ตอนที่ 663 กลุ่มวังวนพลังงานซ่อนเร้น

Undefeated God of War ยอดยุทธไร้เทียมทาน

ถังเทียนไม่มีไพ่เหลือจะเล่น ปิงเอากองทัพฝีมือดีไปทั้งหมด และที่เหลือไว้ก็คือศิษย์ของสามตระกูล คือกลุ่มดาวคันชั่ง,กลุ่มดาวกรกฎและกลุ่มดาวกุมภ์ กับทหารรักษาการณ์หมู่บ้านเป่ากวง ทหารรักษาการณ์หมู่บ้านเป่ากวงได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างรวดเร็วมาก และการต่อสู้ที่มีความรุนแรงสูงอย่างต่อเนื่องทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนกับเป็นทหารฝีมือดีอยู่บ้าง แต่เนื่องจากจุดเริ่มต้นของพวกเขาต่ำมาก พวกเขายังต้องไปอีกไกลกว่าจะได้เป็นทหารฝีมือดีจริงๆ ดังนั้นปัจจุบันนี้พวกเขาจึงถูกใช้อย่างเดียวคือเพื่อป้องกัน ข่าวดีที่ส่งเข้ามาก็คือป้อมปราการที่ปากอ่าวพลังงานสร้างเสร็จในระดับแรกแล้ว และสามารถใช้งานได้ ปู้จื้อเฟยมองดูถังเทียน เขาเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเจ้านายใหญ่ผู้นี้และเมื่อใดก็ตามที่พวกเขาคุยกัน การสนทนาจะจบลงภายในไม่เกินสิบประโยค เจ้านายใหญ่ไม่ได้สอบสวนเรื่องราวของทวีป และจะฝึกฝนทุกๆ วันอย่างคลั่งไคล้ ดูเหมือนกับว่าทุกอย่างจะปล่อยเอาไว้ให้เป็นหน้าที่ของผู้บัญชาการของเขาโดยตรงนั่นคือปิง เทียบกับท่านปิงที่สามารถทำได้ทุกอย่างแล้ว สำหรับปู้จื้อเฟย เจ้านายใหญ่เป็นภาพเลือนราง สำหรับปู้จื้อเฟย เขาคิดว่าท่านปิงหวังว่าเขาจะสามารถช่วยเจ้านายใหญ่ปกป้องทวีปซางโจว ดูเหมือนว่าเจ้านายใหญ่ไม่มีความสามารถในการนำทหาร ปู้จื้อเฟยต้องการคุย แต่เขาถูกเสียงหนึ่งดังขัดจังหวะเสียก่อน “เจ้า, เจ้าและเจ้า พาทุกคนไป เตรียมตัวโจมตี” ถังเทียนชี้ไปที่พวกศิษย์ประจำตระกูลและออกคำสั่ง ลูกวัวเกิดใหม่ไม่กลัวพยัคฆ์ ไม่เพียงแต่เหล่าศิษย์ประจำตระกูลไม่แสดงความกลัวเท่านั้น พวกเขายังคงกระตือรือร้นดัดข้อนิ้วเสียงดังคร็อกแคร็ก ปู้จื้อเฟยสะดุ้งเฮือก มันจะยุ่งกันใหญ่ เขาแตกตื่นและห้ามพวกเขาทันที “นายท่าน, กำลังของเรายังเสียเปรียบอยู่เราควรจะใช้ความสามารถในการป้องกันของป้อมปราการดีกว่า…” “ก็แค่โจรสลัดกลุ่มเดียว!” ถังเทียนเหยียดมือและห้ามปู้จื้อเฟย หน้าของเขาแสดงอาการคัดค้าน เขาไม่ให้โอกาสปู้จื้อเฟยได้พูด เขานำศิษย์ประจำตระกูลและบินออกไป ปู้จื้อเฟยหน้าซีด เขาคิดว่านายใหญ่อาจจะไม่เชื่อถืออยู่บ้าง