ตอนที่ 685 การกลับมาของหลิวย่าจือ

Undefeated God of War ยอดยุทธไร้เทียมทาน

เจโรมเหาะขึ้นไปในอากาศมองดูฝุ่นและทรายที่ฟุ้งกระจายในระยะไกล หน้าของเขาหมองเศร้า หน่วยลาดตระเวนรายงานว่ามีการพบเจอกองทัพหนึ่งซึ่งตอนแรกเขาคิดว่าเป็นกองพลภูผาน้ำแข็ง พวกเขาตัดสินใจปกป้องอาจารย์เซรีนและกลับเมืองสามวิญญาณ นี่กลายเป็นเรื่องล้อเล่นเฮฮาในคนระดับสูงของกลุ่มดาววัว กองพลภูผาน้ำแข็งทำตัวเหมือนกับวิหคสะดุ้งหวาดกลัว พวกขี้ขลาดกลายเป็นฉายาใหม่ของพวกเขาและออสตินก็จะเล่าเรื่องราวซ้ำๆให้เจโรมฟัง ขณะนั้นเจโรมรู้สึกอึดอัดใจมาก ถ้ากองพลภูผาน้ำแข็งเป็นนกที่ตื่นตกใจง่าย อย่างนั้นเขาที่พ่ายแพ้พวกเขาจะถือว่าเป็นตัวอะไร? เมื่อเขาได้รับการสื่อสารกับแบร็ดลี่ย์มันช่วยแก้ข้อสงสัยในใจของเขา แต่เขายังรู้สึกว่ากองพลภูผาน้ำแข็งกำลังว้าวุ่นใจกับเรื่องเล็กๆ ‘แบร็ดลี่ย์ก็เชื่อฟังพวกเขามากเกินไปและยังลำเอียงไปทางพวกเขา กลุ่มดาววัวจะถูกโจมตีได้ยังไง มีแนวโน้มว่ากองพลภูผาน้ำแข็งกลัวความรับผิดชอบ จึงหาข้ออ้างเพื่อจากไป’ แต่เขารู้ว่าแบร็ดลี่ย์ต้องการฟื้นฟูกองพลทอรัสอย่างแท้จริง และในความเป็นจริงเขาต้องการติดตามแบร็ดลี่ย์ไปด้วย เขาลังเลอยู่เป็นเวลานาน แต่ก็ยกเลิกที่จะไป เขาได้ตำแหน่งของเขาผ่านการทำงานหนัก จะให้ยอมทิ้งไปก็เป็นเรื่องยากมาก แบร็ดลี่ย์มีคุณสมบัติพอไล่ตามความฝัน เขาเป็นเจ้าชายและมีคุณสมบัติจะทำทุกอย่างที่เขาต้องการได้ และยังสามารถก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์ได้ในอนาคต เจโรมเองไม่มีคุณสมบัติขนาดนั้นสถานะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เจโรมยังคงหวังว่าแบร็ดลี่ย์จะสามารถทำได้สำเร็จ เขาก็อยู่กองทัพและเขารู้ว่ากองทัพในปัจจุบันเป็นเหมือนอะไร กองพลเขากระทิงเป็นหนึ่งในทหารชั้นยอดของกลุ่มดาววัวแต่เมื่อเทียบกับกองพลทอรัสยังนับว่าห่างกันไกล เขาเองยังอยู่ในสถานะช่วยไม่ได้ และเป็นเพราะกองพลเขากระทิงเป็นกองทัพระดับสูง จึงกลายเป็นกองพลเกราะที่มีลูกหลานครอบครัวชั้นสูงเข้าร่วมในกองทัพเขาเป็นส่วนใหญ่และเขาไม่สามารถล่วงเกินใครหลายคนได้ การทะเลาะกับพวกเขาทำให้เขาต้องสนใจพวกเขาเต็มที่และเหนื่อยยิ่งกว่าการฝึกทหารเสียอีก เจโรมเห็นกองทัพที่ค่อยๆ มาถึงและเริ่มคิดเขาไม่เคยเห็นกองทัพแปลกอย่างนั้นมาก่อน สิ่งมีชีวิตสีขาวปลอดสร้างเป็นกองทัพ ค่อยๆ มาถึงค่ายเขากระทิง หากไม่ใช่การจัดกระบวนทัพอย่างเคร่งครัด เขาคงสงสัยอย่างมากว่าพวกนั้นคงเป็นฝูงสัตว์อสูรดวงดาวทั้งหมดนั้นเหมือนกับเครื่องจักรที่ไร้ชีวิต