เสิ่นเฉียวยังคงพยักหน้ารัวๆ หลังจากพยักหน้าไปแล้ว ดูเหมือนเธอจะค้นพบว่าสองคำถามในเมื่อสักครู่นั้นมีอะไรบางอย่างไม่ถูกต้อง จากนั้นสายตาค่อยๆชัดเจนขึ้นมา เธอจ้องมองท่าทีของเย่โม่เซินที่อยู่ตรงหน้าเธออย่างชัดเจน เมื่อตะกี้เขา….ถามว่าอะไรนะ? เย่โม่เซินได้รับสองคำตอบที่ทำให้ตัวเองรู้สึกพึงพอใจ แม้ว่าเขาจะไม่อยากยอมรับ แต่อารมณ์ของเขาในคราวนี้กลับรู้สึกมีความสุขอย่างบอกไม่ถูก เขาเบ้ริมฝีปากบางๆขึ้นมา “ผู้หญิงแต่งงานสองครั้ง คุณรู้สึกหวั่นไหวแล้ว” เสิ่นเฉียวเบิกตาโตแล้วออกแรงผลักตัวเขาออกไป “คุณอย่ามาพูดไปเรื่อย!” เย่โม่เซินโดนผลักออกมา ร่างกายถอยกลับมาพิงอยู่บนที่นั่งของรถเข็น “หึ พูดไปเรื่อย? ผู้หญิงแต่งงานสองครั้ง ความรู้สึกมันแอบกันไม่ได้หรอก คุณน่ะชอบฉัน” เสิ่นเฉียวเอามือปิดหูตัวเองเอาไว้ เธอพูดตะคอกใส่เย่โม่เซินด้วยสีหน้าที่ดูเกรี้ยวกราด “ยังไงฉันก็ไม่ได้ชอบคุณ คุณอย่าทำให้ตัวเองต้องอับอายอีกเลย ฉันจะไปชอบคนอย่างคุณได้ยังไงกัน?” เย่โม่เซินเม้มปาก “ใช่หรอ? เมื่อตะกี้ใครกันแน่ที่ยอมรับว่าชอบฉัน?” เสิ่นเฉียว “อย่างคุณมันคือการฉกฉวยจังหวะที่คนเขากำลังสับสน!” “เป็นฉันที่ฉกฉวยจังหวะที่คุณสับสนหรือว่าเป็นที่คุณควบคุมหัวใจของตัวเองไม่อยู่กันแน่ หรือว่า….” “คุณอย่าพูดอีกเลย!” เสิ่นเฉียวรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมา จากนั้นหลุดปากพูด “ฉันจะไปชอบคนพิการอย่างคุณได้ยังไง?” เดิมทีมุมปากของเย่โม่เซินมีรอยยิ้มเล็กๆแฝงอยู่ แต่หลังจากได้ยินคำพูดนี้แล้ว สีหน้าของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ภายในดวงตาสีดำมีคลื่นบางอย่างแฝงอยู่ ราวกับคลื่นพายุที่ซัดกระหน่ำอยู่ในทะเล คลื่นลูกใหญ่ที่สุดที่สามารถก่อตัวจนสูงหลายสิบเมตรได้ เสิ่นเฉียวก็รับรู้ได้ว่าอุณหภูมิของบริเวณรอบๆเริ่มลดต่ำลง เธอก็พึ่งจะรู้สึกตัวว่าเมื่อตะกี้เธอได้พูดอะไรออกไปภายใต้อารมณ์ที่ร้อนรน “อันนั้น……คำพูดที่ฉันพูดเมื่อตะกี้ไม่ใช่………” มันตั้งใจ แววตาอันมืดมนลุ่มลึกของเย่โม่เซิน ความโศกเศร้าในหัวที่มีมากมายจนไม่อาจจะสลายออกไป เขาจ้องมองไปที่เธออย่างไม่ละสายตา “ที่แท้คุณก็คิดเหมือนกับพวกเธอ” เสิ่นเฉียวกัดริมฝีปากล่างแน่น จากนั้นส่ายหัวแรงๆ เธอไม่ได้คิด! เธอไม่เคยคิดที่จะทำร้ายเขา! แม้กระทั่งตอนที่คนอื่นพูดว่าเขาคือคนพิการ เธอยังออกตัวเพื่อปกป้องเขาอย่างสุดกำลัง จะเป็นไปได้ยังไงที่เธอจะพูดจาทำร้ายว่าเขาคือคนพิการกัน? แต่ว่า…ขาของเขาพิการเลยต้องนั่งอยู่บนรถเข็น นี่คือสิ่งที่ทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดอยู่เบื้องลึกในใจ แต่เมื่อตะกี้เธอกลับพูดคำเหล่านั้นออกมา “หึ ผู้หญิงแต่งงานสองครั้ง นี่คือสาเหตุที่คุณไม่ยอมให้ฉันแตะต้องตัวคุณมาตลอดใช่มั้ย?” “ไม่ใช่!” เสิ่นเฉียวเริ่มรนขึ้นมา