หลินชิงชิงไม่เพียงแต่จะหน้าตาดี ไอคิวสูง เรื่องความรักก็ไม่เลว สำหรับผู้ชายที่เยือกเย็นเช่นนี้ เธอจึงต้องใช้มารยาสักหน่อยแล้ว ตามปกติแล้ว ถ้าเขามีจิตใจเมตตาอารี น่าจะอยู่ต่อเป็นเพื่อนเธอ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ยินดีอยู่หลินชิงชิงไม่มีทางจะย่อท้อ ยังมีโอกาสหน้า พูดคำนั้นแล้วหลินชิงชิงเงยหน้าขึ้น แววตาเต็มไปด้วยการขอร้องเย่โม่เซิน บนใบหน้าเล็กๆเต็มไปด้วยความดื้อรั้น เย่โม่เซินไม่ใช่คนที่ขี้สงสารคนอยู่แล้ว เธอจะเสียหน้าหรือไม่มันเกี่ยวอะไรกับเขา? แต่ว่าตอนที่ผู้หญิงคนนี้เงยหน้าขึ้นมานั้น แววตาที่ร้องขอ กลับ……เหมือนท่าทางของหญิงคนหนึ่งที่อยู่ในความทรงจำของเขา กาลครั้งหนึ่ง ผู้หญิงคนนั้น……ก็เคยใช้แววตาเช่นนี้มองตนเอง บ้าจริงๆ! ทำไมเขาคิดถึงเธออีกแล้ว สองวันมานี้เธอโผล่มาในหัวของเขามากขึ้นเรื่อยๆ “นายเย่?” หลินชิงชิงเห็นเขายืนเหม่ออยู่ตรงหน้ากะทันหัน เหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ จึงเรียกเขาหนึ่งคำ เย่โม่เซินได้สติกลับมา แล้วก็มองดูผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าอีกครั้ง ตรงไหนยังมีเงาของผู้หญิงคนนั้น? “ขอโทษจริงๆนะ ฉันรู้ว่าฉันขอร้องคุณมากเกินไป แต่ว่า……” ยังไม่ทันพูดจบ เย่โม่เซินก็กลับไปนั่งลงบนเก้าอี้อีกครั้ง สีหน้าเยือกเย็นและพูดว่า: “อย่ากวนผม” หลินชิงชิงแสดงอาการดีใจมาก รีบกลับไปนั่งลงตรงที่ของตนเอง ดีจังเลย ผู้ชายคนนี้หน้านิ่งแต่ใจดีจริงๆ ภายนอกดูแล้วเหมือนน้ำแข็ง แต่—-ข้างในนั้นมีไฟที่ร้อนระอุอยู่ ขอแค่……เธอทนได้ เธอต้องสามารถละลายน้ำแข็งที่ปิดล้อมลูกไฟได้อย่างแน่นอน คิดเช่นนี้แล้วหลินชิงชิงหลับตาลงและยิ้มอย่างเขินอาย เย่โม่เซินให้เธออย่ากวนเขา เธอก็รู้ตัวจึงไม่เอ่ยปากพูดกับเขาอีก แต่ก็เงยหน้าขึ้นมาแอบมองเขาในบางครั้ง ยิ่งดูยิ่งรู้สึกว่าเย่โม่เซินมีหน้าตาที่ตรงกับสเปคของเธอมาก เธอชอบผู้ชายที่มีหน้าตาหล่อเท่ห์แบบนั้น แต่ว่าคนที่มาตามจีบเธอ ก็หน้าตาหล่อๆทั้งนั้น แต่ส่วนมากจะหล่อแบบมีเล่ห์นัย แต่ความรู้สึกที่เย่โม่เซินมีให้เธอไม่เหมือนกัน ผู้ชายคนนี้ที่อยู่ตรงหน้าเข้มแข็งมาก บวกกับสง่าราศีที่แรงมากบนตัวของเขา เปรียบเสมือนราชาผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ชายแบบนี้ ถึงจะเป็นแบบที่เธออยากจะหา ดังนั้นหลินชิงชิงตัดสินใจในใจลึกๆว่า ถึงแม้ครั้งนี้เธอจะเป็นคนที่ไปตามจีบผู้ชาย เธอก็จะยอมทุ่มเทอย่างเต็มที่ ต้องจีบเย่โม่เซินให้ได้ เย่โม่เซินไม่ใช่ไม่รู้สึกถึงแววตาของผู้หญิงคนนั้นที่กำลังจ้องมองบนตัวของเขาไปทั่ว ในใจของเขายิ่งหงุดหงิดมากขึ้น ทำไมส้งอานต้องให้เขามาสถานที่น่าเบื่อเช่นนี้ด้วย? อยากให้เขาหาผู้หญิง เขาสามารถหาได้ง่ายๆอยู่แล้ว ทำไมต้อง…..