ถังเทียนไม่รู้ว่าทวีปซางโจวตอนนี้มีศึกใหญ่เขาแต่งตัวอย่างดีดูสุภาพและยังหันไปส่องมองตัวเอง “เจ้าแน่ใจนะว่าข้าจะต้องแต่งตัวแบบนี้?” ถังเทียนรู้สึกเหมือนถูกบังคับ ฮั่นเซินตอบด้วยความมั่นใจ “ขอรับ, นายท่าน! ท่านต้องแต่ง! ไม่ต้องสงสัยแล้วว่าท่านจะกลายเป็นจุดดึงดูดความสนใจหลักในงานเลี้ยงสังสรรค์นี้, มารยาทเป็นสิ่งที่จำเป็น!” ถังเทียนมองดูท่าทีกระตือรือร้นของฮั่นเซินและตอบอย่างจนใจ “ก็ได้ เมื่อเข้าเมืองตาหลิ่ว ก็หลิ่วตาตาม!” “นายท่าน เมื่อท่านเข้าหมู่บ้านใดๆก็ต้องอำนวยตามธรรมเนียมท้องถิ่น!” ฮั่นเซินปรับความเข้าใจเขา เขาเป็นคนมากเล่ห์เหลี่ยมอยู่แล้ว แต่เป็นผู้จัดการโรงแรมมานานเขาจึงกลายเป็นคนที่เข้าใจธรรมเนียมและมารยาทดี “เจ้าคิดว่าเสียงชาวเมืองมีพลังมากขนาดนั้นหรือ?”ถังเทียนคัดค้าน มีพลังมาก…. ฮั่นเซินรู้สึกว่าการเถียงเอาชนะเจ้านายด้วยคารมนั้นเป็นเรื่องที่โง่มาก หลิงเซี่ยที่อยู่ด้านข้างกลั้นหัวเราะจนปวดท้อง “ก็ได้” ฮั่นเซินถอนหายใจ “นายท่าน,ได้โปรดระมัดระวังเป็นพิเศษ และจำไว้ว่าท่านต้องไม่เคลื่อนไหวกระโชกโฮกฮากเกินไป ให้เดินช้าๆและนุ่มนวล” ถังเทียนตอบเสียงดัง “วางใจได้น่า วางใจเถอะ เรื่องง่ายๆอย่างนี้สำหรับหนุ่มชาวฟ้านี้ ก็แค่ชั่วโมงมือสมัครเล่น” “เจ้าสามารถพาองครักษ์ป้องกันตัวไปได้ยี่สิบคน” หลิงเซี่ยย้ำ “แน่นอนว่า องครักษ์เหล่านี้จะไม่สามารถเข้าไปในอุทยานได้แต่ยืนคุ้มกันอยู่ด้านนอก” “อย่างนั้นข้าไม่ต้องมีก็ได้” ถังเทียนโบกมือ ลานบ้านจำเป็นต้องได้รับการปกป้องในช่วงไม่กี่วันมานี้ มีบุคคลที่น่าสงสัยมากมายซุ่มซ่อนอยู่ที่ด้านนอกลานบ้านถ้าพวกเขาไม่ระมัดระวังและมีใครบางคนบุกรุกเข้ามา นั่นจะมีเรื่องยุ่งยากเนื่องจากต้องพูดไว้ก่อนว่าห้องค้นคว้าวิจัยของริชาร์ดจูเนียร์มีมูลค่าประเมินเป็นเงินไม่ได้ หลิงเซี่ยไม่คัดค้านเขา “ก็ได้!” นางไม่กังวลความปลอดภัยของถังเทียนเลยแม้แต่น้อย แม้แต่การเดินทางของพวกเขาก็ยังมีผู้คุ้มกันของตระกูลหลิน และในงานเลี้ยงรับรองก็มีความเข้มงวดมากขึ้น พลังส่วนตัวของเหมิ่งหนานเองก็แข็งแกร่งมากอยู่แล้ว การจะหาเรื่องต่อสู้กับเขาไม่ใช่ง่ายแน่นอน เมื่อนั่งภายในเรือเล็กของตระกูลหลิน ถังเทียนรู้สึกเหมือนกับว่าถูกมัดรวมกันเหมือนฟ่อนรวงข้าวซึ่งรู้สึกอึดอัดมาก สูทสีดำสง่างามแบบชาวตะวันตกเมื่อเทียบกับชุดที่ถังเทียนสวมใส่เป็นประจำนับว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง แต่ตรงกันข้ามกับเขาหลิงเซี่ยนั่งลงพร้อมกับดวงตาเป็นประกาย ถังเทียนมีราศีของผู้นำ และร่างของเขาไม่ใหญ่โตเกินไป ตรงกันข้าม เขามีรูปร่างสมส่วน ปกติก็ไม่มีอะไรมาก แต่เมื่อเขาสวมสูท เขาจะดูภูมิฐานและมีลักษณะของชายชาตรี สีหน้าของถังเทียนค่อนข้างกระด้างและถ้าเป็นคนอื่นก็อาจจะรู้สึกอึดอัดมาก แต่ถังเทียนรู้สึกคุ้นเคยกับการเข่นฆ่าต่อสู้นั่นจึงกลายเป็นความเยือกเย็นที่ไม่อาจอธิบายได้ “คนที่ตัดสูทนี้มันน่าฆ่าให้ตายนัก” ถังเทียนเกลียดสูท และใช้คำพูดของเสี่ยวซิ่วซิ่วออกมาโดยไม่รู้ตัว “ความจริง ข้าคิดว่ามันดูเหมาะกับเจ้าดี” หลิงเซี่ยหัวเราะ “อย่างน้อยเจ้าก็ดูหล่อ ดูเหมือนว่าเจ้าจะเป็นที่ดึงดูดผู้คนมากมายนะ” ถังเทียนนั่งนิ่งอยู่กับที่เหมือนหุ่น เขากลัวว่าเขาจะทำสูทฉีกขาด ฮั่นเซินย้ำกับเขาครั้งแล้วครั้งเล่าว่าวัสดุที่ตัดสูทนั้นไม่คงทน ถังเทียนทำขาดกระจุยไปสามชุดแล้วกว่าจะเข้าใจว่ามันเปราะบางเพียงไหน ทำให้หลายคนไม่พอใจที่ เพราะเขางานเลยดูเลอะเทอะเปรอะเปื้อน! ‘ก็ได้เนื่องจากข้าไม่มีสูทอื่นเหลือแทนชุดนี้แล้ว ข้าไม่ขยับดีกว่า’ แต่เมื่อเขาได้ยินสิ่งที่หลิงเซี่ยพูด เขาพูดอย่างรังเกียจ “หน้าตาแบบนี้น่ะหรือแค่เสนอหน้าและกินนั่นเป็นเรื่องของเสี่ยวเฮ่อหรือไม่ก็เรื่องของขลุ่ยวิเศษ สำหรับหนุ่มชาวฟ้านี้ ข้าอาศัยกำปั้นสำหรับคุยเท่านั้น” ในพริบตาเขาล้อเลียนอาเฮ่อและขลุ่ยวิเศษไปแล้ว ‘ทำไมพวกเจ้าถึงดูดีกว่าข้านักนะ?’ แม้ว่าหลิงเซี่ยจะไม่รู้ว่าเสี่ยวเฮ่อและขลุ่ยวิเศษเป็นใคร แต่นางสามารถคาดเดาได้ว่าพวกเขาเกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่นางอดทำเสียงดุไม่ได้ “นี่เป็นครั้งแรกที่เจ้าไปงานอย่างนี้ เจ้าต้องจำไว้ให้ดี ไม่ว่าจะเกิดการยั่วยุใดๆขึ้น เจ้าไม่อาจใช้กำปั้นได้!” “อย่างนั้นจะให้ข้าใช้อะไร?” ถังเทียนหงุดหงิด “ข้าใช้อาวุธอย่างอื่นไม่เป็นเสียด้วย” หลิงเซี่ยเอามือก่ายหน้าผาก นางคิดทันทีว่าการมางานเลี้ยงพร้อมกับถังเทียนอาจเป็นความผิดพลาด แต่ในเมื่อธนูหลุดจากแล่งไปแล้ว ไม่ว่ายังไงนางก็หวนกลับไม่ได้ “ข้าหมายถึงอย่าใช้กำลัง” หลิงเซี่ยอธิบายอย่างอดทน “มีคนสำคัญปรากฏตัวอยู่หลายคน ดังนั้นเราต้องยับยั้งอดกลั้นตัวเองสักเล็กน้อย” ถังเทียนมองดูเหลิงเซี่ยและพูดอย่างไม่สบายใจ “ข้าก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่งนะ!” หลิงเซี่ยเงียบ นางไม่รู้จะตอบยังไง ถ้านางบอกว่าถังเทียนไม่ใช่คนสำคัญ หลิงเซี่ยสงสัยว่าเขาอาจจะทำอะไรโง่ๆก็ได้ การหาเรื่องยุ่งยากกับคนสำคัญเพื่อพิสูจน์ว่าเขาก็เป็นคนสำคัญคนหนึ่งนางเชื่อว่าเขาคงจะทำเรื่องอย่างนี้ ‘โอวไม่,ข้าไม่ยอมให้เขาก่อเรื่องแบบนั้น!’ ทันใดนั้นหลิงเซี่ยรู้สึกถึงแรงกดดันบนตัวนาง และภาระรับผิดชอบหนักหน่วงที่นางแบกรับไว้! แม้ว่านางจะไม่เข้าใจว่าบิดานางและคุณชายใหญ่เห็นอะไรในตัวเหมิ่งหนาน แต่นางรู้ว่าเป็นเรื่องร้ายแรง “ถูกแล้ว, เจ้าก็เป็นคนสำคัญ!” หลิงเซี่ยโพล่งคำออกมา แต่รู้สึกเหมือนว่านางอยากอาเจียน นางพยายามหักห้ามใจจากการกระทำเช่นนั้นและพูดด้วยสีหน้าจริงจัง “แต่ดูสิ,คนสำคัญนั้นเกี่ยวกับมารยาททั้งหมดก็คือความอดกลั้นของพวกเขา แม้ว่าใครจะเกลียดกันแค่ไหน พวกเขาก็ยังรักษาท่าทีใจเย็นอยู่ในดวงตาของเขา ถ้าแค่ต้องพูดกัน และพวกเขาชักดาบออกมานั่นก็เป็นแค่การแสดงพฤติกรรมที่หยาบคายและน่ารังเกียจ!” หลิงเซี่ยหยุด นางสังเกตว่าถังเทียนมองดูนางด้วยท่าทีประหลาดและถาม “อะไรเหรอ?” ถังเทียนถามด้วยท่าทีสงสัย “เจ้าเคยเห็นคนที่สำคัญและยิ่งใหญ่จริงๆบ้างไหม?” หลิงเซี่ยสะดุ้ง ถังเทียนรู้สึกว่าหลิงเซี่ยกำลังพูดไร้สาระอย่างสิ้นเชิง พญาราชสีห์เลโอน, วิหารเซียน,สิบสองตำหนักระนาบสุริยุปราคา ถ้าพวกใดพวกหนึ่งขืนไม่กวัดแกว่งควงอาวุธเนื่องจากทำตัวซึมเซาสงบใจเย็นน่ะหรือ ถังเทียนมีต่อสู้มานานหลายปีเขาไม่เคยได้ยินเรื่องแบบนั้น “เจ้ารู้ไหมว่าคนยิ่งใหญ่เป็นยังไง?” ถังเทียนชี้นิ้วและหัวเราะแค่นๆ“ผู้ยิ่งใหญ่คือคนที่กระตือรือร้นหาทางแก้แค้น พวกเขาจะไม่เก็บความเกลียดและความเจ็บช้ำไว้ทั้งคืน ถ้ามีข้อขัดข้องใจพวกเขาจะต้องแก้แค้น แม้ว่าจะเป็นข้อข้องใจเล็กน้อยที่สุด ก็ต้องแก้แค้นให้ยิ่งใหญ่ ถ้าท่านไม่สามารถหาวิธีแก้แค้น ท่านก็จะพกแต่ความแค้น!” หลิงเซี่ยวตะลึง “คิดดูสิ,คนสำคัญทั้งหมดนี้ล้วนแต่ทรงอำนาจมาก ทำไมพวกเขาจึงทนกอดกันได้?”ถังเทียนมีท่าทีหยิ่งภูมิใจขณะที่ตบอกของเขา “เมื่อคนยิ่งใหญ่และสำคัญกระทำหลายเรื่อง ใครก็ตามที่กล้าตอแยพวกเขา เราจะซัดพวกมันให้กลิ้ง เตะพวกมันให้ล้มฆ่าพวกมัน เป็นการเชือดลิงให้ไก่ดู!” หลิงเซี่ยเริ่มคิด ‘ใช่เรื่องที่เขาพูดก็ถูก เดี๋ยวก่อน… นี่ข้าถูกเขาล้างสมองแล้วหรือนี่?’ หลิงเซี่ยพลอยเห็นด้วยกับเขาโดยไม่รู้ตัว “เป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู” “ความจริงเจ้าไม่เคยเห็นคนสำคัญและยิ่งใหญ่มาเลย” ถังเทียนพูดอย่างมีความสุข “การเชือดไก่ให้ลิงดู ได้ผลดีกว่าการฆ่าลิงให้ไก่ดูอย่างไร? ถ้าเจ้าฆ่าลิง ไก่ยังจะกล้าทำอะไรอีกหรือ?” หลิงเซี่ยพูดไม่ออกอีกครั้ง เสียงกรีดร้องในใจนางดังก้อง ‘นั่นคือเหตุผลที่ผิดพลาดอย่างสิ้นเชิงและเป็นการสอนที่อันตราย! แต่ข้าจะคัดค้านเขาได้ยังไง?’ หลิงเซี่ยตระหนักได้ทันทีว่านางไม่รู้ว่าจะโต้แย้งได้ยังไงจึงได้แต่ตะลึงอยู่กับที่ ‘ไม่สามารถเอาชนะเจ้างี่เง่านี่ด้วยเหตุผล…’ ‘ถ้าเขาเริ่มต่อสู้จริงๆเพราะมีข้อถกเถียงกันในงานเลี้ยง…’ เมื่อคิดถึงภาพนั้นแล้วหลิงเซี่ยถึงกับสั่น ‘ไม่!ข้าจะไม่ยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้น!’ นางสูดลมหายใจฟื้นฟูความเยือกเย็น นางตัดสินใจ จะต้องให้เขาอยู่ข้างตัวนางตลอดเพื่อป้องกันสิ่งที่คาดไม่ถึงไม่ให้เกิดขึ้น “เจ้าจะมองข้าไปอย่างนั้นเพื่ออะไร?” ถังเทียนถามอย่างไร้เดียงสา หลิงเซี่ยตัดสินใจแล้ว เมื่ออยู่ที่งานเลี้ยง นางจะไม่ยอมห่างจากเขาแม้แต่นิ้วเดียว “ยินดีต้อนรับ ท่านเหมิ่ง!” พ่อบ้านฉู่แห่งจวนเจ้าครองทวีปทักทายด้วยความเคารพ เขารู้ว่าบุรุษหนุ่มเยาว์วัยที่อยู่ต่อหน้าเขามีนิสัยที่ร้ายกาจ ดังนั้นเขาพยายามรักษารอยยิ้มไว้และชื่นชม “ราศีของเท่านเหมิ่งในคืนนี้ทำให้ทุกคนประหลาดใจอย่างแน่นอน ข้าสงสัยว่าท่านเหมิ่งจะดึงดูดความสนใจในคืนนี้ได้มากน้อยเพียงใดกันแน่” แม้ว่าเขาจะไม่ได้วางแผนมาเพื่อแสดงอารมณ์ขัน แต่การเยินยอยกย่องทำให้ถังเทียนรู้สึกพอใจมากคุณสมบัติของคนงี่เง่าโผล่ออกมาทันที เขาเริ่มทำท่าแปลกประหลาดต่อหน้าผู้ดูแลจวนเจ้าครองทวีป “อย่างนั้นหรอกหรือ? ข้าหล่อมากใช่ไหม?” โอวพระเจ้า! หลิงเซี่ยอยากจะแทรกแผ่นดินหนียิ่งนัก บ่าวรับใช้ที่อยู่ใกล้ๆไม่อาจกลั้นหัวเราะคิกคักได้ พ่อบ้านฉู่ได้แต่กระพริบตาปริบๆ ทำแววตาประหลาด แต่เขารีบยิ้มทันที“ข้าเชื่อว่าทุกคนอยากจะให้แนะนำตัวท่านเหมิ่งในคืนนี้ อาคันตุกะผู้มีเกียรติทั้งสองท่าน เชิญ!” เป็นงานเลี้ยงกลางแจ้ง ท้องฟ้าเพิ่งจะมืดค่ำยังเป็นช่วงต้นยามอยู่ มีโคมราตรีประดับอยู่ตามสนามหญ้าและศาลา อาคาร และน้ำพุมีอาหารเครื่องดื่มมีอยู่ทุกที่และผู้รับใช้ซึ่งอยู่ในชุดเครื่องแบบประจำคอยเดินวนเวียน สถานที่ชุมนุมขนาดใหญ่คือสนามหญ้ากว้างใหญ่มีโต๊ะเก้าอี้วางอยู่ภายใต้โคมส่องสว่างไสวเหมือนกลางวัน เวลานั้น หลายๆคนเพิ่งมาถึงและพวกเขาจับกลุ่มกัน 3-5 คน ทั้งหมดถือแก้วไวน์ในมือพูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกัน ขณะที่ถังเทียนปรากฏตัวขึ้นเกิดความเงียบอยู่ชั่วครู่ แต่ในเวลาอันรวดเร็ว