การเป็นเครื่องมือทดลองของถังโฉ่วไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีแน่นอน “ช้า, พวกเจ้าช้าเกินไป! นี่พวกเจ้ากินอะไรมาบ้างหรือเปล่า? นี่คือฝีมือที่ดีที่สุดของพวกเจ้าแล้วใช่ไหม? พวกเจ้าช้าเกินไป นี่พวกเจ้าทุกคนแก่แล้วใช่ไหม?” “ช้าอีกนิด! ช้าอีกนิด! ทำไมพวกเจ้าจะรีบไปตายที่ไหน? เวลาของเจ้าเอง พวกเจ้าจำเป็นต้องให้เวลาตัวเอง นี่แม่หัวแดง เป็นถึงหัวหน้าแล้ว เจ้าไม่เข้าใจเรื่องเวลาเหรอ?โง่หรือเปล่า?” …… อายะจับด้ามดาบแน่นนางอยากจะฟันเจ้าบ้านี้ให้ขาดเป็นชิ้นๆ นัก คนที่อยู่ใกล้นางอีกคนหนึ่งก็โกรธเช่นกัน แต่ไม่กล้าพูดอะไรสักคน ทุกคนถูกทรมานจนถึงขีดสุด แต่ยังไม่มีใครกล้าแก้แค้น เพราะเซี่ยอวี่อันพากองกำลังนางแอ่นของเขาจ้องมองเหมือนกับพยัคฆ์รอตะครุบเหยื่ออยู่ด้านข้าง คนของกะโหลกชมพูที่ไม่เชื่อฟังและพยายามต่อต้านจะถูกฉุดออกไปทุบตีและถูกแขวนไว้บนเสา คนจากกลุ่มกะโหลกชมพูเป็นทหารแก่ทุกคนและเป็นยอดฝีมือที่ชอบฉวยโอกาสจากสถานการณ์ การถูกกองทัพสีฟ้าที่แท้จริงล้อมด้วยอาวุธครบครัน พวกเขาจะกล้าทำอะไรบุ่มบ่ามได้อย่างไร? อุปกรณ์ชุดแรกถูกส่งมาให้โดยสมาคมการค้าสวีจี้ดังนั้นกองทัพนางแอ่นจึงเปลี่ยนอาวุธเครื่องมือของพวกเขา กำลังใจจึงพุ่งขึ้นสูงส่ง กองกำลังนางแอ่นมองดูขณะที่กองทหารรับจ้างกะโหลกชมพูถูกท่านถังโฉ่วเคี่ยวเข็ญแทบตายก็แอบดีใจ เมื่อคิดถึงเมื่อตอนที่พวกเขาอยู่สลับที่กันโดยมีกองทหารกะโหลกชมพูเป็นฝ่ายมองดูก็ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกมีความสุขกำลังใจท่วมทะลัก ท่านถังโฉ่วมอบหมายภารกิจให้พวกเขาและนั่นก็คือปราบปราม ให้พวกเขาจัดการกะโหลกชมพูที่ต้องการกระด้างกระเดื่องได้ กองทหารกะโหลกชมพูมีความตั้งใจมากขึ้นหลังจากเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับพวกกระด้างกระเดื่อง พวกเขาอดทนขึ้น กัดฟันและพยายามมากขึ้น เป็นธรรมดาที่กองทหารกะโหลกชมพูเห็นแก่สถานการณ์เนื่องจากพวกเขาต้องเจ็บตัวทุกข์ทรมานภายใต้การสั่งการของท่านถังโฉ่ว ขณะที่พวกเขายังสามารถได้รับประโยชน์จากการฝึกนี้ด้วย ถ้าพวกเขาตกไปอยู่ในมือของกองกำลังนางแอ่น มีแต่เจ็บตัวเปล่าๆ โดยไม่ได้อะไร อายะที่มีอารมณ์ดุร้ายก็ยังไม่กล้าทำอะไรกับท่านถังโฉ่ว ข้อเรียกร้องของเจ้าบ้านี่เกินไปจริงๆ นางไม่เคยคิดว่าการฝึกซ้อมที่คุ้นเคยมากที่สุดของกองทหารกะโหลกชมพูภายในเงื้อมมือเจ้าโรคจิตนี่จะกลายเป็นของแปลกใหม่ เพียงแค่นั้นเขากลับร้องขอจนเกินไปทำให้ทุกคนมึนงง ‘บัดซบนี่! เขาคิดว่าเราเป็นหุ่นยนต์หรือ?’ ความแตกต่างแต่ละคนในการฝึกซ้อมก็ต้องแตกต่างกันเป็นเสี้ยววินาที แม้แต่การก้าว ระยะห่าง ความเร็วในการขึ้นหน้ามีแต่กฎที่ไร้สาระและรุนแรง พอผิดพลาดนิดหน่อยก็ทำให้เจ้าโรคจิตนี่เอ็ดตะโรลั่น อายะไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่วิธีการต่อสู้ที่พวกเขาคุ้นเคยที่สุดจะเปลี่ยนไปจนเกินยอมรับได้ สิ่งที่ทำให้นางแทบกระอักโลหิตก็คือเขาใช้พวกของนางเพื่อการทดลอง “โอว, ข้ามีข้อผิดพลาดตรงส่วนนี้ ดังนั้นจึงทำให้ยังไม่ได้รีดศักยภาพที่ดีที่สุดออกมา” “นี่คือส่วนที่ผิดพลาดของข้า ทำอีกครั้ง ครั้งนี้เราจะ…” “ตรงส่วนนี้ ข้าได้เพิ่มบางอย่างเข้าไปแล้ว เราต้องทดสอบอีกครั้ง ทุกกลุ่มย่อย จะต้องทำถึง 20 ครั้ง…” “เอาอีกครั้ง!” …… แต่ถ้าต้องให้พูดว่าเอาแต่ใจ สำหรับอายะ ก็อาจจะใช่ “ข้าอาจผิดพลาดก็ได้ แต่พวกเจ้าก็ไม่เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์อยู่แล้ว” เมื่อถังโฉ่วพูดคำเหล่านี้ออกมาด้วยความมั่นใจ ทุกคนตกใจ ไม่เพียงแต่กลุ่มกะโหลกชมพูเท่านั้น แม้แต่เซี่ยอวี่อันและกองกำลังนางแอ่นก็ตะลึงที่ถังโฉ่วพูดแบบนั้นหน้าตาเฉย เราจะดูอยู่ที่นี่… กองกำลังนางแอ่นที่ตอนแรกเฉลิมฉลองความโชคร้ายของพวกเขาเริ่มเสียอารมณ์ที่จะดูการทดลองและเริ่มเห็นใจกลุ่มกะโหลกชมพู โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพวกเขาคิดว่าพวกเขาต้องร่วมกับบริวารบ้าบอของเจ้าโรคจิตนี่ในอนาคต เมื่อคิดถึงความก้าวหน้าในอนาคตแล้วทำให้พวกเขาเศร้า โลกช่างโหดร้ายมืดมนยิ่งนัก เรื่องของกองทัพถูกส่งให้ถังโฉ่ว ถังเทียนก็ไม่รบกวนพวกเขาอีกต่อไป และเขาไม่มีเวลาจะเสีย เขายังคงต้องฝึก ******* ทวีปซางโจว หลังจากที่กองเรือโจมตีเร็วลำแล้วลำเล่าเข้าล้อมฐานไพรกระบี่และยิงลำแสงใส่อย่างต่อเนื่อง ลำแสงปะทะใส่ม่านพลังป้องกันของป้อมไพรกระบี่ทำให้เกิดระลอกแสงบนม่านพลังแสง ป้อมไพรกระบี่ยังคงระดมยิงบอลแสงเหมือนห่าฝน บ่อยครั้งที่มีกองเรือโจมตีเร็วถูกทำลายระเบิดกลายเป็นดอกไม้พลิงในท้องฟ้าคล้ายกับดอกไม้ที่สวยงาม สีหน้าของปู้จื้อเฟยบิดเบี้ยวน่าเกลียด การสู้รบแบบนี้น่าขมขื่นที่สุดเผชิญกับป้อมป้องกัน นอกจากต้องทุ่มกำลังโจมตีแล้ว ไม่มีทางเลือกอื่น