“555 บรรยากาศเป็นใจมากเลยล่ะครับ แต่ผมว่าคุณชายเย่คงจะไม่เข้าใจ” ลู่สุนฉางพูดจบก็เบนสายตาไปมองที่ขาของเย่โม่เซิน เซียวซู่เลิกคิ้วสูง รู้สึกโกรธขึ้นมา ใบหน้าของเย่โม่เซินยังปกติ ตอบเสียงเย็น “เป็นเรื่องที่เข้าใจยากจริง ๆ และถึงแม้ว่าจะเล่นจริง ผมก็เลือกที่จะเล่นกับผู้หญิงที่สะอาด กับของมือสองคงเล่นไม่ลงจริง” เสิ่นเฉียวที่หลบอยู่หลังต้นไม้เงียบสนิท “…” เชี่ย นี่เขารู้ไหมว่าเธออยู่ตรงนี้? รู้ไหมว่าคำพูดพวกนั้นมันกำลังทำร้ายเธออยู่? ลู่สุนฉางไม่ได้แสดงความหงุดหงิดกับคำพูดของเย่โม่เซิน ริมฝีปากของเขายกยิ้ม “จริง ๆ ผมอยากจะรู้มากว่าคุณชายเย่รู้เหรอครับว่าเป็นมือสองหรือเปล่า?” เซียวซู่กัดฟันแน่น “คุณอยากจะเล่นทางใหม่เหรอครับ?” ลู่สุนฉางไม่เข้าใจ “???” “คุณถามแบบนั้นผมก็คิดว่าคุณต้องการมีอะไรทางช่องทางใหม่ถึงถามคุณชายเย่แบบนั้น” อะไรกัน? ลู่สุนฉางตกตะลึง เขาแค่ต้องการเย้ยหยันที่เย่โม่เซินพิการและไร้สมรรถภาพ เขาบอกตอนไหนว่าต้องการอะไรแบบนั้น? ผู้ช่วยคนนี้น่าเกลียดจริง ๆ เสิ่นเฉียวเองก็พูดไม่ออก ไม่คิดว่าความคิดของเซียวซู่จะแย่แบบนี้! ลู่สุนฉางตะลึงไปครู่หนึ่งถึงโต้กลับได้ “คำพูดของคุณชายเย่นี่น่าสนใจนะครับ” เคลื่อนไหวอย่างมีหลักการและรุนแรง ทำเอาเซียวซู่สำลักอากาศ ลู่สุนฉางหันไปมองหน้าเย่โม่เซิน “ถ้าผมรู้ก่อนว่าคุณชายเย่จะมาร่วมงานก็คงจะไปทักทายคุณก่อนแล้ว” ดวงตาของเย่โม่เซินสงบและเฉยเมย “ไม่จำเป็นหรอกครับ” เสิ่นเฉียวฟังจากที่ไกล ๆ เพราะตรงนี้มืดมากอีกทั้งยังใส่ชุดกระโปรงอีก ยืนอยู่ตรงนี้เป็นเวลานานจนโดนยุงหามแล้ว ตอนนี้ที่น่องโดนยุงกัดจนทนไม่ไหวอยากจะออกไปจากตรงนี้เต็มทน แต่ถ้าจะทำแบบนั้นจะต้องงอตัวไว้ งอตัวแล้วเสียงจะออกมา พอเกิดเสียงก็จะถูกคนอื่นพบเข้า แม้จะคิดได้แต่เสิ่นเฉียวก็ไม่กล้าทำ ได้แต่อดทนอยู่แบบนั้น แต่ไม่อาจทนได้อีกต่อไป เธองอตัวลง โชคดีที่มองเห็นใบไม้ก็เอามาทำเสียงเพิ่มด้วย รอยยิ้มบนริมฝีปากของลู่สุนฉางหายไป รีบก้าวไปทิศทางที่เธออยู่ “ใครอยู่ตรงนั้น?” เสิ่นเฉียวกลัวมากจนไม่กล้าขยับ เสียงเย็นของเย่โม่เซินดังขึ้น “แค่ลมพัด ประธานลู่ไม่จำเป็นต้องทำเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนั้นหรอกมั้ง?” ลู่สุนฉางหยุดเดินเมื่อได้ยินแบบนั้น “เป็นเสียงลม หรือคุณชายเย่อยากจะปกป้องใครหรือเปล่าครับ?” เย่โม่เซินไม่พูด