“อย่าไปสนใจเธอ ฉันว่าสมองของเธอมีปัญหา” “ฉันก็คิดเหมือนกัน เมื่อกี้บอกไม่ให้พวกเขาไป ผลคือตัวเองกลับจ้องแผ่นหลังเขาอย่างไม่วางตา มองหลังก็แล้วไป ยังมาถามพวกเราอีกว่ามีคนเดินผ่านไปไหม นี่ไม่ใช่ปัญญาอ่อนหรือไง! ” เด็กผู้หญิงหลายคนบ่นในขณะที่เดินออกไป เสี่ยวเหยียนยืนอยู่ที่เดิมเป็นเวลานานก่อนที่เธอจะได้สติกลับมา จากนั้นเธอจึงมองไปยังทิศทางที่เย่โม่เซินหายตัวไปเมื่อครู่ และพบว่าเขาเข้าไปในรถคนหนึ่ง เธอแยกแยะหมายเลขทะเบียนของรถคันนั้นอย่างระมัดระวัง ดูเหมือนว่ามันมาจาก เมืองเป่ย ที่แท้ไม่ใช่ว่าเธอตาฝาด อีกทั้งไม่ใช่ว่าเธอหลอนไปเอง แต่พบเขาเข้าให้แล้วจริงๆ โชคชะตา…. ช่างเป็นสิ่งที่ยอดเยี่ยมและน่ากลัวเสียจริง ใบหน้าของเสี่ยวเหยียนเปลี่ยนเป็นสีขาวอีกครั้ง จากนั้นเธอก็รีบหันตัวจากไป หลังจาก หานมู่จื่อกลับไปที่รถพร้อม เสี่ยวหมี่โต้ว เสี่ยวหมี่โต้ว ก็หลับไปในอ้อมแขนของเธอ มือเล็กๆ โอบเอวเธอไว้แน่น นี่คือนิสัยของ เสี่ยวหมี่โต้ว ทุกครั้งที่ออกจากบ้านหากต้องการนอนหลับเขาจะยื่นมือออกมากอดหานมู่จื่อเอาไว้แน่นเพราะกลัวว่าเธอจู่ๆ จะหายไป หานมู่จื่อลูบหัวของเขาไปในขณะที่เอนตัวพิงพนักเก้าอี้ ไม่รู้ว่าคืนนี้จะต้องติดอยู่ที่นี่อีกนานแค่ไหน ในขณะกำลังนึกคิด โทรศัพท์มือถือของเธอก็สั่นขึ้นมา หานมู่จื่อหยิบออกมาดู เป็นหานชิงที่ส่งข้อความมา [อยู่ที่ไหนแล้ว?] เมื่อเห็นหานชิง จู่ๆ หานมู่จื่อก็อารมณ์เสียขึ้นมา เธอตอบกลับไปประโยคหนึ่ง [ขอบคุณนาย ตอนนี้พวกเราติดอยู่บนทางหลวง] [เกิดอะไรขึ้น?] หานชิงส่งกลับมาเร็วอย่างยิ่ง จากคำสี่คำนั้น หานมู่จื่อแทบจะมองเห็นใบหน้าของเขาที่กำลังถือมือถือขมวดคิ้วอยู่ในทันที ช่างเห็นภาพได้ชัดอะไรขนาดนั้น หานมู่จื่อรีบส่งข้อความไปก่อนที่เขาจะโทรมา [เสี่ยวหมี่โต้ว กำลังหลับอยู่] เขาหยุดไปชั่วขณะ และผ่านไปสักพักถึงจะตอบกลับ [เธอรู้ได้ยังไงว่าฉันจะโทร?] [ไม่อย่างนั้นฉันจะเป็นน้องสาวของพี่ได้หรือไง? มีรถระเบิดอยู่ข้างหน้า ตำรวจกำลังจัดการ ผ่านไปนานมากแล้ว] [ทำไมเธอไม่บอกฉันให้เร็วกว่านี้ ฉันจะไปรับเธอทันที] หานมู่จื่อราวกับกำลังเห็นภาพหานชิงที่กำลังพุ่งตรงจากประตูมาอย่างไม่คิด เธอรีบส่งข้อความไป [ไม่ต้องมารับ รออีกสักครู่พวกเราก็จะออกเดินทางแล้ว] แต่อีกฝ่ายไม่ได้ตอบกลับ หานมู่จื่ออ่อนใจ พอจะเดาได้ว่าตอนนี้เขาคงจะเตรียมตัวออกจากบ้านแล้ว ปัง! ในเวลานั้นเอง เสี่ยวเหยียนก็กลับมา เธอเปิดประตูเข้าไปนั่งในรถพร้อมกับอากาศหนาวเย็นที่เล็ดลอดเข้ามาด้วยหานมู่จื่อรีบก้มตัวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัวเพื่อบังอากาศเย็นให้กับ เสี่ยวหมี่โต้ว “กลับมาแล้ว? ” หานมู่จื่อถามเบาๆ เสี่ยวเหยียนถูกทำให้ตกใจไปไม่เบา ดังนั้นตอนนี้สีหน้าของเธอยังคงซีดขาว เธอหันไปสบตากับหานมู่จื่อดูเหมือนว่าเธอจะไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าของตนเองเลยสักนิด และทำแค่พยักหน้าด้วยความงุนงง หานมู่จื่อมองดูเธออย่างนิ่งงัน “เกิดอะไรขึ้น?” “หา? ” เสี่ยวเหยียนเสียงดังอยู่บ้าง พูดจบเธอถึงค่อยสังเกตเห็นว่าเสียงของตนอาจจะรบกวนเสี่ยวหมี่โต้ว เธอรีบเอื้อมมือมาปิดปากเอาไว้ และส่ายหัวพูดเสียงเบา “ไม่มีนี่” “ไม่มี?” หานมู่จื่อเห็นดวงตาหลบเลี่ยงของเธอก็รู้ว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้น เธอเลิกคิ้ว “หน้าของเธอขาวอย่างกับผี แล้วยังกล้าบอกอีกว่าไม่มีอะไร?” ได้ยินดังนั้น เสี่ยวเหยียนก็รีบเอามือปิดหน้า สีหน้าเธอขาวมากหรือ? แย่แล้ว เสี่ยวเหยียนรีบหยิบกระจกออกมามอง จากนั้นจึงพบว่าสีหน้าของตนย่ำแย่อย่างยิ่ง เธอหยิบบลัชออนออกมาปัดหานมู่จื่อที่อยู่ข้างๆ หันไปกระซิบเสียงเบา “ไม่ต้องปัดแล้ว ดวงตาของเธอมันทรยศเธอตั้งนานแล้ว พูดมา เกิดอะไรขึ้น? เมื่อครู่เธอทำตัวแปลกๆ เกิดอะไรกันแน่?” มือของเสี่ยวเหยียนชะงักไป จากนั้นเธอจึงปิดกล่องบลัชออนและหันไปหา หานมู่จื่อเสี่ยงเหยียนเอ่ยขึ้นอย่างจริงจังอย่างยิ่ง “อันที่จริงฉันปวดท้อง อยากจะอึ!” หานมู่จื่อ “……” “ที่แบบนี้ จะมีห้องน้ำได้ยังไงกัน? ได้แต่อดทน ฉันทนจนเหงื่อเย็นๆ ไหลออกมาแล้วมู่จื่อ หานมู่จื่อ “…..” “โอ้ย อยากเข้าห้องน้ำ” เสี่ยวเหยียนลูบแก้มของตนด้วยรอยยิ้มแห้งๆ พระเจ้ารู้ดีว่าที่เธอโกหกคำโตแบบนี้ก็เพื่อที่จะซ่อนอารมณ์ตนเอง แต่เธอก็ยังคงรู้สึกอาย โชคดีที่ไม่มีผู้ชายอยู่ในนี้ ไม่อย่างนั้น….คำพูดเหล่านี้เธอคงไม่กล้าเอ่ยแน่ เมื่อนึกถึงตรงนี้ เสี่ยวเหยียนก็แกล้งยิ้มออกมา หานมู่จื่อพูดไม่ออกไปชั่วขณะ อีกทั้งยังไม่สามารถบอกได้ว่าเสี่ยวเหยียนพูดความจริงหรือไม่ ครู่ต่อมาเธอถามอีกครั้ง “ตอนนี้เธอจะทำยังไง? ทนไหวไหม?” “แน่นอน” เสี่ยวเหยียนพยักหน้าอย่างแรง “ถูกฉันกลั้นกลับไปแล้ว” หานมู่จื่อนิ่งไปครู่หนึ่ง จู่ๆ ก็เอ่ยขึ้น “ฉันว่าจากนี้เธอไม่ต้องเข้าครัวแล้ว” เสี่ยวเหยียน “ทำไม? ” “ผ่านบทสนทนาในคืนนี้ไป จากนี้ฉันก็ไม่สามารถสบตาเธออีก” เสี่ยวเหยียน “…. ” สิบกว่านาทีต่อมา รถยนต์บนทางหลวงก็ได้รับแจ้งว่าสามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้แล้ว ดังนั้นรถจึงแล่นไปข้างหน้าอย่างช้าๆ เสี่ยวเหยียนกังวลขึ้นมาอีกครั้ง เธอเกาะอยู่ที่หน้าต่างและมองไปยังรถยนต์รอบๆ คงไม่พบกับเย่โม่เซินเข้าให้หรอกมั้ง? คิดๆ ดูก็รู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ อย่างไรก็ตามเธอก็ยังคงกังวลอย่างยิ่ง ระยะทางไปเมืองเป่ยยังอีกยาวไกล ถ้าเธอและมู่จื่อไปที่อื่นก็คงแล้วไป แต่นี่ดันไปเมืองเป่ยถึงแม้เสี่ยวเหยียนจะไม่เข้าใจว่าทำไมจู่ๆ เย่โม่เซินจึงปรากฏตัวในเมืองซูอย่างไร้สาเหตุ แต่เธอกลัวจริงๆ ว่ามันจะทำให้มู่จื่อต้องเสียใจ ดังนั้นเรื่องที่เธอเห็นเย่โม่เซินเธอย่อมไม่กล้าที่จะพูดต่อหน้าหานมู่จื่ออย่างแน่นอน “เป็นอะไร? เธออดกลั้นไม่ไหวอีกแล้วหรือ?” น้ำเสียงแผ่วเบาดังมาจากข้างๆ เธอ เมื่อเสี่ยวเหยียนหันหน้าไปเธอก็เห็น หานมู่จื่อกำลังมองตัวเองพร้อมรอยยิ้มจางๆ บนใบหน้า ดวงตาที่เย็นชาของเธอราวกับทะเลสาบน้ำแข็งราวที่สามารถสะท้อนทุกสิ่งอย่างออกมาจนหมด จู่ๆ เสี่ยวเหยียนก็รู้สึกว่าเมื่อครู่ที่เธอแกล้งทำตัวแบบนั้นออกไปต่อหน้าหานมู่จื่อเป็นแค่เรื่องที่ทำให้ตัวเองอับอายเท่านั้น อันที่จริง ตนเองคิดอะไรอยู่เธอคงดูออกไปหมดแล้ว แต่ถึงยังไง เธอเองก็จะแสร้งทำตัวโง่งมไปให้ถึงที่สุด ยังไงเสีย หานมู่จื่อก็คงคิดไม่ถึงคนๆ นั้นแน่ เธอจึงทำเพียงแค่หลับตาและนั่งลงอยู่ข้างหนึ่งไม่ตอบคำถาม หานมู่จื่ออีกต่อไปอีกทั้งยังไม่แสร้งทำตัวอะไรต่อ เธอไม่ต้องการพูด หานมู่จื่อเองก็ไม่บังคับเธอเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนล้วนมีความลับของตัวเอง ความลับของเสี่ยวเหยียน ปล่อยให้เธอเป็นผู้คุ้มกันมันก็พอแล้ว บนถนนที่มีคนพลุกพล่านในตอนแรก ไม่นานนักก็แปรเปลี่ยนเป็นโล่งขึ้นมา รถยนต์เคลื่อนที่ไปอย่างราบรื่นท่ามกลางความมืด หานมู่จื่อเองก็เริ่มค่อยๆ รู้สึกเหนื่อยล้าเช่นกัน ประกอบกับเสียงของเสี่ยวเหยียนที่ดังขึ้น “เธอนอนก่อนเถอะ เมื่อครู่ฉันนอนไปแล้วยังไม่ค่อยง่วง ฉันดูเอง อีกทั้งยังมีลุงหนานอยู่อีกคน” “อืม” หานมู่จื่อพยักหน้า จากนั้นจึงเอนหลังพิงพนักเก้าอี้และหลับไปอย่างรวดเร็ว ในไม่ช้า การหายใจของเธอก็สม่ำเสมอ เสี่ยวเหยียนหันไปมองยังใบหน้าที่หลับใหลของหานมู่จื่อสีหน้าของเธอเปลี่ยนไปอยู่บ้าง เฮ้อ หวังว่าจะไม่ต้องไปพบเจอกับคนๆ นั้น ไม่อย่างนั้น….เธอก็ไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องทำอย่างไร บางที มู่จื่ออาจเป็นคนที่ไม่รู้ต้องทำอย่างไรมากที่สุดก็เป็นได้ ท้ายที่สุด เขาก็คือคนที่ทำร้ายเธออย่างที่สุด แต่…..เขาก็เป็นคนที่หานมู่จื่อรักมากที่สุดเช่นกัน