เป็นลูกสาวของเพื่อนตนเอง เย่โม่เซินขมวดคิ้ว ในใจไม่พอใจอย่างมาก “ห้านาที” เขาเอ่ยปากพูดขึ้นมากะทันหัน หลินชิงชิงที่อยู่ตรงข้ามตะลึงไปสักพัก งงกับสิ่งที่เขาพูดและร้องอ้าหนึ่งคำ แต่เย่โม่เซินไม่ให้เธอตอบโต้อีกหลินชิงชิงรีบมองดูเวลา หลังจากห้านาทีแล้ว เย่โม่เซินก็ลุกขึ้นเดินออกไป ไม่หันกลับมาอีกเลย หลินชิงชิงยังไม่ทันไปขัดขวาง เธอได้แต่หยิบมือถือขึ้นมาดู ถึงรู้ว่าห้านาทีของเย่โม่เซินที่พูดเมื่อสักครู่หมายความว่าอะไร ที่แท้ห้านาทีของเขา คือเขาจะอยู่ตรงนั้นแค่ห้านาที ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว เขาจึงไป ถึงแม้การนัดบอดในวันนี้จะไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก แต่หลินชิงชิงกลับจดจำคนๆนี้ไว้ในใจตลอดเวลา เธอไม่โกรธเลยสักนิด รีบเก็บของและเดินตามออกไป ขึ้นไปนั่งในรถและหลังจากนั้นหลินชิงชิงอดใจไม่ไหวรีบส่งข้อความไปบอกหลินซิงหั่วพี่สาวของเธอ หลินชิงชิง: {พี่สาวคะ วันนี้ฉันถูกแม่ลากไปนัดบอด ~} ส่งข้อความบนวีแชทออกไปแล้วไม่มีคนตอบกลับหลินชิงชิงก็ไม่ถือสา เก็บความตื่นเต้นในใจไว้และเก็บมือถือเข้ากระเป๋า พี่สาวคนนี้ของเธอเป็นดารานักแสดงที่มีชื่อเสียง ตอนนี้คงกำลังแสดงละครอยู่ ดังนั้นเธอจึงไม่หวังว่าหลินซิงหั่วจะตอบข้อความของเธอ * อีกที่หนึ่ง หลังจากที่เสี่ยวเหยียนเอาเบอร์โทรศัพท์ให้รองผู้กำกับการแสดงคนนั้นแล้ว รองผู้กำกับได้ส่งข้อความให้เธอด้วยตนเอง ถามเธอว่ามีเวลาว่างเมื่อไหร่ หานมู่จื่อคิดไปคิดมา จึงส่งที่อยู่ของบริษัทไปให้เขา รองผู้กำกับละครเห็นว่าเธอเปิดบริษัทแล้ว ชื่นชมเธอไม่หยุด ยังพูดด้วยความเกรงใจว่า: { ตอนแรกผมอยากจะดึงคุณเข้ามาวงการนี้ นึกไม่ถึงว่าคุณมีบริษัทแล้วด้วย งั้นคงไม่มีโอกาสแล้ว } เห็นข้อความนี้แล้วหานมู่จื่อยิ้มนิดๆ {ขอบคุณที่ท่านเมตตาเอ็นดู แต่ฉันไม่มีพรสวรรค์ทางด้านการแสดง} {ถ้ามีเวลาว่าง ให้ผู้จัดการนักแสดงเข้ามาคุยที่บริษัทได้นะคะ} {ไม่มีปัญหาครับ ผมคุยกับเธอดูก่อน} หานมู่จื่อก็อยากถือโอกาสนี้ดูว่าอีกฝ่ายจะเย่อหยิ่งไหม ถ้าเธอบอกว่าให้ฝ่ายเขามาเจรจาที่บริษัทล่ะก็ ตามที่คืนก่อนเจอจ้าวยี่หรูอย่างนั้นคงจะถูกชี้นิ้วด่าไปทั่วแล้ว ตอนเวลาค่ำๆหานมู่จื่อได้รับโทรศัพท์ เหมือนจะเป็นผู้จัดการส่วนตัวของดาราหญิงคนนั้น คุยกับเธอไปสักพัก