แฮก แฮก แฮก! อายะหอบหายใจ การโจมตีและฆ่าอย่างต่อเนื่องทำให้สิ้นเปลืองเรี่ยวแรงของนางมากขึ้นเทียบกับระหว่างรบจริงก็คือมากขึ้น 30% เลือดและซากศพมีกระจายอยู่ทุกที่ ในสถานการณ์เช่นนั้น การรักษาความมุ่งมั่นเป็นเรื่องที่ยากมาก นางไม่ใช่คนเดียวที่ได้รับผลกระทบ คนอื่นทุกคนดูเหมือนจะได้รับผลกระทบไปด้วยเนื่องจากความถี่ในการผสานพลังของพวกเขาตกลงอย่างมาก ถ้าเกิดขึ้นในระหว่างฝึกถังโฉ่วคงจะดุด่าและระอาพวกเขา และลงโทษพวกเขาให้ฝึกต่ออีกครั้ง คนที่อยู่รอบตัวนางก็ยังหอบหายใจอย่างหนักและบางคนก็ก้มตัวเอามือเท้าเข่า หน่วยกะโหลกทั้งหมดหอบหายใจกันหมดเป็นครั้งแรกของพวกเขาที่ใช้กลยุทธ์นั้นในการสู้รบ แต่ความจริงพวกเขาไม่จำเป็นต้องใช้พลังงานมากมายขนาดนั้น พวกเขามีข้อบกพร่องมากเกินไป แต่ในเวลาอันรวดเร็วพวกเขาก็หยุดหอบ ไม่มีใครสนใจอีกต่อไป ทุกคนเริ่มจ้องมองภาพที่อยู่ข้างหน้าของพวกเขา พวกเขาลืมความอ่อนล้า พื้นที่ภายในวงล้อมของพวกเขาว่างเปล่าเต็มไปเลือดและชิ้นส่วนของร่างกาย ไม่มีใครรอดชีวิตสักคนเดียว ในความตายที่เงียบสงัด มีบางคนเริ่มผะอืดผะอม และเกิดอาการปฏิกิริยาลูกโซ่ตามมา หลายคนเริ่มรู้สึกอึดอัดและอาเจียนออกมาทั้งหมด หน้าของอายะซีดขาวเหมือนกระดาษ เลือดลมที่อกนางเริ่มปั่นป่วนแต่นางฝืนไว้ไม่ให้ขย้อนออกมา นางผ่านการสู้รบมามากมายและฆ่าคนมานับไม่ถ้วน แต่ฉากภาพที่อยู่ข้างหน้านางคือสิ่งที่ทำให้นางอึดอัด ‘สงครามหรือนี่?’ อายะยังคงตกใจ แต่ในไม่ช้านางก็เรียกความรู้สึกกลับมา นางตระหนักถึงความจริงที่สำคัญที่สุดก็คือพวกเขากำจัดหน่วยหน้าทะลวงฟันของกองพลที่สอง ‘เป็นไปไม่ได้!’ สีหน้าตกใจปรากฏอยู่บนใบหน้าของนาง กลุ่มกะโหลกชมพูเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในวงการทหารรับจ้าง เนื่องจากได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง แต่นางรู้กำลังของกลุ่มกะโหลกชมพูดี พวกเขาสามารถต่อสู้กับกองทัพระดับบรอนซ์ได้เท่านั้น แต่เมื่อเผชิญกองทัพระดับเงิน พวกเขาไม่มีโอกาสชนะต่อให้เป็นหน่วยหน้าทะลวงฟันของพวกเขาก็ตาม เมื่อมองจากด้านนี้ ศักยภาพของกองกำลังนางแอ่นยังมากกว่า เพราะเซี่ยอวี่อันสร้างกองทัพโดยใช้ระบบของกองทัพที่แท้จริงตั้งแต่ต้น แม้ว่าอายะไม่เคยยอมรับ แต่นางก็ฉลาดเฉียบแหลม