บทที่ 425 บ้าไปแล้วเหรอ บนโลกใบนี้ยังมีใครที่สามารถทำให้เย่โม่เซินรู้สึกเหมือนเป็นบ้าอยู่ในใจเช่นนี้ได้ บุคลิกลักษณะกิริยาท่าทางที่มีความเป็นพิเศษล่ะ? เขาได้ติดตามเย่โม่เซินมานานหลายปีเช่นนี้ ก็รู้ว่านิสัยของเย่โม่เซินได้มีความเย็นชาตลอดมา แต่กลับมีเพียงความเห็นอกเห็นใจ ความรักและเอ็นดูมากเกินไป ความรักความสงสาร อื่นๆ ที่ได้พัวพันกันอย่างยุ่งเหยิงของอารมณ์ความรู้สึกประเภทต่างๆที่ได้รวมตัวกันต่อผู้หญิงคนนั้นคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นนอกจากเธอแล้ว เซียวซู่ก็คาดเดาคนอื่นไม่ออกอีกแล้วจริงๆ เพียงแต่น่าเสียดายที่เธอได้หายสาบสูญไปเป็นเวลานานเกินไปแล้ว เซียวซู่จะคิดยังไงก็คิดไม่ถึง คาดไม่ถึงว่าเธอจะได้ปรากฏตัวอีก และหลังจากที่ได้ปรากฏตัวแล้ว ก็ได้มีผลกระทบต่อใจของเย่โม่เซินได้ง่ายเช่นนี้อีก หานมู่จื่อไม่ได้พูดต่อจากคำพูดเขา ลูกตาดำเพียงแค่มองเขาไว้อย่างจืดจาง “ต้องการขึ้นไปนั่งสักครู่ไหม?” เธอถาม เซียวซู่ได้ส่ายหัวแล้วส่ายหัวอีก หลังจากนั้นก็ได้นำกุญแจกับโทรศัพท์ในมือส่งขึ้นไปทางด้านหน้า: “เรื่องก็ได้จัดการภายใต้การกำชับของคุณชายเย่เสร็จแล้ว โทรศัพท์ก็ซ้อมเสร็จแล้ว นี่คือกุญแจรถของคุณ” หานมู่จื่อก้มหัว มองโทรศัพท์เครื่องหนึ่งกับกุญแจรถที่นอนอยู่ในฝ่ามือของเขาไว้ เธอได้ชะงักงันไปแล้วครู่หนึ่งจากนั้นก็ได้ยื่นมือหยิบโทรศัพท์กับกุญแจเข้ามาทั้งหมดแล้ว ดังนั้นที่วันนี้เขาเข้ามาก็คือมาส่งสิ่งพวกนี้งั้นเหรอ? หานมู่จื่อคิดว่าน่าจะไม่ได้ง่ายดายเช่นนี้ “คุณShelly” เซียวซู่ได้ส่งเสียงเรียกเธอออกมาหนึ่งประโยคอย่างกะทันหัน หานมู่จื่อได้เงยหัวขึ้นมา เห็นถึงอารมณ์แปลกหน้าหนึ่งที่เพิ่มมากขึ้นจากภายใต้สายตาของเซียวซู่ น้ำเสียงของเขาเมื่อฟังขึ้นมาแล้วก็ไม่มีความอบอุ่นอะไร “ฉันรู้ว่าตอนนี้คุณเป็นนักออกแบบที่มีชื่อเสียง อีกทั้งยังได้เปิดบริษัทของตัวเองแล้ว ที่ผ่านมาคุณShellyเป็นคนที่ฉันเซียวซู่เลื่อมใสศรัทธามาก คุณได้อยู่ข้างกายคุณชายเย่ฉันก็วางใจ แต่ว่า……เวลาห้าปีได้เกิดเรื่องขึ้นมากเกินไปแล้ว หากว่าสามารถทำได้ละก็……ฉันหวังว่าคุณShellyอย่าทำร้ายคุณชายเย่อีก” หานมู่จื่อ: “……” ทำร้ายเย่โม่เซิน? เธอทำร้ายเย่โม่เซินตอนไหนแล้ว? ปีนั้นคนที่ถูกทำร้ายหรือว่าไม่ใช่เธองั้นเหรอ? เป็นใครที่นำเธอปิดกั้นไว้อยู่ที่ด้านนอกของวิลล่าไห่เจียง