การปะทะกันโดยตรงเช่นนั้นจะต้องเสียชีวิตผู้คนนับไม่ถ้วน ต่อให้เป็นเขา ก็ไม่มีทางเลือกอื่น แม่ทัพที่มีชื่อเสียงทุกคนไม่ยินดีจะใช้วิธีเช่นนั้นต่อสู้ เว้นแต่พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่น แต่สงครามเป็นเรื่องโหดร้ายและหลายครั้งที่ท่านไม่มีทางอื่นให้เลือก “ภายในช่วงเวลาสามชั่วโมงกว่านี้ม่านพลังงานของศัตรูน่าจะถูกทำลายไปแล้ว” ผู้ช่วยแม่ทัพถามตรงๆ ปู้จื้อเฟยชื่นชมผู้ช่วยของเขา แม้ว่าเขาจะเป็นคนหัวโบราณมาก แต่ความระมัดระวังของเขาดูเหมือนจะเป็นไปตามธรรมชาติ ปู้จื้อเฟยไม่เคยสงสัยจำนวนเลขของผู้ช่วยของเขา ก็เพียงแค่นั้น…. เขาเงยหน้าและมองดูความวุ่นวายจากสงครามและถอนหายใจ “วันนี้มีบาดเจ็บล้มตายกี่คน?” “เกินกว่า 600 คน กองพลที่ 12 และกองพลที่ 15” ปู้จื้อเฟยขอกำลังเสริมสนับสนุนที่ทวีปฝานซิงโจวและรู้ถึงที่มั่นของศัตรู เจ้าครองทวีปมีบัญชาให้กองเรือโจมตีเคลื่อนพลพร้อมกับกองพลที่ 12 และที่15 เจ้าครองทวีปยังคงรู้แล้วว่าการกองพลระดับสูงที่เจ็ดออกไปส่งผลให้เกิดการพ่ายแพ้สูญเสียมหาศาล ในสงครามยืดเยื้อที่พวกเขาจำเป็นต้องได้คนจำนวนมากเฝ้าฐาน ทหารหน่วยกล้าตายจะมีความเหมาะสมมากกว่า การจัดทัพทหารเกินพันคน ใช้เวลาขนาดนั้นนั่นแสดงว่าทวีปฝานซิงโจวเตรียมใช้ทหารกระสุนมนุษย์แล้วไม่ใช่หรือ? ด้วยกำลังกองทัพหน่วยกล้าตายทำให้กองพลที่เจ็ดต้องฝืนใจถอนกำลังทันทีภายใต้บัญชาที่เด็ดขาดของเจ้าครองทวีป กองพลที่ 12 และ 15ไม่กล้าขัดขืนและถูกส่งขึ้นไปอย่างไม่มีทางเลือก สำหรับการบาดเจ็บล้มตาย ตราบใดที่พวกเขาชนะสงครามกองทัพของพวกเขาจะไม่ถูกทำลาย และเจ้าครองทวีปจะไม่ปฏิบัติกับเขาอย่างไม่เป็นธรรม และอาจจะเพิ่มยศให้พวกเขาด้วย ถ้าพวกเขาขลาดกลัวไม่กล้าเดินหน้า สิ่งที่รอพวกเขาอยู่ก็คือความโกรธเกรี้ยวของเจ้าครองทวีปของพวกเขา และถึงเวลานั้นแม้แต่ครอบครัวของพวกเขาก็หลีกเลี่ยงหายนะไม่ได้ แต่กองพลที่สิบสองและสิบห้าอ่อนแอมากกว่ากองพลที่เจ็ดมากนัก ดังนั้นจำนวนผู้บาดเจ็บล้มตายก็ย่อมจะสูงมาก “จะทำลายม่านพลังป้องกันของศัตรูจะต้องมีคนตายมากถึงเท่าใด?” ปู้จื้อเฟยถาม “อย่างน้อย 1200 คน และอาจถึง 1500 คน” ผู้ช่วยของเขาตอบ “ทหารสองกองพลคงจะพิการ” ปู้จื้อเฟยถอนหายใจ “นี่คือภารกิจของพวกเขา” ผู้ช่วยของเขาเตือนอย่างใจเย็น ให้ใช้หน่วยมนุษย์กล้าตายอย่างนั้น