เมื่อถังโฉ่วยอมทุ่มเวลาให้กับหน่วยกะโหลกมากขึ้น ตอนแรกอายะไม่เข้าใจ แต่นางรู้ว่าเป็นสิ่งดี แม้ว่าเจ้าแม่ทัพโรคจิตจะบ้าก็ตาม แต่เขาเป็นนายพลระดับที่ขึ้นชื่อแน่นอน เวลาของเขามีค่ามากกว่าเวลาของกองทัพรับจ้างทั้งหมดรวมกันเสียอีก ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ยอมเสียเวลาเคี่ยวเข็ญพวกเขาจนทำให้การฝึกฝนดูเหมือนเป็นการทรมาน ‘นายพลโรคจิตต้องการใช้หน่วยกะโหลกเพื่อทดสอบวิชาและค้นหาบางอย่างซึ่งเป็นไปได้จะทำให้เขามีชื่อเสียงมากขึ้น ไม่ว่าเขามีความคิดเท่าใด เขาไม่เคยบอกเราว่าพวกเขาทำไปเพื่ออะไร ไม่ว่าจะฝึกหนักเข้มข้นเพียงไหน ข้าจะฝึกให้สำเร็จ’ ‘เนื่องจากเราเป็นหนูทดลอง อย่างนั้นเราก็จะทำหน้าที่ของหนูทดลอง’ อายะมีปรัชญาในการดำรงชีวิตของตนเองสำหรับทหารรับจ้าง ความจริงนางเชื่อว่าสถานะของหน่วยกะโหลกยังต่ำกว่ากองกำลังนาแอ่น แต่… หลังจากผ่านการสู้รบ นางก็ยังไม่รู้และเข้าใจสถานการณ์ แต่จากสิ่งที่นางรู้ นางคาดเดาและคิดไม่ถูกต้อง ถังโฉ่วเป็นหนึ่งในบรรดาคนที่แสดงออกอย่างสงบ แต่ความจริง เขาใจเย็นจริงๆ ไม่ใช่แกล้งใจเย็น ตั้งแต่เขาเห็นกลยุทธ์ที่หน่วยกะโหลกมีความเชี่ยวชาญ ถังโฉ่วรู้ได้ทันทีว่าเขาสามารถใช้หน่วยกะโหลกในวิถีที่แตกต่างจากกองกำลังนางแอ่น กองกำลังนางแอ่นเป็นกองทัพประจำ พวกเขาสามารถควงอาวุธและเข้าร่วมในศึกขนาดใหญ่ได้ แต่หน่วยกะโหลกเป็นกองกำลังนอกสารบบและเชี่ยวชาญในการประสานงานขนาดเล็ก มีประสิทธิภาพมากในการป้องกันสกัดกั้นการไล่ล่าซึ่งควรจะถูกใช้ในเมือง กับสิ่งก่อสร้างลอยฟ้ามากมาย กองทัพจะมีความยากลำบากในการจัดกระบวนและนั่นคือที่ๆหน่วยกะโหลกจะแสดงฝีมือได้ แต่กลยุทธ์ของหน่วยกะโหลกเองอ่อนด้อยและตื้นเขินเกินไปถูกตรวจสอบได้ ถังโฉ่วจึงสร้างกลยุทธ์ใหม่ให้พวกเขา แต่ถังโฉ่วไม่เคยสัมผัสกับกลยุทธ์แบบนั้นมาก่อน ดังนั้นจำเป็นต้องมีการทดสอบเพิ่มเติม แต่ดูเหมือนว่าผลงานได้พิสูจน์ออกมาแล้ว ถังโฉ่วมองดูผลที่ออกมาด้วยความพอใจ หน่วยหน้าทะลวงฟันนั้นแข็งแกร่งทรงพลัง แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่มีการประสานงานกัน พวกเขาสูญเสียตัวช่วยที่ดีอย่างแท้จริงดังนั้นถังโฉ่วจึงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย เกี่ยวกับชัยชนะ ถังโฉ่วไม่ถึงกับดีใจมากเนื่องจากศัตรูของพวกเขาไม่มีผู้นำทหารที่มีชื่อเสียง พวกเขาไม่เป็นภัยคุกคามต่อพวกเขาเลย นอกจากนี้ถังโฉ่วคิดว่าศัตรูยังไม่แข็งแกร่งเพียงพอ ตลอดทั้งกระบวนการหน่วยหน้าทะลวงฟันไม่ได้สร้างแรงกดดันที่รุนแรงพอต่อหน่วยกะโหลก กล่าวอีกอย่างหนึ่งถังโฉ่วรู้สึกว่าศัตรูอ่อนแอเกินไปและชัยชนะอย่างนั้นไม่มีอะไรมากไปกว่าบททดสอบกลยุทธ์ของเขาว่าผ่านหรือไม่ ถังโฉ่วตั้งเป้าหมายของเขาต้องไปให้เหนือกว่าปิงให้ได้ดังนั้นชัยชนะเล็กน้อยแค่นี้จะทำให้เขารู้สึกมีความสุขได้ยังไง? ถังโฉ่วยังมีสีหน้าเยือกเย็น ราวกับว่าฝ่ายชนะไม่ใช่พวกเขาแต่เป็นศัตรู “เซี่ยอวี่อัน, ยึดคฤหาสน์และเริ่มการป้องกัน!” เซี่ยอวี่อันสั่น แต่ปฏิบัติตาม กองกำลังนางแอ่นหนุนเนื่องเข้ามาดุจสายน้ำและยึดครองถนน ถ้าเราจะกล่าวว่าทักษะวงล้อมของหน่วยกะโหลกแพรวพราวมากกว่า กองกำลังนางแอ่นให้ความรู้สึกที่ต่างออกไป กระบวนศึกที่น่าเกรงขามทำให้ผมขนลุกชันได้ ควั่บ ควั่บ นอกจากเสียงเกราะกระทบกันขณะเคลื่อนไหว ก็ไม่มีเสียงอย่างอื่นราวกับว่ากองทัพนั้นเป็นเหมือนสัตว์ร้ายที่เงียบกริบ จังหวะเท้าของพวกเขาพร้อมเพรียงราวกับเป็นคนเดียวกัน ความเข้มงวดพร้อมเพรียงดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงพลังที่ยิ่งใหญ่ หน้าของเหออิงซีดขาวราวกับกระดาษ เขามองดูกองทัพด้วยความหวาดหวั่นเขาไม่กล้าเชื่อเลยว่าทวีปทรายขาวจะมีกองทัพฝีมือดีขนาดนั้นอยู่! ห่างออกไป ลุงหลานตระกูลไป๋ต่างยืนตะลึง ไป๋เยี่ยถอนหายใจเบาๆ“ข้าไม่รู้เลยว่าการแนะนำเซี่ยอวี่อันให้พวกเขาเป็นการถูกหรือผิด แค่ผ่านไปไม่กี่วันกองกำลังนางแอ่นกลายเป็นกองทัพใหม่เอี่ยม แม้แต่ข้าก็ยังทำอะไรแบบนั้นไม่ได้” ไป๋เสี่ยวก็พูดไม่ออกพอกัน ในสายตาของเขา เหมิ่งหนานมีแต่จะลึกลับมากขึ้นเรื่อยๆ ในอดีต เขาเคารพเหมิ่งหนานด้วยพลังที่เขาแสดงออกมาและนั่นทำให้เขามีแรงบันดาลใจยิ่งขึ้น ตอนนั้นทั้งสองมีเกณฑ์พื้นฐานที่พอกัน เนื่องจากไป๋เสี่ยวมั่นใจในพรสวรรค์ของตัวเขาเอง เขายังคงรู้สึกว่า ตราบเท่าที่เขาทุ่มเทหนักเขาจะสามารถอยู่เหนือเหมิ่งหนานได้ แต่ขณะที่เวลาผ่านไป เขามักตระหนักได้ว่าระยะห่างระหว่างเหมิ่งหนานกับเขายิ่งมากขึ้นๆ ทุกที เหมิ่งหนานเป็นมนุษย์ที่ผิดธรรมดาที่มีความก้าวหน้ารวดเร็วมาก