คนคนหนึ่ง หากว่าเขายอมเปิดเผยด้านที่เปราะบางที่สุดให้คุณเห็น นั่นก็สามารถพูดได้ว่าเขาเชื่อใจคุณมากพอ ไม่เช่นนั้น…เขาคงไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ แต่ว่า ทำไมเย่โม่เซินถึงจะต้องแสดงให้เธอเห็นถึงความเปราะบางของเขา? หรือว่า… เขามีใจให้เธอจริง ๆ งั้นเหรอ? แต่…ถ้าหากว่าเขารักเธอ แล้วทำไมเขาถึงต้องยุ่งวุ่นวายกับหานเส่โยวด้วย? มันมีอะไรในเรื่องนี้นะ? ยิ่งเสิ่นเฉียวใช้ความคิด เธอก็ยิ่งปวดหัวและทำได้เพียงหลับตาลง หลังจากหลับตาลง ในหัวของเธอกลับมีแต่ภาพของหานเส่โยวสวมต่างหูสีชมพูคู่นั้นและยิ้ม เธอลืมตาขึ้นทันทีและลุกขึ้นนั่ง ไม่ได้ เธออยู่ตรงนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว เธอจะต้องไปถามเย่โม่เซินให้รู้เรื่อง เขาต้องการจะทำอะไรกันแน่! เมื่อคิดถึงตรงนี้ เสิ่นเฉียวรีบลุกขึ้นแล้วเดินไปเปิดประตูห้องและเตรียมตัวจะไปหาเย่โม่เซิน แต่ จูหยุน นั้นช่างรวดเร็ว เธอมาพร้อมกับเพื่อนสาวใช้อีกสามคนเข็นรถอาหารคันใหญ่เข้ามา “คุณนายน้อย!” มองเห็นเธอแต่ไกล จูหยุน จึงรีบเรียกเธอไว้ “ฉันพาทุกคนยกอาหารกลางวันมาให้คุณค่ะ” เมื่อได้ยินอย่างนั้นเสิ่นเฉียวจึงทำได้เพียงหยุดอยู่ตรงนั้นและหันกลับมามอง ตอนนี้เธอมีแก่ใจจะกินอะไรที่ไหนกัน? เมื่อคิดถึงตรงนี้เสิ่นเฉียวก็พูดขึ้นเบา ๆ “ฉันยังไม่อยากกิน วางไว้ก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันกลับมากิน” “ไม่ได้นะคะคุณนายน้อย พวกเธอทำอาหารพวกนี้ด้วยความตั้งใจ ต้องทานตอนร้อน ๆ อีกเดี๋ยวเย็นแล้วก็ไม่อร่อยแล้ว ทุกคนต้องกลับไปทำมาใหม่” จูหยุน เผลอพูดความจริงออกไป เมื่อพูดจบเธอก็รีบใช้มือปิดปากตัวเองเอาไว้แน่นแล้วพูดขึ้นอย่างเก้ ๆ กัง ๆ “คุณนายน้อย เมื่อครู่ฉันไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น คุณอย่าไปใส่ใจนะคะ ถ้าคุณรู้สึกไม่ดีทำให้คุณใหม่ทีหลังก็ได้ไม่เป็นปัญหาเลยค่ะ” เสิ่นเฉียว: “…” เมื่อมองดูคนเหล่านั้นด้วยความคาดหวัง หากเธอไม่ทานสักหน่อยคงจะทำให้พวกเธอต้องผิดหวังแน่ ๆ ข้อเสียที่เป็นจุดอ่อนที่สุดของเสิ่นเฉียวก็คือเธอเป็นคนใจอ่อน เธอจึงได้แต่เดินกลับเข้ามาในห้องกับพวกเธออีกครั้ง เมื่อได้ยินว่าเธอคือนายหญิง กลุ่มสาวใช้ต่างพยายามเต็มที่เพื่อเสิ่นเฉียว พวกเธอจัดวางอาหารและเครื่องดื่มเลิศรสเต็มโต๊ะจนทั้งห้องหอมกรุ่นไปด้วยกลิ่นอาหาร อย่างไรก็ตามความอยากอาหารของเสิ่นเฉียวนั้นน้อยมาก เมื่อมองไปที่อาหารที่วางอยู่เต็มโต๊ะก็ไม่ได้ทำให้เธออยากอาหารมากขึ้นเลย “คุณนายน้อย นี่เป็นขนมที่ฉันตั้งใจทำ ผสมกลีบดอกไม้กว่าสิบชนิดบวกกับสะระแหน่ รสชาติอร่อยมาก คุณรีบมาชิมสิคะ” หนึ่งในนั้นนำขนมของตัวเองออกมาอย่างเอาอกเอาใจและวางไว้ตรงหน้าเสิ่นเฉียว เสิ่นเฉียวยิ้มให้เธอจากนั้นจึงหยิบขึ้นมากัดคำเล็ก ๆ เธอไม่ชอบทานขนมหวานแต่ความหวานของขนมนี้ก็หวานเบา ๆ กำลังดี เมื่อเข้าปากแล้วกลิ่นหอมอบอวลอยู่ในปากซึ่งทำออกมาได้ดีมาก ๆ “คุณนายน้อย คุณลองชิมซุปไก่ดำที่ฉันทำดูสิคะ ฉันใส่ยาบำรุงหลายอย่างเข้าไป เหมาะมากสำหรับเป็นยาบำรุงสำหรับผู้หญิง คุณนายน้อยผอมอย่างนี้ควรรับประทานซุปไก่ดำเยอะ ๆ หน่อยนะคะ” ส่วนสาวใช้อีกคนก็ยกซุปไก่ดำมาเสิร์ฟให้เสิ่นเฉียว เสิ่นเฉียวรับประทานไปหนึ่งคำ ซุปไก่นั้นไม่มันและไม่เลี่ยน ความร้อนก็กำลังดี เดิมทีเธอไม่ค่อยมีความอยากอาหาร แต่เมื่อทานไป ๆ ก็กลับหิวขึ้นมาแล้ว เธออดไม่ได้ที่จะมองพวกสาวใช้: “พวกเธอทำอาหารเก่งนะ ที่นี่มีแม่ครัวหรือเปล่าคะ?” “จะว่าไปก็ไม่มีหรอกค่ะ คุณชายเย่มาที่นี่ปีละไม่กี่ครั้งพวกเราก็เลยมีเวลาว่างเหลือเฟือก็เลยใช้เวลาในการวิจัยอาหาร เพื่อจะได้ทำให้คุณชายเย่ทานเวลาเขามาที่นี่ ถ้าคุณชายพอใจพวกเราจะได้ทำงานต่อไปที่นี่ได้ค่ะ” “ใช่ค่ะคุณนายน้อย พวกเราอยู่ที่นี่เงินเดือนสูงมากแถมว่างทั้งปี ดังนั้น…” ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจนจบก็ถูก จูหยุน ปรามไว้ด้วยสีหน้าตระหนก “พวกเธอพูดจาเลอะเทอะอะไรน่ะ?” จริง ๆ เลยเชียว พวกคนโง่พวกนี้ จู่ ๆ ก็พูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาเสียอย่างนั้น ไม่รู้รึไงว่าเสิ่นเฉียวคือคุณนายน้อยนะ พูดเรื่องพวกนี้…นั่นไม่เท่ากับเป็นการบอกเสิ่นเฉียวเหรอว่าพวกเธอว่าง ทั้งปีไม่มีงานอะไรให้ทำแต่ก็ยังได้เงินเดือนตั้งเยอะน่ะ? หากถูกลดเงินเดือนขึ้นมาจะทำยังไง? ใครจะรู้ว่าเสิ่นเฉียวเองไม่ได้ใส่ใจเรื่องพวกนี้เลย เธอได้แต่ยิ้มเล็กน้อย: “งั้นพวกเธอก็ตั้งใจมากเลยนะ” “คุณนายน้อย ที่พวกเธอพูดเหลวไหลเมื่อครู่ คุณอย่าเก็บมาใส่ใจเลยนะคะ” “วางใจเถอะ” เสิ่นเฉียวส่ายหน้าเบา ๆ และไม่ใส่ใจ: “เรื่องพวกนี้ไม่เกี่ยวกับฉัน ฉันไม่มีทางพูดหรอก พวกเธอไม่ต้องกังวล” เมื่อเสิ่นเฉียวพูดกับพวกเธอแบบนี้ จึงหน้าแดงด้วยความรู้สึกเกรงใจ อย่างไรก็ตามพวกเธอก็ยังปฏิบัติต่อเสิ่นเฉียวอย่างเต็มที่และเกลี้ยกล่อมให้เธอทาน เสิ่นเฉียวเองก็ทานอาหารตามที่พวกเธอบอกไปหลายอย่าง ท้องว่างถูกเติมเต็มไปด้วยอาหารมากมาย