ถ้าไม่เช่นกันเจ้าครองทวีปจะส่งเงินมากมายบำรุงเลี้ยงพวกกองทัพหน่วยกล้าตายได้ยังไง? กองกำลังหน่วยกล้าตายถูกนำมาใช้เพื่องานสกปรกอย่างนี้ คนที่จะได้รับชัยชนะอย่างแท้จริงจะต้องเป็นพวกมือดีอย่างกองพลที่เจ็ด พวกทหารมือดีถูกสร้างขึ้นมาโดยใช้เงินไปมากมายนับไม่ถ้วน นั่นคือราชาที่แท้จริงของสมรภูมิ ปู้จื้อเฟยไม่มีความสงสัยใดๆและถาม “ทุกคนเป็นยังไงบ้าง?” “เราทุกคนฟื้นฟูหมดแล้ว!” นายทหารผู้ช่วยดีใจ “เราได้พูดคุยถึงเส้นทางรุดหน้าของเราแล้ว ตราบใดที่แนวป้องกันเกิดช่องโหว่ เราสามารถฉวยโอกาสเข้าไปได้และยึดป้อมปราการมาให้เจ้าของเรา” “โอวแล้วพวกเจ้าเกิดความคิดหาทางบุกไปข้างหน้าได้ยังไง?” ปู้จื้อเฟยหัวเราะ เกี่ยวกับรายละเอียด เขามักปล่อยให้นายทหารสังกัดของเขาจัดการ ในทางหนึ่งอาจจะช่วยปลดเปลื้องเขาจากเรื่องเล็กๆน้อยๆ ได้ อีกอย่างหนึ่งวิธีนั้นจะช่วยให้นายทหารระดับกลางได้มีสมาธิมากขึ้น “เราตรวจสอบและคำนวณพลังยิงโจมตีของป้อมปราการแล้วและการจัดกำลังอาวุธของพวกเขาได้ในที่สุด และรู้ว่าพวกเขามีอยู่สามจุดซึ่งพลังยิงของเขาอ่อนแอที่สุด และเรายังสามารถค้นพบได้อีกว่าความสามารถของป้อมปราการยังไม่ถึง 60% และมีการค้นพบพิเศษนั่นคือความสามารถในการต่อสู้ของพวกเขาค่อยๆ เพิ่มขึ้น เมื่อเป็นไปตามนี้เรามีข้อสันนิษฐานสองสามประการ คือ ประการแรกภายในป้อมปราการอาจจะมีกลุ่มของพวกมือใหม่ หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งก็คือบางส่วนเป็นทหารใหม่ ประการที่สอง พวกเขามีคนไม่พอ และด้วยสถิติเหล่านี้เราคำนวณสถานที่ซึ่งพวกเขาโจมตีมากที่สุดและเข้ากันกับแผนของเรา” หน้าของผู้ช่วยแม่ทัพเต็มไปด้วยความตื่นเต้น กองพลที่เจ็ดประสบความสูญเสียหนักดังนั้นพวกเขาจึงต้องเก็บอารมณ์ของพวกเขา เพื่อประโยชน์ในการค้นหาจุดบกพร่องของศัตรูพวกเขา พวกเขาใช้แผนที่โง่แต่ง่ายคือส่งคงไปทุกพื้นที่และคำนวณเป็นสถิติ “ทำได้ดี” ปู้จื้อเฟยตบไหล่นายทหารผู้ช่วยของเขา แสดงท่าทีชื่นชม ‘พวกเขาเติบโตกันทุกคนแล้ว’ เขาพบข้อสันนิษฐานสองข้อนั้นอยู่ก่อนแล้ว ศัตรูมีมือใหม่อยู่หลายคน เมื่อเขาตรวจสอบในคลื่นลูกที่สอง เขารู้สึกเช่นนั้นได้อย่างเลือนรางแล้ว และในการตรวจสอบครั้งที่สาม เขาจึงยืนยันได้ เกี่ยวกับการขาดแคลนกำลังพลเขาอนุมานได้เมื่อตอนศึกษาดูป้อมปราการ เห็นได้ชัดว่า พลังที่พวกเขาแสดงออกมาเทียบกับหลักวิชาแล้วพลังของป้อมปราการที่สามารถผลิตออกมาได้ไกลเกินไป เขาสามารถคาดสถานการณ์ภายในที่มั่นได้ ต้องมีผู้นำที่โดดเด่นคอยนำกลุ่มมือสมัครเล่นเป็นแน่ ปังปัง ปัง! คลื่นโจมตีอีกลูกหนึ่งมีลักษณะเป็นแสงรังสีกระหน่ำยิงใส่ม่านพลังกลุ่มเพลิงวูบวาบเป็นแสงแพรวพราวในท้องฟ้า สว่างไปทั่วบริเวณ แสงอาทิตย์อัศดงค์ย้อมสถานที่เป็นสีแดงฉาน การสู้รบมาถึงช่วงรุนแรงที่สุด ม่านพลังป้องกันของป้อมปราการบางเหมือนกระดาษ เรือโจมตีที่รายล้อมร่วงลงไปเพียงไม่กี่ลำ นักสู้ทั้งสองฝ่ายเต็มไปด้วยเลือด ท่านฟันเราครั้งหนึ่ง เราแทงท่านครั้งหนึ่งไม่มีการถอนถอยโลหิตฉีดกระจายไปทั่วทุกแห่ง หลังจากใช้เวลาสู้รบต่อเนื่องเก้าชั่วโมง ทุกคนในกองพลที่เจ็ดตกใจกับความโหดร้ายของสงคราม “เราเหลือคนเพียงสองร้อยคนเท่านั้น”นายทหารผู้ช่วยคอแห้ง จำนวนคนตายมากเกินกว่าเขาจะยอมรับได้ เมื่อมองไปเห็นแต่เรือโจมตีเร็วเหลืออยู่สี่ลำในท้องฟ้าและกำลังโคลงเคลงสามารถร่วงได้ทุกเมื่อ แสงระเบิดถูกม่านพลังอย่างเบา ปัง ม่านพลังป้องกันของป้อมปราการสลายและหลังจากเงียบเป็นเวลาสั้นๆ เสียงหัวเราะด้วยความดีใจก็ดังขึ้น “กองพลที่เจ็ด เคลื่อนทัพ!” ปู้จื้อเฟยสั่งโดยไม่ลังเล กองทัพทั้งหมดด้านหลังของเขาทะยานไปข้างหน้าโดยไม่ถอยหลัง ภายในป้อมไพรกระบี่กลุ่มทหารรักษาการณ์เมืองเป่ากวงล้มลงหมดทุกคน หลังจากสู้รบเป็นเวลานาน ทุกคนเป็นลมหมดสติ “ตอนนี้ถึงคราวพวกเจ้าบ้างแล้ว!” ปิงลอยตัวอยู่ในอากาศพ่นควันเป็นวง หน้าของเขามีร่องรอยเหนื่อยล้าเล็กน้อย “เราจะต้องชนะ!” จิ่งหาวชูกระบี่ดื่มเลือดเซียนและคารวะปิง เพลิงสีสันสว่างเจิดจ้ายิงออกมาจากยอดแหลมปราสาทพุ่งเข้าไปในตัวของจิ่งหาวเป็นแนวเพลิงโค้งในท้องฟ้าและเปลี่ยนสภาพเป็นเกราะสีแดงฉานสดใสกระบี่คู่มือเข้ากันกับเกราะเพลิงมองดูเหมือนนักรบกล้า “ไม่ต้องห่วง” อาเฮ่อหัวเราะควันสีดำบินออกมาจากยอดแหลมปราสาทและคลุมรอบตัวอาเฮ่อกลายสภาพเป็นเกราะขนนกดำที่งามสง่าหมอกดำที่ลอยอ้อยอิ่งตามหลังกลายสภาพเป็นเหมือนปีกคลุมอยู่ที่ไหล่สยายรับลม ชุดดำเข้ากับกระบี่ของเขาทำให้เขามองดูเหมือนจ้าวราตรี “ข้าจะเอาหอกแทงแม่งให้ตาย!” หลิงซิ่วคำรามและแสงสีเงินพุ่งมาจากท้องฟ้ากระทบเข้ากับร่างของเขา ของเหลวในร่างของเขาเริ่มเปลี่ยนสภาพเปลี่ยนเป็นเกราะเงินทันใดเกราะเงินกับหอกเงินทำให้เขาดูงามสง่า เสียงของทั้งสามดังกึกก้องในท้องฟ้าขณะที่คนทั้งสามพุ่งไปข้างหน้า