เริ่มแรกสุด คนที่ร้านยาที่ฉันไปประจำเปลี่ยนไป ก่อนหน้านี้คุณยายเป็นคนรับซื้อยา แต่ต่อมาก็เปลี่ยนเป็นผู้หญิงอายุน้อย รู้สึกจะบอกว่าเป็นหลานสาวของคุณยายหรือเปล่านะ ถึงจะบอกว่าอายุน้อย แต่ก็แก่กว่าฉัน อายุน่าจะราว ๆ 20 ปี ผมยาวสีดำสลวย หุ่นเพรียวบางแต่ก็มีส่วนเว้าส่วนโค้ง มีไฝที่หางตาขวา ดูเซ็กซี่มาก จนน่าแปลกใจว่าทำไมถึงมาทำงานที่ร้านยา ฉันว่าคนแบบนั้นน่าจะหาช่องทางทำมาหากินที่ดีกว่านี้ได้ แต่หลังจากที่พี่สาวมาทำงาน กิจการร้านยาก็รุ่งเรืองขึ้นมาก คนสวยนี่ได้เปรียบเนอะ ว่าไหม อ้อ แน่นอนว่าฉันก็สวย เพราะงั้นฉันก็ได้เปรียบเหมือนกัน ไม่รู้จักร้านยาร้านนั้นเหรอ นั่นสินะ ตอนนี้ไม่มีแล้วละ เพราะมันเป็นเรื่องที่นานมาแล้ว ท่านอัศวินเองก็คงไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับเมืองไปซะทุกอย่างหรอกใช่ไหมล่ะ คนสวยก็มักจะแต่งงานเร็ว หรือว่า ท่านสนใจพี่สาวคนนั้นเหรอ เสียใจด้วยนะ ทีนี้อยู่มาวันหนึ่ง พอฉันไปที่ร้านยา พี่สาวคนนั้นก็พูดกับฉันว่า “ขอบใจที่มาขายให้เสมอนะจ๊ะ ลูน่าจัง” พูดแบบนั้นด้วยรอยยิ้มกระชากใจ ฉันตกใจเลย เพราะถึงบอกชื่อไป ในวันถัดมาก็จะลืมชื่อฉันอยู่ดีด้วยผลของเครื่องราง ที่ผ่านมา มีแต่คนที่จำฉันได้แค่คลับคล้ายคลับคลาเท่านั้น ฉันก็เลยดีใจ เป็นครั้งแรกที่มีคนรู้จักฉันอยู่ในเมืองนี้นอกจากอาจารย์ ทำไมเครื่องรางถึงไม่ได้ผลงั้นเหรอ ไม่ใช่เพราะมีพลังต้านทานเวทมนตร์สูงหรอกเหรอ เครื่องรางระดับนี้ไม่ได้ผลกับผู้ใช้เวทหรอก ในหมู่คนที่ไม่ใช่ผู้ใช้เวทก็มีบางคนเป็นแบบนั้นเหมือนกัน แต่หายาก เอาเป็นว่าเรื่องนั้นช่างมันเถอะ เพราะฉันมีโดโรธีเป็นเพื่อนอยู่แล้ว ซึ่งนั่นสำคัญกว่าอีก ฉันว่าเป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อนสิ เรื่องแบบนี้ใครพูดก่อนก็ชนะ แล้วฉันก็คุยกับพี่สาวคนนั้นที่ชื่อลูเซียน่าบ่อยขึ้น ไม่ได้คุยเรื่องอะไรสำคัญหรอก แค่พวกเรื่องซุบซิบนินทาในเมือง แฟชั่นที่กำลังฮิต ความสัมพันธ์ของผู้คนในเมือง อะไรหลาย ๆ เรื่องน่ะ อย่างเรื่อง“ผู้ชายแบบนั้นดี” หรือ “ผู้ชายแบบนี้ไม่ดี” อะไรพวกนั้นเธอก็บอกให้ฟัง เวลาที่คุยกับลูเซียน่า จะรู้สึกว่าเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมานิดนึง เพราะไม่มีใครคุยเรื่องแบบนั้นกับฉันเลยไงล่ะ สำหรับฉัน การได้คุยกับลูเซียน่าเป็นสิ่งที่ฉันตั้งตาคอยมากที่สุด กับอาจารย์น่ะเหรอ คุยแต่เรื่องเวทมนตร์เท่านั้นแหละ คนนั้นเขาไม่มีแนวคิดเรื่อง “สนุกกับการพูดคุย” อยู่ในหัวหรอก แม้แต่ตอนกินข้าวก็ไม่พูดไม่จาอะไรเลย อึดอัดชะมัด ฉันเลยเก็บเรื่องลูเซียน่าไว้เป็นความลับ ไม่บอกให้อาจารย์ฟัง