ทั้งสองคนนัดไว้ว่าพรุ่งนี้เจอกันที่บริษัท จากนั้นก็วางสาย จากที่คุยและได้ยินกับความอ่อนน้อมของอีกฝ่ายแล้ว พอจะฟังออกว่าการร่วมมือในงานครั้งนี้น่าจะไม่มีปัญหา เพราะว่า คนที่เป็นคนแบบจ้าวยี่หรูนั้น มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้น * วันที่สอง ตอนที่หานมู่จื่อเข้างาน ไปขึ้นลิฟต์กับเสี่ยวเหยียนด้วยกัน เจอหลี่จุ้นเฟิงพอดี ในมือของเขาถือของหนึ่งถุง เห็นหานมู่จื่อแล้วรีบยิ้มให้เธอ “อรุณสวัสดิ์ครับคุณมู่จื่อ ทานอาหารเช้าหรือยังครับ?” เสียงที่กระตือรือร้นนี้ทำให้หานมู่จื่อทนไม่ไหวที่จะเหล่ตามองเขาหนึ่งครั้ง คนๆนี้เหมือนไม่มีหนังหน้าไร้ยางอายจริงๆ “สวัสดี” เธอตอบด้วยเสียงที่เย็นชาหนึ่งคำ หลี่จุ้นเฟิงขมวดจมูกขึ้นแล้วก็ยื่นใบหน้าที่ยิ้มแย้มไปใกล้ๆ: “อาหารเช้าที่ผมเอามา คุณมู่จื่ออยากทานดูสักคำไหมครับ?” หานมู่จื่อยังไม่ทันตอบอะไร เสี่ยวเหยียนก็มาขัดขวางไว้ “คุณทำอะไรอ่า? พูดจาต้องใกล้ขนาดนี้เลยเหรอ?” “แหมๆ น้องเสี่ยวเหยียน ~”หลี่จุ้นเฟิงเห็นเสี่ยวเหยียนเอาตัวบังไว้ด้านหน้าของหานมู่จื่อไว้ จึงต่อปากต่อคำ: “ช่วยไม่ได้นิครับ ผมเป็นโรคที่ไม่เข้าใกล้แล้วจะพูดไม่ออก” เสี่ยวเหยียน: “……คุณนี่มันหน้าด้านจริงๆ!” พูดจบ เสี่ยวเหยียนยื่นมือไปผลักเขาออกไปอีกทาง ร่างของหลี่จุ้นเฟิงเก้าถอยหลังตามแรงผลักของเธอและพิงที่ผนังอย่างอ่อนตัว “น้องเสี่ยวเหยียนครับ คุณกล้าแตะต้องตัวผม คุณกำลังคิดอยากจะทำอะไรกับตัวผมเหรอ?” เสี่ยวเหยียน: “……ไปตายซะ!” หลี่จุ้นเฟิง: “คุณคิดจะตายเพราะผมเหรอครับ?” “ฮาฮา” เสี่ยวเหยียนทนไม่ไหวแล้ว ในที่สุดก็กำหมัด ยิ้มด้วยความอาฆาตและเข้าไปใกล้ๆหลี่จุ้นเฟิง: “คุณอยากจะลองดูรสชาติของหมัดฉันไหม?” หานมู่จื่อที่อยู่ข้างๆทนดูไม่ได้แล้ว เธอยื่นมือไปนวดขมับตนเองและคิดว่าตนเองไม่ควรไปสนใจจะดีกว่า ติง —— ประตูลิฟต์เปิดออกพอดีหลี่จุ้นเฟิงรีบเผ่นหนีออกไปอย่างรวดเร็ว “คุณมู่จื่อ น้องเสี่ยวเหยียน ผมไปก่อนนะ ตอนเที่ยงเราเจอกันที่ห้องอาหารนะครับ” ติง —— ประตูลิฟต์ปิดลงอีกครั้ง เสี่ยวเหยียนพูดไม่ออก: “หลี่จุ้นเฟิงคนนี้หน้าด้านไร้ยางอายจริงๆ จริงสิมู่จื่อ แกว่าวันนี้ดาราหญิงคนนั้นจะมาบริษัทเราไหม?” หานมู่จื่อเม้มริมฝีปาก เอียงหัวและพูดว่า: “ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเธอจะมาด้วยตนเอง หรือว่าให้ผู้จัดการส่วนตัวของเธอมาเอง” “หลังจากที่เมื่อคืนแกบอกฉันแล้ว ฉันไปค้นหาข้อมูลดูหลินซิงหั่ว——เป็นดารานักแสดงหญิงที่มีชื่อเสียงโด่งดังมาก เธอไม่ใช่ดังเพราะหน้าตาดีอย่างเดียว ”