เป็นครั้งแรกนานมาแล้วที่เสิ่นเฉียวรู้สึกอิ่มขนาดนี้ “วันนี้ขอบคุณพวกเธอมากนะ” “ถ้าคุณนายน้อยชอบ มื้อเย็นพวกเราจะทำอาหารใหม่ ๆ มาให้คุณอีกค่ะ ขอเพียงคุณชอบก็พอ” “คือว่า…” เสิ่นเฉียวพูดด้วยความเคอะเขิน “ไม่ต้องยุ่งยากขนาดนั้นหรอกค่ะ แค่อาหารธรรมดาก็พอแล้ว” “ไม่ยุ่งยากเลยค่ะ ๆ ขอเพียงคุณนายน้อยชอบ พวกเราทำอะไรก็ได้ค่ะ” เสิ่นเฉียวเก้ ๆ กัง ๆ จนแทบทนไม่ไหว พวกเธอคงจะรู้สึกว่าเธอเพราะเธอมีฐานะเป็นคุณนายน้อยจึงไม่กล้าทำให้เธอขุ่นเคืองใจและปกป้องเธอเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าในช่วงชีวิตของเธอจะมีคนเอาใจเธอเช่นนี้ เหมือนกำลังฝันไป… “เอาล่ะค่ะ พวกเราไม่รบกวนเวลาพักผ่อนของคุณนายน้อยแล้ว พวกเราขอตัวก่อน ช่วงบ่ายเราจะนำผลไม้มาให้นะคะ” เมื่อเห็น จูหยุน กำลังจะออกไป เสิ่นเฉียวก็เรียกเธอไว้ก่อนเหมือนจะคิดอะไรออก “จูหยุน เธออยู่ก่อน ฉันมีเรื่องอยากถามเธอ” จูหยุน จึงให้คนอื่นออกไปก่อนและเหลือเพียงตนเอง “คุณนายน้อยเป็นอะไรคะ?” “ฉันอยากไปหาเย่โม่เซิน เขาอยู่ไหนเหรอ?” จูหยุน รู้สึกตะลึงในตอนแรกจากนั้นดวงตาของเขาก็กลอกไปมา “ตอนนี้คุณชายเย่คงจะนอนพักอยู่ค่ะ คุณนายน้อยนอนพักกลางวันสักนิดดีไหมคะแล้วฉันจะพาไปหาเขา?” เมื่อคิดดูแล้ว เสิ่นเฉียวก็พยักหน้า: “แบบนี้ก็ดี” อย่างไรก็ตามตอนนี้เธอทานเยอะเกินไป จะนั่งก็รู้สึกไม่สบายและควรจะลุกเดินเล่นบ้าง “คุณนายน้อย ถ้าอย่างนั้นฉันขอตัวก่อนนะคะ” จากนั้น จูหยุน ก็ออกไปเหลือเพียงเสิ่นเฉียวลำพังในห้อง ห้องของเธออยู่ติดทะเลแสงแดดส่องถึงได้ดี เสิ่นเฉียวลุกขึ้นและเดินออกไปนั่งที่ใต้ร่มกันแดดจากนั้นก็เล่นน้ำทะเลสักพัก เมื่อเธอลุกขึ้นและเตรียมที่จะเดินออกไปก็พบเข้ากับสายตาเย็นชาของเย่โม่เซินที่ตรงมุมด้านหนึ่ง “เย่โม่เซิน?” จูหยุน บอกว่าเขาพักอยู่ไม่ใช่เหรอ? “คุณไม่ได้นอนพักเหรอ?” ทั้งสองสบตากัน เสิ่นเฉียวเป็นฝ่ายเดินเข้าไปหาเขาก่อน หลังจากได้ยินเรื่องราวนั้นจาก จูหยุน แล้ว เธอเกิดคำถามขึ้นในใจมากมาย เธออยากจะถามเย่โม่เซินได้ความกระจ่าง “หาฉันเหรอ?” เมื่อเห็นเธอเดินเข้ามาหาตนเอง เย่โม่เซินเกิดลางสังหรณ์ที่คลุมเครือ เขาขมวดคิ้วและพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาเมื่อเธอเดินเข้ามาที่ตรงหน้าเขา “ถ้าจะมาพูดเรื่องหย่าหรือไปจากที่นี่ต่อจากก่อนหน้านี้ งั้นฉันก็จะยังยืนยันเหมือนเดิมว่า อย่าแม้แต่จะคิด” “ทำไมคุณถึงพาฉันมาที่นี่? สำหรับคุณแล้วฉันเป็นอะไรกันแน่?”