เย่หลิ่นหานนิ่งไปครู่หนึ่ง ประเดี๋ยวเดียวก็ยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “โม่เซินนี่นายกำลังโทษพี่ใหญ่ที่ให้คุณปู่ไปเป็นผู้ใหญ่สู่ของานแต่งของนายเหรอ?” อะไรนะ? เสิ่นเฉียวตกใจมาก งานแต่งงานของเย่โมเซิ่น เย่หลิ่นหานไปเป็นผู้ใหญ่สู่ขอให้? เย่โม่เซินยิ้มเยาะ แล้วไม่ได้ตอบอะไรอีก “นายก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว อีกอย่างนายยังมีอาการบาดเจ็บที่ขา ควรหาคนดูแล เรื่องลูกสาวตระกูลเสิ่นฉันเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งมาก่อน ดังนั้นที่พี่ใหญ่ให้คุณปู่ไปเป็นผู้ใหญ่สู่ขอให้งานแต่งนาย นายก็น่าจะเข้าใจความหวังดีของพี่ใหญ่” ในตอนแรกเสิ่นเฉียวเพียงแค่รู้สึกประหลาดใจ กับการแต่งงานของเย่โม่เซิน แต่นึกไม่ถึงเลยว่าเย่หลิ่นหานจะเป็นผู้ใหญ่ไปสู่ขอให้ หลังจากได้ยินแล้วใบหน้าของเสิ่นเฉียวก็เปลี่ยนไปทันที และเธอก็มองเย่หลิ่นหานด้วยจิตใต้สำนึก เขาเคยสืบเกี่ยวกับลูกสาวตระกูลเสิ่นหรือไม่? นี่ไม่ได้หมายความว่า …… เขารู้แล้วว่าเธอไม่ใช่เสิ่นเฉียว? เมื่อคิดถึงตรงนี้แล้ว เสิ่นเฉียวก็จำได้ว่าเมื่อพูดคุยกับเขาก่อนหน้านี้ เขาไม่ได้ตั้งใจจะตะโกนชื่อของตัวเธอออกมา! ในเวลานั้นเสิ่นเฉียวไม่ได้สังเกต เพราะเธอถูกเรียกว่าเสิ่นเฉียวจนชินแล้วดังนั้น ….. เมื่อคิดอย่างนี้ เสิ่นเฉียวก็รู้สึกตกใจเหงื่อเย็นจัดก็ไหลออกมา เธอมองชายผู้มีรอยยิ้มอันอ่อนโยนและดวงตาอันอบอุ่นนั่งตรงข้าม เขารู้จักตัวตนของเธอมานานแล้ว แต่เขาไม่เคยเปิดโปงเธอเลย และต่อหน้าเขายังสามารถพูดคุยสนุกสนานกับเธอได้อีกด้วย ผู้ชายแบบนี้……ผู้ชายแบบนี้…… ยิ่งคิดว่าเสิ่นเฉียวหลังของเธอเย็นยะเยือก และหน้าผากของเธอก็มีเหงื่อไหลซึมออกมา “น้องสะใภ้เกิดอะไรขึ้น?” เขาสังเกตเห็นสายตาของเธอ เมื่อเธอเห็นว่าใบหน้าของเธอเปลี่ยนเป็นซีดเผือด และหน้าผากของเธอก็มีเหงื่อซึมออกมา เขาขมวดคิ้วแล้วถามอย่างเป็นห่วงว่า “ทำไม่จู่ๆสีหน้าก็ไม่สู้ดี ไม่ใช่รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า?” ดวงตาของเขายังคงอ่อนโยนและเสียงของเขาก็เบาเหมือนสายลม แต่ผู้ชายแบบนี้ ….. เสิ่นเฉียวกัดริมฝีปากล่าง เธอรู้สึกเย็นไปทั่วร่าง เย่โม่เซินก็สังเกตเห็นปฏิกิริยาของเธอ เขาขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว “หญิงแต่งงานครั้งที่สอง คุณเป็นอะไรไป?” ริมฝีปากของเสิ่นเฉียวขยับไปมา เธอตัวสั่นตอบกลับไปว่า “ไม่ ไม่มีอะไร” “ไม่มีอะไร แล้วทำไมคุณเหงื่อออกมากขนาดนี้?” เย่โม่เซินจ้องที่เธออย่างไม่พอใจ ไม่ใช่ว่าผู้หญิงคนนี้เคยชินกับการโกหกแล้วเหรอ หรือเธอคิดว่าเขาเป็นคนตาบอด เรื่องต่างๆก็ชัดอยู่ตรงหน้าเธอยังจะมาเถียงข้างๆคูๆอีก เมื่อได้ยินเสิ่นเฉียวก็ยกมือขึ้นปาดเหงื่อบนหน้าผากอย่างไม่รู้ตัว มือของเธอสั่นเล็กน้อย “จู่ๆก็รู้สึกไม่ค่อยสบายท้อง” “เฉียวเฉียว ไม่เป็นอะไรนะ?” หานเส่โยว เห็นว่าสีหน้าของเธอไม่ดี จึงลุกขึ้นถามเธอด้วยความกังวล ทุกคนมองเธอ ทำให้เสิ่นเฉียวยิ่งกดดันขึ้น เธอกัดริมฝีปากล่างของเธอในทันที “ฉันแค่…..รู้สึกไม่สบายเล็กน้อย ไม่อย่างนั้น ฉันขอตัวกลับก่อน” หลังจากพูดจบเสิ่นเฉียวแทบจะลุกขึ้นยืนทันทีโดยไม่รู้ตัว แล้วก็เดินออกไปโดยไม่พูดอะไรมาก สายตาของทุกคนก็มองข้างหลังเธออย่างสงสัย หลังจากก้าวไปได้สองก้าว เสิ่นเฉียวก็หยุดกะทันหันแล้วมองกลับไปที่หานเส่โยว หานเส่โยวกำลังจะยืนขึ้น แต่เย่โม่เซินกลับเลื่อนรถเข็นมาข้างหน้า “ในเมื่อภรรยาของผมไม่สบาย ถ้าอย่างนั้นแล้วต้องรบกวนพี่ใหญ่ต้อนรับคุณหนูหานด้วย” หานเส่โยวหยุดอยู่กับที่ เย่หลิ่นหานยิ้มออกมาเล็กน้อย “ไม่มีปัญหา ถ้าอย่างนั้นโม่เซินไปส่งน้องสะใภ้กลับก่อนเถอะ น้องสะใภ้ พวกเธอเดินทางระวังๆ” “ได้ค่ะ ได้….. เสิ่นเฉียวรับปากอย่างตะกุกตะกัก หลังจากนั้นเธอก็มองไปที่หานเส่โยวอย่างไม่สบายใจ หานเส่โยวแต่แรกอารมณ์ไม่ดี แต่ยังโบกมือให้เธอ “ไม่เป็นไร คุณไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับฉัน พวกคุณกลับไปก่อนเถอะ” “อืม” หลังจากออกมาแล้ว เสิ่นเฉียวเดินไปข้างหน้า ขณะที่เธอกำลังจะลงบันได เย่โม่เซินเรียกเธอให้หยุด “หญิงแต่งงานครั้งที่สอง” เมื่อได้ยิน เสิ่นเฉียวก็หยุดเดินแล้วหันกลับมามองเขาอย่างงงงวย “มานี่สิ” เสิ่นเฉียวเดินไปข้างหน้าอย่างเชื่อฟังเหมือนตุ๊กตาหุ่นกระบอก “มีเรื่องอะไรเหรอ” เย่โม่เซินต้องระงับความโกรธของเขา “ข้างหน้าเป็นบันได” เมื่อได้ยิน เสิ่นเฉียวก็หันหลังกลับไปมองเขาและ “ฉันรู้ มีปัญหาอะไรเหรอ” “มีปัญหาอะไร? ใช่ จะมีปัญหาอะไร? เย่โม่เซินยิ้มเยาะ “ผมไม่รู้ว่าภรรยาของผมอยากจะฆ่าผมจริงๆไหม? หืม?” “……”เสิ่นเฉียวถึงตอบสนองกลับมา บันไดด้านหน้าไม่ได้เป็นปัญหาสำหรับเธอ แต่เย่โม่เซินได้รับบาดเจ็บเขานั่งอยู่บนรถเข็นไม่สามารถลงจากบันไดได้ เมื่อคิดถึงตรงนี้เสิ่นเฉียวถึงขึ้นมาเข็นรถเข็นเขา “ฉันขอโทษฉันกำลังคิดถึงเรื่องต่างๆอยู่ ดังนั้นฉันเลยลืมไป พวกเราไปที่ลิฟต์ทางนั้นกันเถอะ” เสิ่นเฉียวเข็นเย่โม่เซินไปทางลิฟต์ นิ้วที่สั่นก่อนหน้านี้ดีขึ้นเล็กน้อย ด้านนอกอากาศสดชื่น อยู่ภายใต้หลังคาเดียวกันกับเย่หลิ่นหานทำให้เสิ่นเฉียวรู้สึกกดดันอย่างมาก จู่ๆเธอรู้สึกว่าเย่หลิ่นหานภายนอกอาจดูอ่อนโยน