดไม่ได้ แต่… “หลินเจียง คุณจะช่วยเธอหน่อยไหมคะ?” หลินเจียงปฏิเสธ มองดูใบหน้ามีเสน่ห์ของซือฉีนเป่า กระแอมแล้วเข้าไปกอดเธอ “เป่าเอ๋อ ผมจะไปช่วยผู้หญิงคนอื่นที่ไม่ใช่คุณได้ยังไงกัน? โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตั้งใจมาก่อความวุ่นวายที่ร้านยิ่งไม่ควรช่วยใหญ่เลย” คำพูดเหล่านั้นเป็นเหมือนมีดทิ่มแทงเสิ่นเฉียวที่ไร้คำพูด ความเย็นชานั่นทำให้เสิ่นเฉียวที่เม้มริมฝีปากอยู่แล้วมีเลือดไหลออกมา “โธ่ที่รักคะ แม้การกระทำของเธอจะน่ารังเกียจแต่ตอนนี้เธอดูน่าสงสารออก ชุดนั้นราคาตั้งเป็นล้าน ถ้าจ่ายไม่ได้ไม่ใช่ว่าจะถูกขังไว้ที่นี่เหรอคะ?” คำพูดนั้นเหมือนเป็นการเตือนสติพนักงาน “ฉันจะโทรตามตำรวจเดี๋ยวนี้แหละ!” เสิ่นเฉียวเงยหน้าขึ้นมอง ตำรวจ? “ผู้หญิงแบบนี้ ไม่มีเงินแล้วยังจะเข้ามาลองชุด ซื้อไม่ได้แล้วยังจะทำลายอีก! โทรแจ้งตำรวจเดี๋ยวนี้!” คนแถวนั้นที่มองอยู่เห็นด้วย “ใช่ ๆ พวกเธอดูสิ ผมยุ่งเหมือนไม่ได้หวีขนาดนั้นปล่อยให้เข้ามาในร้านได้ยังไง?” “ผู้หญิงคนนี้น่ะ ยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าสภาพตัวเองตอนนี้เป็นยังไง คงไม่เข้ามาลองชุดแล้วคิดว่ามันเหมาะกับตัวเองหรอกนะ? เหอะ แล้วตอนนี้ชุดพังแล้ว จ่ายคืนไม่ไหวล่ะสิ? น่าขำจริง ๆ รอตำรวจมาจับไปขังไว้สักพัก ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นแบบนี้อีก!” เกิดเสียงหัวเราะเยาะเย้ยและสายตาดูถูกจากทุกทิศทาง เสิ่นเฉียวรู้สึกละอายใจภายใต้ใบหน้าแข็งทื่อ เกิดมาอยู่บนโลกนี้ตั้งนานเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นยิ่งทำให้คนที่ไม่มั่นใจในตัวเองรู้สึกแย่ไปกันใหญ่ แต่อยู่ดี ๆ เย่โม่เซินกับเซียวซู่ก็หายไป เธอก็ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมตอนที่เข้าไปลองชุดแล้วพอออกมาก็ไม่เจอแม้แต่เงาของพวกเขา อาจเป็นเพราะเธอสวมชุดพวกนี้แล้วดูไม่ดีเลยทิ้งเธอไว้ทั้งอย่างนี้ เสิ่นเฉียวคิดแบบนั้นแล้วก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา ดวงตาค่อย ๆ แดงขึ้น เธอเงยหน้ามองผู้คนที่เยาะเย้ยเธอ แต่เสียงเยาะเย้ยและสายตาดูถูกพวกนั้นทำให้เธอต้องก้มหน้าลงไปอีกครั้ง ร่างเล็กตัวสั่น ความรู้สึกที่แสนสิ้นหวังพวกนี้ทำให้เธอเวียนหัว เสิ่นเฉียวมีอาการป่วย คือถ้ารู้สึกประหม่าหรือกดดันจะเวียนหัวขึ้นมา ตอนนี้ค่อย ๆ รู้สึกหน้ามืดจนแทบจะมองไม่เห็นผู้คนตรงหน้าแล้ว เมื่อความมืดเข้ามาปกคลุม เสิ่นเฉียวไม่สามารถประคองตัวเองไว้ได้อีกต่อไป เมื่อร่างกายเกือบจะล้มลงไปบนพื้นก็มีมือใหญ่มาช่วยเธอไว้ได้ทัน