ขืนอาจารย์รู้ว่ามีคนที่เครื่องรางไม่ได้ผลละก็ อาจจะให้ฉันพกอุปกรณ์เวทที่ทรงพลังกว่านี้ หรือไม่ก็อาจจะโดนห้ามไม่ให้ไปซื้อของในเมืองอีกก็ได้ แบบนั้นมันน่าเบื่อจะตาย ว่าไหม เล่าเรื่องอาจารย์ให้ลูเซียน่าฟังมากแค่ไหนน่ะเหรอ ฉันเล่าว่าเป็นผู้ใช้เวท ทางนั้นเองก็คงเดาได้แหละว่าเป็นแนว ๆ นั้น เพราะขายยาให้มาตลอด อ้อ ยาที่ฉันส่งให้ต่างจากยาหมอ คือต้องใช้เวทมนตร์ในการปรุงน่ะ เพราะงั้นเลยรู้ว่าอาจารย์เป็นผู้ใช้เวท แต่เรื่องที่ใช้ศาสตร์ความตายฉันไม่ได้บอก เกิดรู้ว่าคนรับใช้ที่บ้านของฉันเป็นโครงกระดูกหรืออะไรพวกนั้น มีหวังคงคิดว่าฉันประหลาดแน่ ๆ แล้วทางนั้นเองก็ไม่ได้ถามอะไรเจาะจงด้วย คงรู้แหละว่ามันมีเรื่องอะไรหลาย ๆ อย่าง เด็กอายุเท่าฉันถึงได้กลายเป็นลูกศิษย์ของผู้ใช้เวท ที่เธอไม่อยากรู้อยากเห็นเรื่องของคนอื่นก็เป็นข้อดีของลูเซียน่า แล้วก็เพราะเธอเป็นคนขายยา เลยรู้เรื่องเครื่องสำอางอย่างละเอียดด้วย บางทีเธอก็แต่งหน้าให้ฉันด้วยแหละ “ฉันว่าสีแดงแบบนี้เหมาะกับลูน่าจังดี” เธอพูดเช่นนั้น แล้วทาปากให้ฉันในบางโอกาส ตอนนั้นฉันก็เริ่มโตเป็นสาวแล้ว เลยรู้สึกดีจากใจจริง ๆ เวลาเห็นเด็กผู้หญิงสวย ๆ ที่รุ่นราวคราวเดียวกันเดินผ่าน ฉันก็อดอิจฉาไม่ได้ แต่พอเป็นอาจารย์ ถึงฉันจะทาปากแดงก็ไม่สังเกตเห็นเลยสักนิด ก็ไม่ได้อยากให้สังเกตเห็นหรืออะไรหรอก แต่จะว่าไงดีล่ะ “เป็นคนที่น่าผิดหวัง” น่ะ กะแล้วว่ามันต้องมีเหตุผลสำหรับคนที่ไม่ได้แต่งงาน คนที่ไม่สังเกตเรื่องแบบนั้นน่ะไม่ได้เรื่องหรอกว่าไหม แต่ดูท่านอัศวินน่าจะมีสายตาเฉียบคม สังเกตเห็นเรื่องแบบนั้นอยู่นะ อ้อ ขอออกตัวก่อนนะ ว่าถึงไม่แต่งหน้า ฉันก็มีผู้ชายหลายคนชายตามองอยู่แล้ว เพราะฉันสวยไงล่ะ แค่ผู้ชายไม่เข้าหาฉันเพราะเครื่องรางเฉย ๆ หรอก ที่จริงฉันเนื้อหอมสุด ๆ เข้าใจไหม ถ้าเข้าใจก็ดี แล้วฉันก็เริ่มเรียนศาสตร์ความตายในช่วงนั้นนี่แหละ ตอนแรกก็ฝึกกับพวกหนูไรงี้ก่อน มาถึงจะให้ฝึกกับคนมันก็ไม่ได้ใช่ไหมล่ะ ยิ่งตัวใหญ่ก็ยิ่งยาก ใช้วิชากับโครงกระดูกมังกร? เรื่องแบบนั้นต้องมีพรสวรรค์ มีอาจารย์เก่ง ๆ คอยสอน และต้องฝึกอย่างน้อย 50 ปี ถ้าไม่มีพรสวรรค์ ถึงจะใช้เวลา 50 ปีก็ทำไม่ได้อยู่ดี ต้องหมกมุ่นอยู่กับเวทมนตร์ตั้งแต่เด็ก พอแก่ตัวลงถึงค่อยรู้ว่าทำได้หรือไม่ได้ เดิมทีกระดูกก็เป็นของยากอยู่แล้ว ยิ่งเวลาผ่านไปนานก็ยิ่งใช้วิชากับมันยากขึ้นน่ะ แรก ๆ ควรฝึกกับศพที่เพิ่งตายไม่นาน อย่างของฉันคือฝึกกับหนูที่เพิ่งตาย หนูมันตัวเล็กแถมยังไม่ฉลาดอีกด้วย เลยไม่ค่อยช่วยอะไรสักเท่าไร แต่หลังจากนั้นก็ได้ขยับเป็นพวกหมาแมว แล้วสุดท้ายถึงค่อยได้ใช้วิชากับศพคน