ทุกคนตระหนักว่าพวกเขาตะลึงไปครู่หนึ่งและเริ่มพูดคุยเสียงดังกลบเกลื่อนความอึดอัดทันที แต่ขณะที่ทุกคนเริ่มพูดคุยเสียงดังกัน กลายเป็นว่ายิ่งพูดเสียงดังทุกคนก็ตกใจกลัวอีกครั้งหนึ่ง “เศรษฐีคนนั้นชื่อเหมิ่งหนานใช่ไหม?” “ใช่แล้ว เขานั่นแหละ! ถ้าไม่ใช่เขา ตลาดคงไม่ปั่นป่วนอย่างในตอนนี้แหละ” “เขาไปได้เงินมากมายมาจากไหน?” “อำมหิตเกินคน!” …… การซุบซิบพูดคุยเต็มไปด้วยความกลัวและระมัดระวัง ตรงกันข้ามการสนทนากันระหว่างสตรีดูดีมากกว่า แม้ว่าถังเทียนจะไม่ใช่เป็นคนที่หล่อที่สุด แต่ร่างกายที่สมส่วนและราศีที่เปล่งออกมาทำให้เขาเฉิดฉายอยู่ในท่ามกลางกลุ่มพวกเจ้าหน้าที่ ถังเทียนเห็นโต๊ะอาหาร ตาเขาเป็นประกายทันทีเขาเข้าไปนั่งอย่างไม่ลังเลใจเริ่มกินอาหารอย่างไม่เกรงใจใคร มีท่าทีที่หลากหลายแตกต่างอยู่รอบตัวเขามารยาทในการกินของถังเทียน ในสายตาของคนอื่นถือว่าเป็นการแสดงออกที่ไร้มารยาท หลิงเซี่ยอยู่ในสถานการณ์ที่อึดอัด นางถือกำเนิดจากตระกูลผู้ดีและแทบจะเป็นสัญชาตญาณสำหรับนางในการประพฤติตามมารยาทของการนั่งโต๊ะอาหาร ภายใต้การพินิจพิจารณาของทุกคนถังเทียนเป็นคนที่ดื้อด้านมาก นอกจากท่าทีดูเหมือน สายตาเหยียดหยามนางรู้สึกว่าหน้าแดง ถังเทียนไม่สนใจอะไร เทียบกับคนแล้วอาหารที่อยู่ต่อหน้าเขาน่าสนใจมากกว่า เมื่อเจ้าครองทวีปและท่านหญิงโหรวเดินเข้ามาสิ่งที่ต้อนรับพวกเขาก็คือฉากภาพหนึ่ง เจ้าครองทวีปมีท่าทีที่ดูแคลน ขณะที่ท่านหญิงโหรวอยู่ข้างๆ เขา นอกจากมองด้วยความประหลาดใจแล้วสีหน้าของนางไม่เปลี่ยนไปมาก หลิงเซี่ยหน้าซีดด้วยความกลัวและตีถังเทียนทันที ปากของถังเทียนยังคงมีเค้กเต็ม เขามองดูหลิงเซี่ย และไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ‘นี่เป็นครั้งแรกของข้าที่ได้กินอาหารดีๆอย่างนี้’ หลิงเซี่ยผงกหัวไปทางเจ้าครองทวีป ถังเทียนมองตามสายตานางจึงได้รู้ เขาผงกศีรษะ หลิงเซี่ยถอนหายใจโล่งอกและลุกขึ้นทันทีเตรียมพาถังเทียนไปทักทายเจ้าครองทวีป หลังจากนั้นนางถึงรู้ว่าไม่มีความเคลื่อนไหวด้านหลังนาง ‘เขาทำอะไร?’ หลิงเซี่ยหงุดหงิด นางหันหน้าไปดู แต่ต้องตะลึงอีกครา ถังเทียนยังง่วนกับการกิน “ไร้มารยาท!” “ทะลึ่งจริงๆ!” เสียงคำรามสองเสียงดังพร้อมกันทำให้หลิงเซี่ยกลัว นางหันหน้าไปดูและเมื่อนางเห็นสองคนที่คำราม หน้าของนางพลันซีดขาว ถังเทียนที่สนใจกับการกินไม่มีเวลาป้องกันตัว มือของเขาสั่นและเค้กร่วงลงพื้น เขามองดูเค้กบนพื้นหญ้า หน้าของเขาเขียวคล้ำทันที