ทันใดนั้น ตาของเขามองดูที่ธงและหรี่แคบทันที สมาพันธ์ชาวยุทธ! นั่นคือกองทัพของสมาพันธ์ชาวยุทธ! ธงสมาพันธ์ชาวยุทธที่มีแต่สมาพันธ์ชาวยุทธครอบครองเท่านั้นกำลังโบกสะบัดอยู่ในสายลม แบร็ดลี่ย์… มือเจโรมเย็นเฉียบ หน้าของเขาซีดขาว เขาไม่มีอะไรจะพูดแว่วคำพูดของแบร็ดลี่ย์เข้ามาในหูของเขา หลังจากนั้นชั่วครู่ สีหน้าเขาฟื้นคืนสีสันและพูดอย่างไม่สบายใจ “ส่งคนตามหลังไปบอกกองพลภูผาน้ำแข็ง ให้พวกเขาใช้ทางอ้อม” “ขอรับ!” “รีบรายงานกลับไปที่วังทอรัสว่าสมาพันธ์ชาวยุทธกำลังบุกโจมตี!” “ขอรับ!” “รวมกองทัพทั้งหมดเตรียมทำสงคราม” “ขอรับ!” เจโรมออกคำสั่งไปนับไม่ถ้วนสีหน้าที่ไม่เปลี่ยนแปลงของเขาส่งผลกระทบต่อความตื่นเต้นหวาดตัวของผู้ใต้บังคับบัญชาที่เงียบสงบจนออกอาการ “โอว..พระเจ้า! กองทัพของสมาพันธ์ชาวยุทธ! นั่นมันกองทัพอะไรกัน? ทำไมพวกเขาถึงได้ปรากฏที่นี่?” หนึ่งในศิษย์จากตระกูลขุนนางตื่นเต้นและคร่ำครวญออกมาโดยไม่รู้ตัว “จบกัน! เราเสร็จแน่! เสร็จแน่ๆ!” คนที่อยู่ด้านหลังเขาเริ่มแตกตื่นตามอย่างเห็นได้ชัด “โวยวายก่อนรบ บั่นทอนจิตใจกองทัพ, ประหาร!” เสียงเย็นชาของเจโรมดังขึ้น กระบี่เงินเป็นประกายในท้องฟ้าและมีศีรษะคนผู้หนึ่งปลิวขึ้น โลหิตฉีดพุ่งไปทั่วบริเวณสองสามวินาทีต่อมาร่างที่ไร้ชีวิตก็ล้มลงกับพื้น เงียบสงัดโดยสิ้นเชิง สีหน้าของลูกหลานขุนนางทุกคนกลายเป็นขาวซีด พวกเขาตกอยู่ในอาการเหลือเชื่อ พวกเขาไม่เคยคิดเลยว่าเจโรมที่พูดจานิ่มนวลจะเปลี่ยนไปกลายเป็นคนเช่นนั้น “เจโรม, เจ้าบ้าไปแล้ว! เจ้ากล้าฆ่าอารอน! ดยุคมัวร์จะไม่ปล่อยเจ้าแน่…” หนึ่งในชนชั้นสูงอีกคนหนึ่งตะโกน สีหน้าเจโรมยังคงเย็นชา เขาโพล่งออกมา “ประหาร!” ทหารส่วนตัวของเขารู้แล้วว่าผู้บัญชาการของพวกเขาทำงานยังไง พวกเขาลงมือโดยไม่ลังเลพุ่งลงมาราวกับลูกธนูหลุดจากแล่ง พวกเขาต่อยใส่พวกลูกขุนนางเหล่านั้น “พวกเจ้ากล้า….” เสียงอุทานหยุดทันที ผู้ดีหนุ่มจ้องดูกระบี่ที่แทงเข้ามาในอกของเขาตุ้บ เขาร่วงลงกับพื้น ตาของเขาเบิกโพลงแม้หลังจากตายแล้ว เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมเจโรมถึงได้ลงมือกับเขา กุลบุตรจากตระกูลสูงส่งได้แต่เงียบด้วยความกลัว หน้าของเขาซีดขาวกลัวว่าเสียงแม้เบาที่สุดจะปลุกเรียกหายนะเข้าหาตัว “ข้ารู้ถึงสิ่งที่พวกเจ้าทุกคนกำลังคิด พวกเจ้าทุกคนจะจัดการข้ายังไงหลังจากศึกนี้ ข้าไม่สนใจ แต่ในท่ามกลางศึก ใครก็ตามที่ฝ่าฝืนกฎอัยการศึก