และแล้วด้วยการปรากฏตัวขึ้นของถังโฉ่ว ก็เผยให้เห็นปลายพื้นหลังของเหมิ่งหนาน ยอดภูเขาน้ำแข็งนี้พอจะให้ทุกคนตกใจได้ แต่เมื่อเขาเห็นการสู้รบกับตาตนเอง เมื่อเขาเห็นวิธีที่กองกำลังนางแอ่นและหน่วยกะโหลกชมพูฉีกร่างมนุษย์ของพวกเขากลายเป็นทหารเทพซึ่งแม้แต่เหออิงบุรุษผู้มีอำนาจมากที่สุดในทวีปทรายขาวก็ยังถูกข่ม เขาจึงเข้าใจทันทีถึงระยะห่างระหว่างพวกเขาถูกยืดออกไปอีกครั้ง ‘คนที่ไม่ธรรมดาอย่างนั้นทำให้ผู้คนรู้สึกสิ้นหวังจริง?’ ไป๋เสี่ยวฝืนหัวเราะในใจด้วยขีดความสามารถในการแข่งขันที่น้อยลง ทำให้สภาพใจของเขารู้สึกผ่อนคลายได้มาก เขาฝืนหัวเราะ“อย่างน้อยเขาก็ยังเป็นสหายของเรา และไม่ใช่ศัตรูของเรา” คำพูดนี้ทำให้ไป๋เยี่ยตกใจ เขาผงกศีรษะ “ถูกแล้ว! โชคดีที่เขาเป็นสหายไม่ใช่ศัตรูของเรา! ใครก็ตามที่ต้องการตอแยเขา คงไม่มีอะไรเหลือให้กินแน่ ครั้งนี้เหออิงโชคร้ายจริงๆ” สายตาของเฉียวอี้อันกวาดมองกองกำลังนางแอ่นที่อยู่ต่อหน้าของเขา ใจของเขาสั่นสะท้าน เขาประคองแขนของเหออิงและรู้สึกได้ถึงอาการสั่นสะท้านจากเจ้านายของเขา เขาตกใจมาก แม้ว่าอารมณ์ของเจ้านายจะไม่ค่อยดี แต่เขาก็ทำได้ดีในการใช้กองกำลังติดอาวุธของเขา ทหารของกองกำลังนางแอ่นไม่แม้แต่จะมองพวกเขาและวิ่งผ่านพวกเขาไปเหมือนสายน้ำและล้อมคฤหาสน์เอาไว้ เฉียวอี้อันหรี่ตาของเขา เมื่อทหารคนสุดท้ายผ่านพวกเขาไป เฉียวอี้อันดีใจ ‘โอกาส!’ เขาคว้าแขนท่านเหออิงไว้แน่นและคำรามและทะยานขึ้นไปในท้องฟ้า การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหัน ไม่มีใครสามารถป้องกันเขาได้ “หยุดเขา!” หลิงเซี่ยเป็นคนแรกที่รู้ตัว นางตะโกนลั่น มือกระบี่ปีกเงินคือคนที่มีพลังแข็งแกร่งแน่นอน กระบี่ของเขาโผล่ออกมา เช้ง เช้ง เช้ง! กระบี่เงินนับไม่ถ้วนปรากฏอยู่ด้านหลังของเขาเหมือนกับเป็นปีก ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นมากเหมือนกับแสงโค้งสีเงินพุ่งขึ้นไปในท้องฟ้า เซี่ยอวี่อันก็รู้สึกตัวเช่นกันสีหน้าของเขาเปลี่ยนขณะตะโกน “ฆ่า!” “ฆ่า!” แม้ว่าเสียงตะโกนว่า “ฆ่า” จะดังขึ้นกะทันหันมาก แต่เนื่องจากการฝึกฝนมายาวนานก็ยังแสดงพลังออกมาได้ ทหารทุกคนกระตุ้นพลังงานโดยสัญชาตญาณ แสงรัศมีสว่างวาบ เฉียวอี้อันหน้าบิดเบี้ยว ผมขนทุกเส้นบนร่างของเขาลุกชัน