กว่าจะฝึกได้ถึงขนาดนั้นก็ปาไป 20 ปีแน่ะ อาจารย์น่ะเป็นผู้ใช้ศาสตร์ความตายที่เก่งมาก เพราะควบคุมโครงกระดูกได้ ก่อนที่ฉันจะเรียนเวทมนตร์ ฉันก็ไม่ค่อยรู้หรอกว่าอาจารย์เป็นผู้ใช้เวทที่เก่งขนาดไหน แต่ยิ่งเรียนเวทมนตร์มากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใจถึงความยิ่งใหญ่ของอาจารย์ อาจารย์ควบคุมโครงกระดูกมังกรได้ไหม? ไม่รู้เหมือนกัน เดิมทีกระดูกมังกรมันก็ไม่ใช่ของที่สามารถหามาได้ง่าย ๆ ใช่ไหมล่ะ ไม่เคยลองหรอก อาจารย์เองก็ไม่ได้แก่ขนาดนั้น ก็คงทำได้ยากแหละฉันว่า ถึงจะมีพรสวรรค์แค่ไหน สุดท้ายก็ต้องใช้เวลาฝึกฝนเป็นปี ๆ ผู้ใช้ศาสตร์ความตายที่ท่านอัศวินกำลังตามหาอยู่ควบคุมโครงกระดูกมังกรได้เหรอ นั่นต้องมีความสามารถสูงพอตัวเลยนะ ระดับจอมเวทเลยละ เป็นระดับที่ถ้าอายุไม่ยืนพอก็ไปไม่ถึง แล้วนี่เล่าถึงไหนแล้วนะ อ้อ ถึงตอนที่ฉันฝึกศาสตร์ความตายกับหนูอย่างสุดความสามารถ จริง ๆ แล้วฉันไม่ได้ควบคุมหนูหรอก ฉันเชิญวิญญาณเข้ามาในศพแล้วใช้งานต่างหาก ถึงจะบอกว่าเป็นวิญญาณ แต่ก็เป็นระดับต่ำน่ะ พอระดับของวิญญาณที่ใช้งานได้สูงขึ้น ก็จะสามารถเชิญวิญญาณเข้ามาในศพที่ใหญ่ขึ้นได้ นี่เป็นศาสตร์ความตายเบื้องต้น เพราะใช้วิญญาณไม่ใช่จิตวิญญาณเลยง่ายหน่อย พอระดับสูงขึ้น ก็สามารถควบคุมจิตวิญญาณของผู้ตายที่ยังหลงเหลืออยู่ในศพได้ด้วย พวกกูลหรือโครงกระดูกที่กลายเป็นปิศาจก็แบบนี้ ถึงจะเป็นวิชาระดับสูง แต่ก็ไม่ต้องเสียแรงเสียเวลาเชิญวิญญาณมา เพราะงั้นถ้าควบคุมได้ ก็จะสามารถใช้งานอันเดดจำนวนมากได้ในคราวเดียว อาจารย์ควบคุมอันเดดได้กี่ตัว? ถ้าเป็นพวกกูลก็คงควบคุมได้เยอะอยู่ แต่ฉันไม่รู้หรอกว่ากี่ตัว การควบคุมจำนวนมากมันไม่มีความหมายอะไรหรอก เพราะเป้าหมายของผู้ใช้เวทไม่ใช่เรื่องแบบนั้น แต่ต้องการเชี่ยวชาญด้านเวทมนตร์ให้ถึงที่สุดต่างหาก ไม่มีเป้าหมายอื่นนอกเหนือจากนั้นหรอก แต่คนเราก็เป็นแบบนี้ไม่ใช่เหรอ คนที่วาดรูป คนแต่งบทกวี หรือนักวิชาการเองก็เหมือนกัน อยากเชี่ยวชาญในด้านนั้น ๆ เลยพยายามฝึกฝน ไม่ได้มีความหมายอะไรในการทำแบบนั้น เพราะนั่นเป็นเป้าหมายในตัวมันเองอยู่แล้ว ถึงจะไม่ใช่ความตั้งใจของตัวเอง แต่ฉันก็ก้าวเข้ามาบนเส้นทางเวทมนตร์แล้ว เลยตั้งใจจะก้าวต่อไปอย่างสุดความสามารถน่ะ ช่วงนี้ฉันเองก็ควบคุมศพของสัตว์ใหญ่ได้บ้างแล้ว ฉันพยายามอย่างหนักอยู่นะ ถึงจะเป็นแบบนี้ก็เถอะ ฝีมือด้านเวทมนตร์ของฉันก็ประมาณนี้แหละ หลังจากนั้น ฉันก็สนิทกับลูเซียน่า และต่อมาไม่นานก็มีคนที่ไม่ได้รับผลจากเครื่องรางปรากฏตัวขึ้นอีก คราวนี้เป็นเด็กผู้ชายที่รุ่นราวคราวเดียวกับฉัน