แล้วน้องสาวก็หายไปจริงๆ แต่เขาไม่สามารถหาเธอได้โดยอาศัยปานนี้ แม่ของเขาฝากความหวังไว้ที่เขา ก่อนที่แม่จะเสียชีวิตความปรารถนาของเธอคือการได้พบน้องสาวคนนี้ เขาหาเจอในเวลาต่อมาและยังพาหานเส่โยวไปที่หลุมศพของแม่ แต่เขามักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จนกระทั่งเขาได้พบกับเสิ่นเฉียว ถึงได้รู้ว่าอะไรไม่ถูกต้อง บางทีในตอนแรกเขาอาจจะหาผิดคนหานเส่โยวไม่ใช่น้องสาวที่เขาตามหา คนที่เขาตามหาคือคนที่อยู่ตรงหน้าเขา เสิ่นเฉียว—— แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันและแม้ว่าการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดจะยังไม่มีความคืบหน้า แต่เขาก็รู้สึกราวกับจะบ้าคลั่งว่าลึกๆ แล้วคนคนนี้คือน้องสาวที่เขาตามหา บางครั้งเขาก็สงสัยว่าตัวเองบ้าไปแล้วหรือเปล่า เห็นได้ชัดว่าเขาเห็นเธอเพียงครั้งเดียวแล้วเขาก็เริ่มขอให้ซูจิ่วตรวจสอบข้อมูลของเธอและจ้องมองเธอเหมือนคนโรคจิต เพียงเพราะเธอทำให้รู้สึกเหมือนเป็นคนนั้นๆ แต่ถึงแม้ว่าเขาจะบ้า แต่หานชิงในตอนนี้ก็ยังไม่อยากยอมรับเขารู้สึกแค่ว่าเขาแค่อยากจะทำความปรารถนาที่แม่ของเขาต้องการให้สำเร็จซึ่งก็เป็นเรื่องฝังใจของเขามาตั้งแต่เด็ก เขาตามหาน้องสาวตลอดเวลา ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาแม้จะได้พบกับหานเส่โยวเขาก็รู้สึกว่าจิตใจของเขายังไม่ยอมปล่อยวาง แม้ว่าข่าวทั้งหมดจะถูกต้อง แต่ความรู้สึกนั้นไม่ถูกต้อง “ช่างเถอะ มันไม่มีอะไร” หานชิงเม้มริมฝีปากบางๆ แต่สุดท้ายก็อดถามไม่ได้ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเธอตกใจกลัวหลังจากถาม อาจจะเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น ทำให้เส่โยวตื่นตระหนก เสิ่นเฉียวงุนงง เธอไม่เข้าใจการแสดงออกที่ยุ่งเหยิงบนใบหน้าของหานชิงเช่นเดียวกับความเจ็บปวดลึกๆ ที่แฝงอยู่ในแววตาของเขา ราวกับร่างกายของเขาแผ่ความรู้สึกซับซ้อนยุ่งเหยิง ขนาดที่ว่าเธอนั่งอยู่ตรงนี้ก็ยังสามารถรู้สึกได้เลย เดิมทีเธอคิดว่าเขาจะถาม แต่เธอไม่คิดว่าเขาจะยังคงเก็บงำต่อไป เสิ่นเฉียวสงสัยมาก คำถามแบบไหนที่ทำให้เขายากจะพูดออกมาขนาดนี้ ความรู้สึกอยากรู้อยากเห็นในตอนนี้ของเสิ่นเฉียวถูกเขาทำให้ต้องถอดใจไปจึงถามแค่ว่า “คุณหานมีอะไร … ไม่สะดวกหรือเปล่าคะ” เมื่อได้ยินเช่นนั้นดวงตาของหานชิงก้มลงจ้องมองที่ตาของเธอและในที่สุดก็ยิ้มอย่างขมขื่น “มันไม่มีอะไร เรื่องนี้ … ฉันจะพูดถึงเรื่องนี้ในภายหลัง” เสิ่นเฉียว “…” ดูเหมือนว่าวันนี้เธอก็ไม่ได้คำตอบ เสิ่นเฉียวไม่ได้คิดมากแต่พยักหน้า “ช่างเถอะค่ะ” อาหารค่อยๆ ทยอยมา แต่หานชิงไม่ได้มีความอยากอาหาร เขาแค่ยกมือขึ้นเพื่อตรวจสอบเวลาของนาฬิกาและพูดว่า “ฉันยังมีเรื่องที่ต้องจัดการที่บริษัท…” เสิ่นเฉียวรีบพูดว่า “งั้นคุณหานไปทำธุระเถอะค่ะ ฉันจะอยู่ทานอะไรสักหน่อย” “ได้” หานชิงลุกขึ้นพยักหน้าให้เสิ่นเฉียวแล้วเดินไปที่แผนกต้อนรับเพื่อชำระเงินจากนั้นก็ออกจากร้านอาหาร ทันทีที่เขาจากไปจูหยุนและลุงจินก็เดินเข้ามาข้างๆ เธออย่างรวดเร็ว “คุณนายน้อยคุณหานถามอะไรที่เป็นความลับเหรอคะถึงไม่ให้เราฟังด้วย ฉันเห็นว่าท่าทางเขาดูสับสนมากเมื่อจากไปเกิดมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่” จูหยุนถามคำถามเหมือนเด็กขี้สงสัย ในวิลล่าเสิ่นเฉียวรู้สึกว่าเธอท่าทางสงบเสงี่ยมมากกว่านี้ ทำไมออกมาข้างนอกนี่เหมือนเด็กขี้สงสัยไปได้ เมื่อคิดเช่นนี้ เสิ่นเฉียวยิ้มเล็กน้อย “เขาไม่ได้พูดอะไร” “ไม่ได้พูดอะไรเลยเหรอ” จูหยุนเบิกตากว้าง “เป็นไปได้ยังไงเมื่อกี้ฉันเห็นเขาคุยกับคุณนายน้อยตั้งมากมาย เป็นเพราะคำถามมันส่วนตัวเกินไปคุณนายน้อยจึงไม่บอกพวกเราใช่ไหมคะ” ลุงจิน “… จูหยุน” จูหยุนรู้ตัวยึดตัวยืนตัวตรงไม่พูดอะไรอีก เสิ่นเฉียวกลับพูดเบาๆ “มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิด ความจริงเขามีคำถามและอยากจะถามฉัน แต่…อาจเป็นเพราะเขาไม่ได้คิดทบทวนให้ดี ในที่สุดเขาก็ยังไม่ได้ถามอะไร เราออกมาในวันนี้ก็ค่อนข้างนานแล้วอาหารที่ร้านนี้ดูดีทีเดียวมานั่งทานด้วยกันสิคะ” จูหยุนและลุงจินสีหน้าเปลี่ยนไป “มีเหตุผลที่ไหนกัน ให้คนรับใช้ไปกินข้าวกับเจ้านาย” “มีเจ้านายกับคนรับใช้ที่ไหนกัน พวกคุณดีกับฉันมากขนาดนี้ฉันคนเดียวก็ทานไม่หมด จูหยุนรีบเรียกลุงจินมานั่งลงมาทานด้วยกัน” เสิ่นเฉียวเป็นคนง่ายๆ ในที่สุดทั้งสองก็ถูกเธอชักชวนจากนั้นพวกเขาก็นั่งลงเพื่อร่วมรับประทานอาหารกับเธอ ระหว่างทางกลับจู่ๆ จูหยุนก็กอดแขนเสิ่นเฉียว “คุณนายน้อยเป็นคนที่ดีที่สุดที่ฉันเคยเจอมาคุณวางใจได้เลย เรื่องในวันนี้จะไม่แพร่งพรายแก่คุณชายเย่แม้แต่นิดเดียวค่ะ” เสิ่นเฉียว “…” อะไรกัน จูหยุนเป็นคนตะกละหรือเปล่า ท่าทางดูเหมือนว่าง่ายขึ้นมาเฉยๆ “เรื่องวันนี้ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร หานชิงและฉันเป็นอย่างที่พวกเธอเห็นและไม่มีความสัมพันธ์พิเศษใดๆ” “อืม” จูหยุนพยักหน้าแรงๆ “คุณนายน้อยไม่ต้องกังวลจูหยุนและลุงจินดูออก ที่หานชิงคนนั้นกระทำต่อคุณก็ไม่มีเจตนาอื่น น่าจะเป็นสุภาพบุรุษจริงๆ” “ก็แค่…ดูเหมือนเขาจะมีความรู้สึกพิเศษให้คุณ แต่…ฉันบอกไม่ได้ว่ามันคืออะไร …” ได้ยินแบบนี้เสิ่นเฉียวก็เงียบ คิดไม่ถึงว่าจูหยุนพบหานชิงครั้งแรกก็มีความรู้สึกแบบนี้ เธอคิดมาตลอดว่าเธอเป็นคนเดียวที่คิดแบบนี้ แต่เพราะมันเป็นความเห็นส่วนตัวของเธอ เธอจึงไม่กล้าพูดออกมามากมาย กลัวว่าคนอื่นจะหาว่าเธอคิดมากเกินไป ความรู้สึกพิเศษเช่นนั้นเสิ่นเฉียวก็รับรู้ได้เช่นกัน มันเหมือนกับการดูแลจากพี่ชาย ต่อมาเธอบอกตัวเองว่าน่าจะเป็นเพราะเธอกับเส่โยวเป็นเหมือนพี่น้องกันและหานชิงเป็นพี่ชายของเส่โยว เธอจึงรู้สึกแบบนี้ เส่โยว…… เมื่อนึกถึงเธอ ดวงตาของเสิ่นเฉียวก็มืดมนอีกครั้ง นั่นก็เป็นอีกปัญหาของเธอ ไม่รู้ว่าจะคลี่คลายเมื่อไหร่ เย่โม่เซินยังไม่ได้แจ้งข่าวคราวให้เลย ถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้แจ้งกับเขา คืนนั้นเย่โม่เซินก็กอดเสิ่นเฉียวเข้านอนอีกครั้ง ท่ามกลางความมืดการหายใจของเสิ่นเฉียวไม่สม่ำเสมอและหน้าอกของคนที่อยู่ข้างหลังก็ไม่สม่ำเสมอเช่นกัน “เป็นอะไรรึเปล่า ยังไม่นอนเหรอ” เสิ่นเฉียวกระพริบตาในความมืด ทันใดนั้นก็หันกลับมาและหมุนตัวไปในอ้อมแขนของเย่โม่เซิน เธอซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของเย่โม่เซินและร่างอ่อนนุ่มก็ซ่อนตัวอยู่ในอ้อมแขนของเขา ซึ่งทำให้เขาเม้มริมฝีปากและริมฝีปากบางของเขาก็ประกบลงบนเส้นผมของเธอ “นอนไม่หลับเหรอ” “อืม…” เสิ่นเฉียวตอบอย่างตกตะลึง ขณะที่เย่โม่เซินเงียบไปชั่วขณะ จากนั้นก็ยื่นมือใหญ่ไปที่เอวของเธอและลูบมันเบาๆ เสียงต่ำราวกับเชลโล่ที่ดึงออกช้าๆ เจือด้วยความเซ็กซี่ “ในเมื่อนอนไม่หลับงั้น… เรามาทำอะไรที่น่าสนใจดีไหม” คนที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาเงียบไปสักพัก จู่ๆ ก็ยื่นมือออกมาและออกแรงทุบหน้าอกของเขา เย่โม่เซินยิ้มตาหยีจุกที่โดนทุบจากนั้นก็ถือโอกาสกอดเธอแน่นขึ้น “แค่พูดเอง ทำไมถึงโกรธจนอายขนาดนี้” “ไม่อนุญาตให้คิดมั่วซั่ว” เสิ่นเฉียวอู้อี้ “คิดไม่ได้เหรอ” “ไม่ได้” “เผด็จการนี่นา” เย่โม่เซินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะอีกครั้ง แต่เขาชอบ …