แต่เขาไม่เคยคิดว่านายใหญ่จะไม่เชื่อถืออย่างสิ้นเชิง! ทวีปซางโจวปะทะตัวต่อตัวและชนะดังนั้นโจรสลัดธรรมดาจะกล้าหาเรื่องถึงหน้าประตูพวกเขาหรือ? ปู้จื้อเฟยรู้ว่าโจรสลัดที่กำลังมามีแนวโน้มว่าจะเป็นพวกมหาอำนาจ ต่อให้พวกเขาอยู่ในฐานสำหรับป้องกัน ปู้จื้อเฟยก็ไม่มีความมั่นใจมากเช่นกัน ฝ่ายตรงข้ามเลือกเวลาดังกล่าวเพื่อโจมตี ซึ่งก็หมายความว่าพวกเขาได้รับข่าวและไม่ประมาทพวกเขา แต่ศิษย์ประจำตระกูลอ่อนแอ แล้วยังจะออกไปสู้ นั่นเท่ากับฆ่าตัวตายไม่ใช่หรือ? เขาทำได้แต่มองขณะที่ถังเทียนนำกลุ่มคนวิ่งออกไปจากฐาน ปู้จื้อเฟยกัดฟันและตามไปด้วย ยังไม่พอจะป้องกันฐานด้วยกองกำลังรักษาการหมู่บ้านเป่ากวง เขาไม่ใช่ผู้นำของกองกำลังรักษาการณ์หมู่บ้านเป่ากวง ดังนั้นความสามารถในการต่อสู้ของเขาไม่สามารถแสดงออกมาได้ ความสัมพันธ์และการสื่อสารระหว่างผู้บัญชาการทหารไม่อาจละเลยได้ไม่มีผู้บัญชาการทหารที่โดดเด่น ทหารก็เป็นแค่กลุ่มคนธรรมดาเท่านั้น และถ้าพวกเขาไม่คุ้นเคยกันและกัน ทหารอาจจะทรงพลัง แต่ถ้าผู้บัญชาการไม่สามารถทำอะไรได้มาก พวกเขาก็ไร้ประโยชน์ เทียบกันเช่นนั้น แม้ว่าการสู้รบของเซียนในแต่ละครั้งก็ยังยากที่จะสู้กับกองทัพได้ แต่ข้อจำกัดที่ต้องเผชิญนั้นน้อยลง หลังจากที่พวกเขาวิ่งออกไปจากป้อมและเข้าไปในทะเลพลังงาน ปู้จื้อเฟยจึงค่อยรู้สึกตัว เขาไม่มีความตั้งใจจะวิ่งออกไป พลังส่วนตัวของเขาธรรมดา และคับขันขึ้นมาเขาไม่สามารถช่วยนายใหญ่ได้ แต่เมื่อคิดดูแล้ว การป้องกันภายในฐาน ก็เป็นแค่นั่งเฉยๆ รอความตายเท่านั้น ‘ก็ได้บางทีถ้าหลายเป็นไปทางใต้ ข้าก็คงสามารถหันกลับและหนีไปได้’ เขารู้สึกโกรธ ความจริงเขาเชื่อมันท่านปิง ท่านปิงผู้ลึกซึ้งและลึกลับเป็นเหมือนเทพสงครามในสายตาของเขาสามารถเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาที่โดดเด่นอย่างนั้น รอคำสั่งเขานับเป็นวาสนาของผู้บัญชาการระดับล่างๆปู้จื้อเฟยใช้เวลาอย่างระมัดระวังและซื่อตรง และรู้สึกว่าทวีปซางโจวมีอนาคตที่ยิ่งใหญ่ และเขาจะไม่ยอมให้ตัวเองพลาด แต่เขาไม่อยากเป็นเชลยอีก เมื่อเขาคิดถึงความไม่แน่นอนของการหลบหนีเพื่อเอาตัวรอด ความขมขื่นทำให้เขารู้สึกผิดหวัง ปู้จื้อเฟยรู้สึกเศร้าใจ ‘ผู้บัญชาการของเทพสงครามห้าวหาญแต่ไม่ใช่ผู้ปกครองสูงสุด ท่านปิงโชคไม่ดีจริงๆ’ บางทีอาจเป็นเรื่องการถือทิฐิ แต่อารมณ์ของปู้จื้อเฟยค่อยดีขึ้นเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น เขาติดตามด้านหลังถังเทียนไปเหมือนคนตาบอดมองดูอยู่เงียบๆ ถังเทียนไม่สนใจเรื่องของปู้จื้อเฟย