เธอเผลอไปทำร้ายจิตใจคนอื่นโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ ตอนนี้เธอรู้สึกผิดเป็นอย่างมาก เธอรีบพุ่งเข้าไปอธิบายให้เย่โม่เซินฟังอย่างกระวนกระวายใจ “ คุณฟังฉันอธิบายก่อนได้มั้ย? เมื่อตะกี้ฉันแค่ใจร้อนเกินเหตุ ดังนั้นฉันเลยพูดจาไม่ทันคิด” “นี่คือความจริง” เย่โม่เซินพูด รอยยิ้มของเขาแฝงไปด้วยความเย้ยหยั่น “ ตระกูลเสิ่นส่งให้คุณมาแต่งงานแทนน้องสาว มันทำให้คุณรู้สึกน้อยใจสินะ? คุณต้องมาแต่งงานกับฉันที่ท่อนล่างพิการแบบนี้ ชีวิตหลังจากนี้ของคุณก็ถูกทำลายไปด้วย ดังนั้นคุณเลยอยากอยู่กับพี่ใหญ่เพื่อที่จะแสวงหาความสุขในอนาคตให้กับตัวเองสินะ?” เสิ่นเฉียวส่ายหัว เธอกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก “เย่โม่เซิน คุณอย่าพูดแบบนี้ ฉันไม่เคยคิดแบบนั้นจริงๆนะ” เย่โม่เซินยังคงยิ้มอย่างเย็นชา เห็นได้ชัดว่าเขาไม่ได้ฟังคำพูดที่เสิ่นเฉียวพูดเลยสักนิด ตั้งแต่คำพูดนั้นที่เสิ่นเฉียวพูดว่าฉันจะชอบคนพิการอย่างคุณได้ยังไง ความคิดที่เขามีต่อเสิ่นเฉียวก็เริ่มเปลี่ยนไป ผู้หญิงทั่วไปเหล่านั้นมักจะดูถูกเหยียดหยามเขาอยู่ในใจเพราะเห็นว่าเขานั่งอยู่บนรถเข็น ถึงแม้ว่าภายนอกพวกเธอดูเหมือนจะอยากเข้าใกล้เขา แต่ก็เห็นได้อย่างชัดเจนว่าพวกเธอทำเพื่อสมบัติของตระกูลเย่ แววตาที่ดูถูกเหยียดยามเหล่านั้นไม่อาจจะซ่อนเอาไว้ได้ ส่วนเสิ่นเฉียวที่อยู่ตรงหน้านี้ ในตอนแรกเธอยอมที่ทะเลาะหรือแม้กระทั่งลงไม้ลงมือกับคนอื่นเพียงเพราะว่าคนอื่นมาด่าว่าเขาว่าเป็นคนพิการ อยู่ๆเขาจึงรู้สึกว่า…. เธออาจจะไม่เหมือนคนอื่นๆ นึกไม่ถึง วันนี้เธอกลับเป็นคนพูดมันออกมาเอง เขารู้สึกอึดอัดอยู่เต็มอก เย่โม่เซินรู้สึกว่าอากาศในห้องพักนี้ไม่ค่อยดี เขาเคลื่อนรถเข็นด้วยสีหน้าที่ดูเย็นชาเพื่อออกไปจากห้องพัก ด้านหลังของเขามีเสียงของผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นมา น้ำเสียงของเธอฟังดูกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก “เย่โม่เซิน คุณกลับมาก่อน คุณฟังฉันอธิบายสิ เมื่อตะกี้ที่ฉันพูดคำพูดเหล่านั้นคือฉันไม่ได้ตั้งใจนะ!” ไม่ได้ตั้งใจ? หึ ถึงแม้ว่าจะพูดโดยที่ไม่ได้ตั้งใจ นั่นก็คือสิ่งที่ในใจของเธอคิด มิฉะนั้น ทำไมถึงหลุดปากพูดออกมาได้ล่ะ? ร่างของเย่โม่เซินเคลื่อนออกไปจากห้องพักอย่างรวดเร็ว ในห้องพักเหลือแค่เสิ่นเฉียวเพียงคนเดียวที่กำลังหายใจอย่างกระวนกระวาย เธอเรียกชื่อของเย่โม่เซินอยู่นาน แต่เขาไม่ได้สนใจเธอสักนิด เสิ่นเฉียวเหม่อมองไปที่ผ้าปูที่นอนสีขาว เธอรู้สึกผิดไปแล้ว เธอไม่ควรพูดคำเหล่านั้นออกมาตอนที่เธอกำลังใจร้อนวู่วาม แต่ในตอนนั้นเธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เธอมองเห็นรอยยิ้มที่ชั่วร้ายของเย่โม่เซินก็เลยรู้สึกว่าเขากำลังทำให้เธอรู้สึกอับอายอีกแล้ว ถ้าให้เขามองความคิดของตัวเองออก เขาก็คงจะหัวเราะเยาะเธอถึงที่สุดแน่ๆ เสิ่นเฉียวไม่อยากโดนเขาหัวเราะเยาะอีกแล้ว ดังนั้น….