เป็นใครที่บังคับด้วยกฎหมายไม่อนุญาตให้เธอเข้าสู้ประตูใหญ่ของบริษัทตระกูลเย่แม้แต่ก้าวเดียว? ก็เป็นใคร……ที่ได้เอาเอกสารสัญญาการหย่าขาดมาทิ้งอยู่ตรงหน้าของเธอ ให้เธอไม่ได้ปรากฏออกมาอีกตลอดไป? ตอนที่ความทรงจำพวกนี้ได้กะพริบผ่านออกมาจากในหัว ภายใต้สายตาของหานมู่จื่อเห็นได้ชัดแล้วว่ามีความโกรธหนึ่งเพิ่มขึ้นมาแล้ว แต่ว่าในไม่ช้าเธอก็นำอารมณ์ที่ไหลเชี่ยวมากพวกนี้กดกลับไปแล้ว รอจนถึงตอนที่ลูกตาดำได้ฟื้นคืนสภาพกลับมาสงบจิตใจ เธอถึงได้ยกหัวขึ้นมาช้าๆ จากนั้นมองตรงไปยังลูกตาดำของเซียวซู่ “นายพูดเล่นแล้ว คุณเย่โม่เซินเป็นเพียงลูกค้าของฉัน มาพูดว่าทำร้ายทำไม” เซียวซู่ได้ชะงักงัน “เธอ……” หานมู่จื่อได้ยิ้มเล็กน้อย: “เรื่องของครั้งนี้ขอบคุณ ฉันติดค้างน้ำใจของนายครั้งหนึ่ง ครั้งหน้าหากมีเวลาว่างจะเชิญนายมากินข้าว หรือว่าหากมีเรื่องที่ต้องการการช่วยเหลือก็สามารถเรียกฉันได้ นี่คือชื่อของฉัน” เมื่อพูดจบหานมู่จื่อก็ได้นำนามบัตรของตัวเองส่งเข้าไปแล้ว เซียวซู่ได้ชะงักงันไปกี่วินาทีถึงได้รับนามบัตรเข้ามา “เรื่องที่นายกังวลใจ จะไม่เกิดขึ้น ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเกิดขึ้น” “ฉันเข้าใจแล้ว วันนี้เป็นฉันที่ล่วงเกินแล้ว ฉันยังมีเรื่องอีก ไปก่อนแล้ว” “ได้ ไม่ส่ง” หานมู่จื่อก็ได้พยักหน้าไปมาอย่างจืดจาง หลังจากนั้นสายตาก็ได้ส่งเซียวซู่จากไป รอหลังจากที่เซียวซู่จากไป จางเสี่ยวเหยียนที่อยู่ในมุมถึงได้ไถลออกมา “เรื่องอะไรกัน เห็นพวกเธอคุยกันอย่างไม่มีความสุข เกิดเรื่องอะไรขึ้นแล้วไหม?” ได้ยินถึงเสียงของจางเสี่ยวเหยียน หานมู่จื่อถึงได้มีสติกลับมา จากนั้นก็ส่ายหัว: “ไม่มีอะไร กลับไปเถอะ” จางเสี่ยวเหยียนมองภาพด้านหลังของหานมู่จื่อไว้ มักรู้สึกว่ามีความผิดปกติอยู่บ้าง ทั้งสองคนนี้ได้พูดอะไรแล้วล่ะ? ทำไมรู้สึกแปลกๆ หลังจากที่หานมู่จื่อกลับถึงห้องทำงาน ก็ได้นั่งลงมาเริ่มวางรูปใหม่ บนใบหน้าของเธอได้การแสดงสีหน้าท่าทางที่จืดจาง แต่ในหัวกลับคือมีปัญญาต่างๆดำรงอยู่ เรื่องของปีนั้นเห็นได้ชัดว่าเซียวซู่ก็รู้ ทำไมวันนี้เขาถึงได้พูดเรื่องพวกนี้กับตัวเอง? หรือว่าเป็นเพราะว่าปัญหาที่เย่โม่เซินได้แต่งงานแล้ว? ดังนั้นเขาจึงเกรงกลัวว่าเธอจะไปทำลายงานแต่งงานของเขาเป็นการแก้แค้นเขางั้นเหรอ? หากว่าเขาคิดเช่นนี้จริงๆแล้วละก็ ถ้าเช่นนั้นก็อาจจะเอาเธอหานมู่จื่อมองจนไม่จริงจังเกินไปหน่อยแล้ว เธอถึงแม้ว่าจะตาย ก็จะไม่ไปทำลายเรื่องครอบครัวของคนอื่นประเภทนั้น เพราะว่าก่อนหน้านี้เธอก็ถูกทำร้ายประเภทนั้นอย่างลึกซึ้ง หากไม่เป็นเช่นนั้น ตอนนั้นในตอนที่หานเส่โยวได้พูดเรื่องตั้งท้องกับเธอ ทำไมเธอก็รู้สึกว่าเป็นทุกข์เช่นนั้น คิดต้องการจะจากไปล่ะ? หลังจากนั้นหานมู่จื่อก็คิดต้องการที่จะลงมือวาดรูปอีก แต่กลับพบว่าแรงบันดาลใจของตัวเองทั้งหมดได้วิ่งหนีไปทั้งหมดแล้ว อยู่ภายใต้ความจนปัญญา เธอทำได้เพียงวางปากกาลงมา หลังจากนั้นก็ได้ลุกขึ้นไปที่ห้องน้ำชาเพื่อชงกาแฟให้ตัวเองแก้วหนึ่ง มีบางครั้งเธอรู้สึกว่าเวลาห้าปี ตัวเองก็แม้ว่าไม่ได้สงบจิตใจเช่นนั้น แต่ก็ไม่ควรที่จะไม่สงบเช่นนี้ แต่ว่าตอนนี้เธอถึงได้ค้นพบว่า อาศัยแค่คำพูดประโยคเดียวของเซียวซู่ แรงบันดาลใจของเธอก็ถูกทำให้หยุดแล้ว และอีกอย่างสูญหายไปจนสะอาดครบถ้วน เมื่อคิดถึงตรงนี้ หานมู่จื่อก็ได้เรียกจางเสี่ยวเหยียนเข้ามาตรงๆ: “วันนี้ฉันต้องการปิดประตูวาดรูป ใครก็ไม่พบ มีลูกค้าอะไรหรือว่าเรื่องราวเธอก็ดูแล้วแก้ไขจัดการ” จางเสี่ยวเหยียนเห็นท่าทางที่เคร่งขรึมของเธอ จึงไม่ได้ถามมาก และถัดไปก็ได้พยักหน้าแล้วพยักหน้าอีก “เธอวางใจเถอะ เธอวางรูปอย่างสงบใจ เรื่องอื่นฉันจะจัดการเอง” “ดี ถ้าเช่นนั้นก็รบกวนเธอแล้ว” หลังจากนั้นหานมู่จื่อก็ได้นำประตูห้องทำงานล็อกขึ้นมาแล้ว หลังจากนั้นก็ได้ไปยังด้านในห้องทำงานของห้องพักผ่อนโดยตรงแล้ว และได้เคลื่อนย้ายเก้าอี้ตัวหนึ่งไปตกอยู่ตรงหน้าหน้าต่าง หลังจากนั้นก็ได้นั่งอยู่บนพื้นเริ่มวาดรูป เธอได้ปิดตา เริ่มกลับไปคิดถึงแรงบันดาลใจก่อนหน้านี้ เอาทั้งหมดก็ทอดทิ้งออกมาอยู่ตรงด้านนอก เพียงใช้ใจในการคิดออกแบบผลงานศิลปะพวกนี้ไว้ จางเสี่ยวเหยียนก็ได้รออยู่ที่ด้านนอกตลอด เดิมทีทั้งสองคนได้นัดกันดีแล้วว่าเมื่อถึงตอนเที่ยงจะไปดูบ้านที่อยู่ละแวกใกล้เคียงด้วยกัน แต่เพราะว่าหานมู่จื่อพูดว่าต้องการปิดประตูออกแบบวาดรูป ดังนั้นเธอก็ไม่กล้าไปรบกวนอีก ก็แม้แต่เวลาอาหารเที่ยงก็ไม่กล้าเข้าไป ระหว่างทางเลิงเยาเยาได้เข้ามาหาหานมู่จื่อครั้งหนึ่ง