เขามีความคิดเป็นของตนเอง เห็นได้ชัดว่าอะไรที่เขาทำได้อะไรทำไม่ได้ ปิงสามารถนำกำลังปกป้องป้อมปราการได้ แต่ในสถานการณ์เดียวกันเขาคงจะนำไปสู่ความล้มเหลว เพราะเขาไม่รู้วิธี ป้องกันตั้งรับไม่มีอยู่ในพจนานุกรมของเขามาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว หลังจากต่อสู้มามากมายหลายศึก ถังเทียนค่อยๆเข้าใจตรรกะผิวเผินขึ้นมาบ้าง การต่อสู้ในสงครามและการทะเลาะวิวาทก็เหมือนกัน นักสู้ก็ต้องใช้ความได้เปรียบของเขาทั้งหมดและหลีกเลี่ยงการใช้จุดอ่อนของเขา ‘ใช้ความได้เปรียบของข้า? โจมตีไงเล่า! แม้ว่าจะมีกองเรือตรงเข้ามา และพลังโจมตีของข้าไม่ทรงพลัง แต่เห็นได้ชัดว่าแข็งแกร่งกว่าพลังตั้งรับของข้า!’ ดังนั้นถังเทียนไม่เคยคิดเรื่องรั้งอยู่เพื่อตั้งรับ เขาแตกต่างจากปู้จื้อเฟยแม่ทัพผู้ใหญ่และเด็ดขาด สามารถสั่งการและวิเคราะห์ได้แตกต่างหลายอย่าง ถังเทียนอาศัยสัญชาตญาณที่น่าทึ่งของเขาในการสู้รบ การวิเคราะห์ว่าดำหรือขาวไม่มีความหมายอะไรต่อถังเทียน ไม่ใช่ว่าเรื่องเหล่านี้ไม่มีประโยชน์ เพียงแต่เขาไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้ ก็เหมือนกับที่มั่นที่ปากอ่าวพลังงาน นั่นคืออาวุธสำหรับป้องกัน แต่ถังเทียนไม่คุ้นเคยแม้แต่น้อย จะใช้ยังไงส่วนไหน จะทำยังไงเพื่อให้ป้อมทำงานใช้งานต่อสู้ได้แข็งแกร่งที่สุด ถังเทียนสับสนกับของเหล่านั้น เทียบกับของสิ่งนั้นถังเทียนคุ้นเคยกับอันตรายภายในทะเลพลังงานมากกว่า ต่อสู้ในที่ซึ่งคุ้นเคยไม่มีอะไรผิด ไม่เพียงแต่ถังเทียนที่รู้สึกอย่างนั้น ศิษย์จากสามตระกูลใหญ่ผู้ผ่านการฝึกฝนระยะไกล ยังคงฝึกฝนตนเองเพิ่มต่อไป ก็รู้สึกคุ้นเคยกับทะเลพลังงานมาก กระบี่ดื่มเลือดเซียนสั่นเล็กน้อยอยู่ในมือของจิ่งหาว ตัวกระบี่สั่นถี่ดึงดูดพลังงานรอบๆ พลังงานรอบๆกำลังถูกดูดทะลักเข้าหากระบี่ดื่มเลือดเซียนกลายเป็นรูปวงกลมอยู่ที่ปลายกระบี่ รังสีวงกลมกระพริบ จากนั้นจางลง แต่พลังดึงดูดของมันกลับรุนแรงกล้าแข็งทันที คลื่นพลังงานเร็วขึ้นและเร็วขึ้นทุกทีและในที่สุดพลังงานวังวนก่อตัวขึ้นอย่างเงียบงัน กระแสวังวนที่ก่อตัวขึ้นใหม่สลัวและไร้แสงประกายเป็นการยากที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า นี่ยังเป็นช่วงเริ่มต้นของวังวนพลังงานซึ่งเมื่อเวลาผ่านไป ก็จะค่อยๆกล้าแข็งขึ้นและสว่างขึ้น พลังดึงดูดที่กล้าแข็งจะเพิ่มเกิดรอยแสง และเหมือนวังวนพลังงานที่เห็นได้เป็นครั้งคราวและอาจกลายเป็นสิ่งที่มีพลังขยายไปได้ไกลเป็นพันลี้ แต่สำหรับจิ่งหาววังวนพลังงานแค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ความพึงพอใจปรากฏอยู่บนใบหน้าของเขาเพียงแต่เขาขยับขา ร่างของเขากระพริบวูบ เขาปรากฏตัวตามตำแหน่งต่างๆ ตามรูปแบบที่กำหนด เขาไม่สนใจกองเรือโจรสลัดที่เข้ามาใกล้ และยังคงสร้างวังวนออกมามากขึ้น เขาเพียงแต่หยุดในสิบนาทีต่อมา และเงยหน้ามองดูกองเรือของโจรสลัดที่รุกล้ำเข้ามาในพื้นที่ก่อตัวของวังวนพลังงานของเขา ภายในพื้นที่กว้างขวางนี้ เขาสร้างวังวนพลังงานเกินกว่า 6000วงในอึดใจเดียว ****************************** ฝูตงคูระมัดระวังตัวมากคนเจ้าเล่ห์เป็นคนที่ระมัดระวังตัวเป็นที่สุด แม้ว่าเขาจะเพลิดเพลินกับการใช้ชีวิตกับการเสี่ยง แต่ก็สามารถประสบกับความสำเร็จได้ทุกรอบ ที่สำคัญคือต้องกล้าได้กล้าเสีย “อีกไกลเท่าใดเราจึงจะไปถึงอ่าวพลังงาน?” “อีกประมาณครึ่งชั่วโมง” “เร่งให้ถึงในอีก 10 นาที” “ขอรับ” ทุกคนตึงเครียด เพิ่มความเร็วก็หมายความว่าพวกเขาจะเข้าใกล้การสู้รบเต็มที พวกเขาทุกคนรู้ถึงชื่อเสียงของทวีปซางโจว และฝูตงคูยังนำเรือโจมตีโอบล้อมตั้งใจจะรับมือกับป้อมปราการของทวีปซางโจว เรือรบโอบล้อมจะมีผลต่อการรุกตีป้อม แต่ใช้ได้เพียงวัตถุประสงค์เดียว มีข้อบกพร่องอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่นมีความสามารถในการป้องกันที่แย่มาก ต้องใช้เวลาเตรียมการใช้งาน ทันใดนั้นตัวเรือสั่นสะท้านมันไม่ใช่ความเคลื่อนไหวที่ใหญ่อะไร แต่ฝูตงคูขมวดคิ้วทันที “เกิดอะไรขึ้น” “อาจเป็นวังวนที่ซ่อนเร้น” บริวารของเขาตอบทันที ความเครียดในใจของฝูตงคูผ่อนคลายทันที วังวนพลังงานเป็นเรื่องธรรมดา และวังวนพลังงานขนาดเล็กก็มีอยู่ทั่วไปนับไม่ถ้วน สำหรับวังวนพลังงานที่จะคุกคามเรือได้ พวกเขาจำเป็นต้องอ้อมห่างออกไปเกินหกสิบเมตร แต่ถ้าเป็นวังวนขนาดใหญ่และปล่อยแสงรัศมีออกมาก็จะสังเกตเห็นได้ง่าย วังวนพลังงานซ่อนเร้นเป็นวังวนพลังงานขนาดเล็กที่ไม่เปล่งรัศมี วังวนพลังงานแบบนั้นอ่อนและไม่สามารถทำอันตรายพลังป้องกันของเรือได้ ในทันใดนั้นเรือสั่นสะเทือนไม่หยุดหย่อนทันที บึ้ม บึ้ม บึ้ม! แสงระเบิดสว่างวาบต่อเนื่อง มีแสงกระพริบผ่านหน้าต่างของเรือรบเข้ามา “เกิดอะไรขึ้น?” ฝูตงคูลุกขึ้นยืนและตะโกน ‘วังวนพลังงานซ่อนเร้นไม่สามารถระเบิดได้ หรือว่าเราจะพบอะไรอย่างอื่น?’ ทหารที่ควบคุมการเดินเรือมีสีหน้าบิดเบี้ยวเหยเก พวกเขาไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฝูงตงคูสงสัย และเพียงเขามาปรากฏตัวที่หน้าต่างและมองเห็นทุกอย่างชัดเจน เรือรบเคลื่อนไหวไวมากม่านพลังดูเหมือนจะสัมผัสบางอย่างทำให้มีเปลวเพลิงระเบิดอยู่รอบๆ แรงระเบิดมีความหนาแน่นมาก แต่โชคดีที่แรงระเบิดไม่รุนแรงพอแม้ว่าจะมีความเคลื่อนไหวที่ม่านพลังแสง แต่ไม่ส่งผลอะไรมาก ทันใดนั้นฝูตงคูคิดถึงบางอย่างได้ สีหน้าซับซ้อนของเขาเปลี่ยนไปทันที แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดออกมา ปัง ปัง ปัง! พลังงานระเบิดดังมาจากด้านหลังพวกเขา แสงสว่างจากเปลวไฟพุ่งขึ้นเต็มท้องฟ้าเปลี่ยนภาพข้างหน้าของเขาเป็นสีขาว เปลวไฟโหมครอบคลุมเรือโจมตีเร็วของพวกเขาไว้สองสามลำ! หน้าของฝูตงคูเขียวคล้ำทันที พลังระเบิดไม่มีผลอะไรต่อเรือรบของเขา แต่เรือล้อมโจมตีที่สภาพอ่อนแอได้รับความเสียหายหนัก แย่แล้ว! กองเรือทั้งหมดเดินหน้าเต็มความเร็วและเหมือนกับธนูที่พุ่งออกไป กองเรือเหล่านั้นพุ่งเข้าใส่กลุ่มวังวนพลังงานซ่อนเร้นที่จิ่งหาววางดักไว้ ฝูตงคูไม่เคยคิดเลยว่าพวกเขาจะเผชิญหน้ากับสถานการณ์เช่นนี้ แต่เขาก็มีประสบการณ์และความรู้ และรู้ว่าสายเกินไปแล้วที่จะชะลอความเร็ว พวกเขาได้แต่รวบรวมกำลังที่ยังเหลืออยู่ของพวกเขาและหนีออกไปจากพื้นที่อันตราย “เดินหน้าเต็มพิกัด!” ฝูตงคูตะโกนดังก้องไปทั่วทั้งกองเรือ เรือรบและเรือโจมตีทั้งหมดฝืนเดินหน้าต่อ ปังปัง ปัง! ยังเกิดการระเบิดที่เรือรบล้อมตีต่อไป แสงสะท้อนของระเบิดฉายต้องใบหน้าเขียวคล้ำของฝูตงคู เขาโกรธเต็มที่ เมื่อระเบิดหยุด ก็หมายความว่าพวกเขาวิ่งออกมาจากอันตรายของกลุ่มวังวนพลังงานซ่อนเร้นแล้ว “รายงานการบาดเจ็บล้มตายด้วย” ฝูตงคูกัดฟันกล่าว “เราเหลือเรือรบล้อมโจมตีหกลำ เรือที่เหลือที่ผิวเรือได้รับความเสียหายในระดับแตกต่างกันไป” บริวารคนหนึ่งรายงานด้วยเสียงสั่นสะท้าน ปัง! หมัดของฝูตงคูกระแทกลงบนโต๊ะด้วยความโกรธ เขานำเรือรบล้อมโจมตีมายี่สิบลำซึ่งเป็นไพ่สำคัญที่สุดในการทำลายทวีปซางโจว แต่ใครจะรู้กันก่อนที่พวกเขาจะทันได้ไปถึงทวีปซางโจว พวกเขากลับสูญเสียไปแทบทุกอย่าง โธ่เว้ย! “มีคนอยู่ที่นั่น!” บริวารคนหนึ่งร้องออกมา ฝูตงคูเงยหน้าขึ้นมองทันทีและต้องตกใจขนลุกไปทั้งตัว ภายในเงาของทะเลพลังงาน มีจอมกระบี่ที่แข็งแกร่งคนหนึ่งดูเหมือนจะตระหนักถึงการจ้องมองของเขา กำลังควงกระบี่ในมือชี้ตรงมาที่เขาแต่ไกล ปลายกระบี่ฟันลงผ่านความว่างเปล่า หน้าเขียวของฝูตงคูดำคล้ำทันที