ดวงตาไม่แสดงอารมณ์ แต่ร่างกายตอบสนองออกมาว่ากำลังไม่พอใจ “สามารถทำให้คุณชายเย่ปกป้องได้ ผมล่ะอยากจะเห็นหน้าจริง ๆ” ทั้งสองเผชิญหน้ากัน เย่โม่เซินแสดงออกว่ากำลังโกรธจนลู่สุนฉางยิ้มขึ้นมา “ได้ยินมาว่าคุณชายเย่ใช่ว่าใครจะปราบได้ง่าย ๆ ได้มาเจอวันนี้กลับไม่ใช่แบบนั้นเลยนะครับ ผมยังต้องไปเดทกับสาวสวย คงจะไม่ยุ่งด้วยแล้ว” “ตามสบาย” เสิ่นเฉียวที่อยู่ท่าเดิมมานานตะคริวจะกินแล้ว ตอนนี้ลู่สุนฉางไปแล้ว รอเพียงแค่ให้เย่โม่เซินออกไปเท่านั้น แต่เสิ่นเฉียวรอมานานเย่โม่เซินก็ไม่มีทีท่าว่าจะไปจากตรงนี้ รอไปอีกสักพักจนเกือบจะทนไม่ไหว ในที่สุดก็ได้ยินเสียงเย่โม่เซินเคลื่อนไหว “จะอยู่ตรงนั้นเป็นนกกระจอกเทศอีกนานไหม?” เสิ่นเฉียวตกใจจนล้มลงกับพื้นเมื่อได้ยินคำพูดนั้น “ใครน่ะ?” เซียวซู่เบิกตากว้าง รีบเดินไปดูถึงเห็นว่าเป็นเสิ่นเฉียว “คุณมาอยู่ตรงนี้ได้ยังไงครับ?” เสิ่นเฉียวขยับตัวไม่ได้จนต้องพิงตัวกับต้นไม้เอาไว้ แก้วในมือถูกวางไว้บนใบไม้ข้างตัว เธอถูน่องตัวเองที่ถูกยุงกัดโดยที่มีเซียวซู่มองอยู่และไม่สามารถช่วยอะไรได้ เซียวซู่คิดบางอย่างขึ้นมาได้ “ที่แท้คนที่ลู่สุนฉางพูดถึงคือคุณเหรอ?” เย่โม่เซินควบคุมรถเข็นเข้ามาหา จ้องมองเธอที่นั่งอยู่บนพื้น “ลุกขึ้น” เสิ่นเฉียวรู้สึกไม่สบายตัวมากแต่ก็ต้องจำใจลุกขึ้นยืน “ฉันให้เธอตามหาประธานลู่แต่เธอดันมาดูหนังสดเนี่ยนะ?” อะไรนะ? เสิ่นเฉียวเบิกตากว้าง แก้มขึ้นสีแดงระเรื่อ เขารู้จริง ๆ ด้วย ถ้าอย่างนั้นก็แสดงว่าเขาเองก็อยู่ตรงนั้นมานานแล้วน่ะสิ? เสิ่นเฉียวพูดตะกุกตะกัก “คุณ…คุณเองก็เห็นเหรอ?” เย่โม่เซินเหลือบตามอง “ยอมรับแล้ว?” เสิ่นเฉียวได้ยินแบบนั้นถึงรู้ตัวว่ากำลังติดกับ รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่ใช่นะไม่ใช่ ฉันไม่ได้ตั้งใจแอบมองนะ ฉันแค่เห็นเขาพอดีก็เลย…ฉันกลัวว่าจะถูกเขาเห็นเข้าก็เลยแอบอยู่หลังต้นไม้นี่ แล้วใครมันจะคิดล่ะว่าพวกเขาจะ…” บัดสีบัดเถลิง! ก็แค่ออกมาจากงานจัดเลี้ยงแค่นั้น “คิดไม่ถึงหรือว่าตั้งใจ เธอไม่สังเกตสถานการณ์ของเขากับอีกคนบ้างเหรอ? หรือว่า…” ดวงตาของเย่โม่เซินเปลี่ยนไปกะทันหัน เกิดเสียงเย็นและเคร่งขรึมขึ้น “ลู่สุนฉางเป็นเป้าหมายต่อไปของเธอเหรอ?” เสิ่นเฉียวเข้าใจแล้วว่าเย่โม่เซินต้องการจะสื่ออะไรเมื่อได้ยินประโยคนั้นจนจบ เขากำลังหมายความว่าเธอเป็นผู้หญิงหลายใจ แค่เห็นผู้ชายก็อยากจะเข้าไปยั่วยวนอย่างนั้นเหรอ? ลู่สุนฉางยังมีดีทั้งที่ตัวเขาเองและครอบครัว เย่โม่เซินก็เลยคิดว่าเสิ่นเฉียวเปลี่ยนเป้าหมายแล้ว ใบหน้าของเสิ่นเฉียวซีดเผือด แม้แต่ที่ริมฝีปากเองก็ไม่มีสีเลือดเลยเมื่อเธอคิดว่าเขาคิดกับเธอแบบนั้น “ฉันรู้ว่าคุณดูถูกฉัน แต่คุณก็ไม่จำเป็นที่จะต้องมาหักหน้ากันขนาดนี้หรือเปล่า? ฉันก็มีศักดิ์ศรีของตัวเองนะ!” “เหรอ? ถ้าอย่างนั้นศักดิ์ศรีของเธอ…เท่าไหร่?” เย่โม่เซินเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอไว้แทบเท้าอย่างรุนแรง เสิ่นเฉียวเบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อว่าผู้ชายคนนี้จะเป็นคนแย่ได้ขนาดนี้ ต่อหน้าก็พูดเยาะเย้ยถากถางคำพูดของเธอแต่ก็ยังปกป้องเธอได้จากภัยทั้งหมด แล้วยังช่วยรักษาหน้าเธอไว้อีก สรุปว่าเขาเป็นคนยังไงกันแน่? เสิ่นเฉียวเม้มริมฝีปากแน่น ตัดสินใจที่จะไม่โต้ตอบเขา “เซียวซู่ ไปได้แล้ว” เย่โม่เซินสั่งเสียงเย็น เซียวซู่พยักหน้าแล้วเดินไปเข็นวีลแชร์เดินออกไป เสิ่นเฉียวเห็นว่าพวกเขากำลังจะไปก็รีบเดินตาม “ไม่ต้องตามมา” เสิ่นเฉียวหยุดทุกการกระทำ ได้แต่มองดูเย่โม่เซินที่ออกห่างจากสายตามากขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเสิ่นเฉียวก็ตามไป พอดีกับที่รถของเย่โม่เซินออกตัวไปพอดี เอาล่ะ เธอถูกทิ้งอีกแล้ว เสิ่นเฉียวอยากจะร้องไห้และหัวเราะออกมา อยากจะร้องไห้ก็เพราะเธออาจจะต้องเดินกลับ เธอไม่มีกระเป๋าเงินติดตัว เงินในโทรศัพท์ก็มีไม่มาก ทุกอย่างถูกมัดรวมไว้ที่เธอแบบนี้มันเกินไปหรือเปล่า? เสิ่นเฉียวกัดริมฝีปากเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่วาววับ น้ำตาคลอเบ้าและเหมือนว่ากำลังจะไหลออกมา “เสิ่นเฉียวอย่าร้องนะ มันเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ เท่านั้น เธอยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาอีกมากมายในอนาคต!” เธอถอนหายใจเฮือกใหญ่ จู่ ๆ ก็มีรถเบนท์ลีย์สีน้ำเงินมาหยุดตรงหน้าเธอ กระจกรถเลื่อนลงเผยให้เห็นสายตาคมของลู่สุนฉาง “ขึ้นรถไหม? ผมจะไปส่ง” เสิ่นเฉียวมองลู่สุนฉางก็พลอยคิดถึงฉากที่เห็นนอกงานเลี้ยงนั่น ทำให้ต้องหลบตา “ไม่ ไม่เป็นไรค่ะ” ดวงตาของลู่สุนฉางเผยความขี้เล่นออกมา “ไม่ให้ไปส่งจริง ๆ เหรอ?”