แต่ตัวตนที่แท้จริงนั้น…… ไม่กล้าที่จะจินตนาการ “เมื่อครู่คุณจะพูดอะไรก็หยุดพูด ตกใจกลัวจนตัวสั่น เจอเรื่องอะไรที่ไม่คาดคิดเหรอ?” เสิ่นเฉียวเกี่ยวกับเรื่องนี้ จู่ๆเย่โม่เซินที่นั่งอยู่บนรถเข็นก็ถามขึ้นอย่างเย็นชา “ไม่ ไม่มีอะไรแล้ว” เสิ่นเฉียวส่ายหัวของเธอ “เมื่อครู่ฉันรู้สึกอึดอัดท้อง แต่ตอนนี้……ดีขึ้นมากแล้ว” เธอไม่คิดจะบอกเย่โม่เซินเกี่ยวกับเรื่องนี้ทั้งหมดนี้ อย่างไรเสียนิสัยของเย่โม่เซินก็เหมือนกับระเบิดเวลาบอกกำเริบก็กำเริบ พูดไปแล้วก็ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับเขา เสิ่นเฉียวกำลังคิดถ้าเย่หลิ่นหานรู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอทำไมถึงไม่บอกนายท่านเย่ล่ะ? ตามหลักการแล้ว เขากับนายท่านควรจะอยู่ฝ่ายเดียวกัน เย่หลิ่นหานเป็นมิตรหรือศัตรู? “อ่า ผู้หญิงคนหนึ่งที่ไม่รู้วิธีที่จะซ่อนความรู้สึกของตัวเอง ยังเปิดเผยทั้งหมดที่ต่อหน้าคนนอก นึกไม่ถึงยังพยายามที่จะโกหกอีก?” เสียงเยาะเย้ยของเย่โม่เซินดังขึ้นมา ทำให้สีหน้าของเสิ่นเฉียวเปลี่ยนไป แต่เธอก็ยังคงกัดฟันแน่น ติง—— ลิฟต์มาถึงแล้วเสิ่นเฉียวก็เข็นเย่โม่เซินเขาไป ในพื้นที่เล็กๆ มีเพียงคนสองคน ลมหายใจของเสิ่นเฉียวไม่มั่นคง และในที่สุดเธอก็อดไม่ได้ที่จะถามว่า “ตอนแรก ทำไมคุณถึงคิดจะสืบเรื่องเสิ่นโย่ว?” เมื่อได้ยิน เย่โม่เซินไม่สามารถปริปากพูดอะไรได้ “เพิ่งจะแค่นี้ก็ทนไม่ได้แล้วเหรอ?” คิดว่าเธอจะมีดี เสิ่นเฉียวขมวดคิ้ว “คุณหมายความว่าอะไร?” “กลัวคนอื่นจะรู้ว่าตัวตนของคุณว่าเป็นใคร?” เสิ่นเฉียว กำหมันแน่น เขาเคยสืบเรื่อง เสิ่นโย่วหลังจากที่เธอแต่งงานเข้ามาตั้งแต่แรกเขาก็รู้เธอไม่ใช่เสิ่นโย่วแล้ว เย่หลิ่นหาน บอกว่าเขาได้สืบมาแล้วเช่นกัน ซึ่งก็หมายความว่าเขาก็รู้ จะดูยังไง เย่หลิ่นหานก็ดูไม่ใช่คนโง่ ถ้าอย่างนั้น…… เขาตั้งใจเปิดเผยข้อมูลนี้ต่อ เสิ่นเฉียว หรือไม่? “พี่ใหญ่พูดก่อนหน้านี้ว่า ก่อนงานแต่งเขาได้ตรวจสอบข้อมูลของเสิ่นโย่วถ้าอย่างนั้นเขา……” “อ่า~” เย่โม่เซินเย้ยหยันออกมา “ตอนนี้ผมรู้แล้วว่ามันสายเกินไปแล้ว” เมื่อได้ยินอย่างนี้ เสิ่นเฉียวก็อดไม่ได้ที่จะถลึงตา เสียงสูงขึ้นเล็กน้อย “เย่โม่เซินคุณรู้ตั้งนานแล้วว่าพี่ใหญ่รู้ว่าฉันไม่ใช่เสิ่นโย่ว?” “ไม่อย่างนั้นล่ะ?” “นั่น แล้วทำไมเขาไม่เปิดเผยฉัน?” เสิ่นเฉียวกัดริมฝีปากล่างของเธออย่างไม่น่าเชื่อ เย่โม่เซินรู้ว่าหลังจากนี้จะปล่อยให้เธอออกไป แต่เย่หลิ่นหานไม่ใช่ เขายังเรียกเธอว่าน้องสะใภ้ตามปกติและลูบหัวเธออย่างใกล้ชิด พูดกับเธอด้วยคำพูดที่อบอุ่น เรื่องนี้ที่แท้……เป็นอย่างไรกันแน่?