ผลสุดท้ายได้ถูกจางเสี่ยวเหยียนได้ขวางกั้นไว้อยู่ทางด้านนอกแล้ว “ไม่พบพวกเรา? หล่อนหลบอยู่ด้านในทำอะไรล่ะ?” “มู่จื่อมีแรงบันดาลใจแล้ว กำลังวาดรูปอย่างสงบใจอยู่ที่ด้านใน หล่อนพูดแล้วว่าใครก็ไม่อนุญาตให้ไปรบกวนหล่อน ดังนั้นเธอมีเรื่องอะไร รอหล่อนวาดรูปเสร็จแล้วค่อยออกมาเถอะ” เลิงเยาเยาไม่ได้รังเกียจต่อหานมู่จื่อเหมือนกับตอนแรกเริ่ม เพราะว่าเธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่งที่มีศักยภาพจริงๆ เธอเลิงเยาเยาก็ได้เคารพและเลื่อมใสต่อคนประเภทนี้ แต่ว่าบนโฉมภายนอกยังคงมีความไม่สบอารมณ์อยู่บ้าง จากนั้นก็ได้ส่งเสียงชิไม่พอใจออกมาเสียงหนึ่ง “ก็เป็นหัวของบริษัทแล้ว คาดไม่ถึงว่ายังทำแบบนี้อีก หากว่าบริษัทเกิดเรื่องแล้วจริงๆ เธอยังหลบวาดภาพอยู่ที่ด้านในอีกไหมล่ะ?” เมื่อได้ยินคำนี้ จางเสี่ยวเหยียนก็มีความไม่สบายอยู่บ้างจนได้ขมวดคิ้วที่ละเอียดขึ้นมา: “เธอต้องการพูดอะไรก็สามารถพูดกับฉันได้ ไม่ต้องมาอวดรู้อยู่ที่นี่” “ชิ ใครต้องการพูดกับเธอล่ะ? ฉันอีกเดี๋ยวค่อยมาหาเธอ” เมื่อเลิงเยาเยาพูดจบก็จากไปแล้ว หลังจากนั้นรอจนบ่ายสามบ่ายสี่เธอถึงได้มา ผลสุดท้ายประตูของห้องทำงานยังคงปิดสนิท เลิงเยาเยา: “เธอคงจะไม่ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ก็ยังไงไม่ได้ออกมาใช่ไหม?” จางเสี่ยวเหยียนได้อาศัยพิงอยู่ด้านประตู สีหน้ามีความกลุ้มใจอยู่บ้าง “เป็นดังเช่นเธอพูดทุกอย่าง” เลิงเยาเยาได้ตกตะลึงตาค้างจนพูดไม่ออก: “บ้าไปแล้วเหรอ? ก็แม้ว่าคือวาดรูป ก็ต้องควบคุมจำกัดร่างกายให้อยู่ภายในขอบเขตสักหน่อยเถอะ? วาดรูปไม่แบ่งแยกกลางวันกลางคืนเช่นนี้ ก็คือลักษณะท่าทางของเธอที่เป็นเจ้านาย?” จางเสี่ยวเหยียนเหมือนคือไม่มีชีวิตชีวาแล้ว และได้พิงอาศัยอยู่ที่ตรงนั้นแม้แต่คำพูดก็ไม่อยากที่จะพูดกับเธอแล้ว เลิงเยาเยาได้ไตร่ตรองแล้วครู่หนึ่ง จากนั้นก็ได้ชำเลืองมองไปที่จางเสี่ยวเหยียนพร้อมถาม: “เธอไม่ใช่แม้แต่ข้าวเที่ยงก็ไม่ได้กินใช่ไหม?” จางเสี่ยวเหยียนได้พยักหน้า “ก็กินของแล้วนิดหน่อยตอนเช้า หลังจากนั้นก็เข้าไปจนถึงตอนนี้” เลิงเยาเยาคือไร้คำพูดอย่างมาก มุมปากได้ดึงแล้วดึงอีก จากนั้นก็ได้มองจางเสี่ยวเหยียนที่จนปัญญากลับก็มีท่าทางที่ไม่กล้าเข้าไปอีก จากนั้นก็ได้ถามอย่างอดไม่ได้: “เมื่อก่อนเธอเป็นแบบนี้มาหลายครั้ง?”