จึงพูดออกมาด้วยความใจร้อนวู่วาม ไม่ผิด เสิ่นเฉียวไม่สามารถควบคุมให้ตัวเองไม่รู้สึกหวั่นไหวได้ หลายปีมานี้ เย่โม่เซินคือคนแรกที่ทำให้เสิ่นเฉียวรู้สึกหวั่นไหว ถึงแม้ว่าแต่ก่อนจะเคยชอบหลินเจียง แต่ในสมัยนั้นเธอรู้สึกว่าหลายๆด้านของหลินเจียงนั้นดีใช้ได้ น่าจะเป็นสามีที่รักครอบครัว ดังนั้นเธอจึงตกลงที่จะแต่งงานกับเขา หลังจากนั้นได้ใช้ชีวิตที่เรียบง่าย จนกระทั่งถึงตอนที่หย่าร้างกัน เสิ่นเฉียวจึงจะรู้สึกขัดแย้งกับหลินเจียงเล็กน้อย แต่หลังจากที่เธอแต่งงานเข้ามาอยู่ในตระกูลเย่แล้ว เย่โม่เซินทำอะไรแทนตัวเธอมากมาย เขาไม่ยอมให้เธอโดนคนอื่นรังแก เอาคืนอย่างตาต่อตา ฟันต่อฟันแทนเธอ ถึงแม้ว่าเธอจะรู้ดี เขาทำสิ่งเหล่านี้…..ก็เพื่อรักษาหน้าตาของตัวเขาเองเท่านั้น แต่ว่า….เธอก็ไม่สามารถควบคุมตัวเองที่มีความคิดอย่างอื่นได้ เสิ่นเฉียวมุดกลับเข้าไปในผ้าห่มแล้วเอนตัวลงนอน น้ำตาแห่งความสิ้นหวังไหลออกมาจากหางตา แต่เธอน่าจะไม่มีคุณสมบัติที่คู่ควรจะอยู่กับเขา เธอเป็นผู้หญิงที่เคยหย่ามาก่อน เป็นผู้หญิงที่ในท้องก็มีลูกของผู้ชายคนอื่น เธอที่มีมลทินเช่นนี้ แม้แต่เสิ่นเฉียวยังรู้สึกรังเกียจตัวเองเลย แต่ทำไมเธอถึงควบคุมหัวใจของตัวเองไม่อยู่? ตลอดทั้งคืน เย่โม่เซินไม่ได้มาหาเธออีกจนกระทั่งวันต่อมาเขาก็ไม่ได้มาหาเธอเช่นกัน ห้องพักอันว่างเปล่ามีแค่เธอเพียงคนเดียวที่อยู่ในนั้น สีหน้าและริมฝีปากของเสิ่นเฉียวขาวซีด หลังจากที่หมอมาตรวจดูเธอเรียบร้อยแล้วหมอก็ถามถึงคนในครอบครัวของเธอ เสิ่นเฉียวไม่ได้พูดอะไร หมอจึงทำได้เพียงโทรไปยังเบอร์โทรติดต่อ เมื่อผ่านไปสักพัก เสี่ยวเหยียนก็มา “มันเกิดอะไรขึ้นน่ะ? เมื่อคืนตอนที่ฉันกลับไปพวกคุณยังดีดีกันอยู่เลย ทำไมอยู่ๆพวกคุณถึง…” เสี่ยวเหยียนมองเห็นสีหน้าที่ขาวซีดราวกับกระดาษของเสิ่นเฉียว เธอรู้สึกตกใจไม่น้อย “คุณโอเคดีมั้ย?” “ฉันไม่เป็นไร” เสิ่นเฉียวส่ายหน้า “วันนี้ฉันออกโรงพยาบาลได้แล้วสินะ? ฉันไม่ชอบอยู่ในโรงพยาบาล” ที่นี่ไม่ว่าจะมองไปทางไหนก็เป็นสีขาวทั้งหมด อีกอย่างไม่มีคนอยู่เป็นเพื่อนเธอ มันทำให้เธอรู้สึกอ้างว้างเป็นอย่างมาก สิ่งสำคัญกว่านี้คือ เธออยากจะไปหาเย่โม่เซินเพื่ออธิบายคำพูดในเมื่อคืน “เสี่ยวเหยียน คุณไปทำเรื่องขอออกจากโรงพยาบาลเป็นเพื่อนฉันหน่อยได้มั้ย?” “แต่ว่าร่างกายของคุณ….” เสี่ยวเหยียนถามด้วยความกังวล “ไม่เป็นไรจริงๆนะ?” “ถ้าฉันเป็นอะไรละก็ฉันจะพูดออกมา….คุณวางใจเถอะ” “งั้น—-โอเค” สุดท้ายเสี่ยวเหยียนก็ห้ามเธอไม่อยู่แล้วไปเป็นเพื่อนเธอเพื่อทำเรื่องออกจากโรงพยาบาล หลังจากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกัน เสิ่นเฉียวมุ่งหน้ากลับไปที่บ้านตระกูลเย่ ในเวลานี้เย่โม่เซินน่าจะยังไม่เดินทางไปที่บริษัท ขอแค่หาตัวเขาให้เจอ เธอก็สามารถอธิบายเรื่องในเมื่อคืนได้