เขาตกเป็นเป้าหมายโจมตี แย่แล้ว! เสียงร้องที่ดังชัด แสงสีเงินยิงออกมาจากกระบวนศึกเหมือนกับธนูที่ยิงมาอย่างรุนแรง ในแสงสีเงินเป็นเหมือนนกนาแอ่นใส ขณะนั้นนั่นเอง เฉียวอี้อันชื่นชมกองกำลังนางแอ่นมาก อันตรายที่ไม่สามารถอธิบายได้ครอบคลุมตัวเขาภายในร่างของนางแอ่นน้อยแฝงด้วยพลังงานที่น่ากลัวมาก ปีกของนางแอ่นเป็นเหมือนกรรไกร ทั้งสองข้างจะปลดปล่อยเพลิงเงินและความเร็วของนางแอ่นจะเพิ่มขึ้นอีกมาก! เฉียวอี้อันเปล่งรังสีมรณะ แค่เพียงหลบ เขาก็ต้องใช้พลังไปทั้งหมดที่เขามี แต่ความเร็วของนางแอ่นนั้นไวมากกว่าปีกเงินของเขา! ระยะห่างระหว่างทั้งสองใกล้เข้ามา ‘ข้าไม่รอดแล้ว!’ เฉียวอี้อันรู้ว่าเขาต้องตาย ทันใดนั้นมีเงาร่างหนึ่งปรากฏคั่นระหว่างเขาและนางแอ่น เป็นบุรุษร่างผอมสูง “ข้าขอสั่ง แสงจงมา!” เสียงทุ้มลึกรุนแรงดังก้องไปทั้งเมืองทรายขาว โล่แสงอบอุ่นปรากฏอยู่หน้านางแอ่น นางแอ่นปะทะเข้ากับโล่แสง แต่ไม่มีการระเบิด โล่แสงและนางแอ่นแตกไปเหมือนฟองน้ำและหายไปอย่างเงียบงัน คนร่างผอมสูงกระอักโลหิตเต็มปากและเสียหลักถอยหลัง แต่เฉียวอี้อันจับไว้ได้ ในพริบตาทั้งสองคนก็หายไป สีหน้าของทุกคนน่าเกลียด ถ้าเหออิงหนีไปได้ สถานการณ์จะเปลี่ยนไปทันที โดยเฉพาะสำหรับหลิงเซี่ยและคุณชายใหญ่เมื่อเห็นเป็ดที่ปรุงสุกแล้วบินหนีหายไป พวกเขารู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก “ทำไมเจ้าไม่จับเขา? เจ้ารู้ไหมถ้าเจ้าปล่อยเขาไป…” คุณชายใหญ่อดตะโกนด้วยความสงสัยไม่ได้ “หุบปากเจ้าเลย!” ถังโฉ่วแค่นเสียง เขาจ้องดูคุณชายใหญ่อย่างไม่เกรงใจ คุณชายใหญ่ประหลาดใจเหมือนกับว่าถูกราดน้ำเย็นใส่ดับอารมณ์โกรธของเขา ทำให้ใจของเขากลับสงบ และเตือนเขาทันทีว่าเหมิ่งหนานไม่ใช่คนที่จะตอแยได้ ถังโฉ่วรั้งสายตากลับมา เขาไม่สนใจคุณชายใหญ่ เขาไม่รู้จักเหออิงและงานหลักของเขาคือรับฉินอวี่หรันและเขาเชื่อว่านายท่านคงไม่ใส่ใจเหออิง เขามองดูถังเทียน ไม่เพียงแต่เขาเท่านั้น คนที่เหลือก็ยังมองดูถังเทียน แต่เมื่อพวกเขาเห็นสีหน้าถังเทียนแล้ว พวกเขาถึงกับตกใจ พวกเขาไม่เคยเห็นหน้าถังเทียนเขียวคล้ำและน่ากลัวอย่างนั้นมาก่อน ถังเทียนเค้นเสียงลอดไรฟัน “สมาพันธ์ชาวยุทธ!” เป็นไปตามคารด ตาของถังโฉ่วเป็นประกายลุกโชน ‘ในที่สุดก็เริ่มต้นจริงๆ?’