อย่าตำหนิข้าว่าโหดร้ายก็แล้วกัน” หลังจากพูดเช่นนั้น เจโรมไม่ได้มองพวกเขาและหันกายจากไป เมื่อเขาเห็นธงของสมาพันธ์ชาวยุทธ เขารู้ชะตากรรมของเขาและกลุ่มดาววัว ไม่มีใครรู้ดีไปกว่าเขาว่ากลุ่มดาววัวในตอนนี้อ่อนแอมากเพียงไหน สมาพันธ์ชาวยุทธที่แฝงตัวเข้ามาอย่างสมบูรณ์คือศัตรูที่กลุ่มดาววัวไม่มีหวังเอาชนะได้ ทหารอสูรดวงดาวข้างหน้าที่เขาไม่เคยเห็นมาก่อนปล่อยกลิ่นอายที่น่ากลัว แต่เจโรมรู้ว่ามันคืออาวุธลับของสมาพันธ์ชาวยุทธ ‘กองพลภูผาน้ำแข็งพูดถูก แบร็ดลี่ย์พูดถูกใครจะเป็นเหยื่อดีไปกว่ากลุ่มดาววัวเล่า?’ เมื่อรู้ชะตากรรมของกลุ่มดาววัว เพราะเหตุผลบางอย่างเขารู้สึกโล่งใจเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องรับมือกับพวกคอรัปชั่นอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องฝืนยิ้มอีกต่อไป ไม่จำเป็นต้องคอยประจบดูแลผู้มีอำนาจอีกต่อไป ‘แบร็ดลี่ย์, เจ้าต้องพยายามให้ดีที่สุด’ เจโรมพึมพำอยู่ในใจเงียบๆ ภายในราชอาณาจักรที่ผิดหวังและผิดพลาด แบร็ดลี่ย์คือความหวังอย่างเดียวของพวกเขา สิ่งเดียวที่คู่ควรปกป้อง ‘ไม่ว่ายังไงก็ตามเราจำเป็นต้องปกป้องเจ้าชายให้จากไปอย่างปลอดภัย ไม่ว่ายังไงก็ตามเราต้องรักษาความหวังนี้ให้มีชีวิตต่อไป’ เป็นสิ่งเดียวที่เขาสามารถทำได้ เจโรมชี้ดาบไปข้างหน้า เลือดหยดจากปลายดาบ สีหน้าเขาสงบเย็น ตาของเขามุ่งมั่น เขาไม่เคยเห็นภารกิจและหน้าที่ซึ่งตนเองแบกรับอย่างชัดเจนใจชีวิตมาก่อน ‘ต่อให้ข้าตายที่นี่ ก็ยังจะคู่ควร’ “สวมเกราะและสวมหมวกเขากระทิง!” เสียงต่ำของกองทัพเขากระทิงดังออกมาจากเมืองแซนดี้เหมือนกับสายลมพัดผ่านพื้นที่รกร้าง หลิวย่าจือมองดูเมืองแซนดีข้างหน้าเขา เขาเลียริมฝีปาก สายตากระพริบเป็นประกาย นี่คือศึกแรกของเขาหลังจากอาศัยใบบุญของผู้อาวุโสอัน หลังจากถูกอาวุธจักรกลวิญญาณของเมืองสามวิญญาณข่มราบคาบ ไม่มีใครจำอาวุธพลังสายเลือดได้อีก แม้แต่องค์การวิญญาณมืดก็ยังเลิกค้นคว้าอาวุธพลังสายเลือด พวกเขาคิดว่าไม่มีอนาคต กลุ่มอาวุธพลังสายเลือดถูกยุบเลิก ทุกคนแตกกระจาย หลิวย่าจือผู้เคยควบคุมอาวุธพลังสายเลือดและร่วมต่อสู้กับอาวุธจักรกลวิญญาณมาก่อนได้รับผลกระทบมากที่สุดเขากลายเป็นคนเศร้าซึม ชีวิตตกอับกระเซอะกระเซิง อาวุธจักรกลวิญญาณกลายเป็นฝันร้ายที่รุมล้อมเขาไว้ เขากลายเป็นคนหงุดหงิดอารมณ์รุนแรงอ่อนไหวง่ายและหวาดผวาอยู่เสมอ ครอบครัวและสหายที่สนิทที่สุดตีจากเขา ทุกคนที่เขารักล้วนจากเขาไป เขาไม่สบายใจกับความล้มเหลวของเขา และยังคงหมกมุ่นค้นคว้าต่อไป แต่ในเวลาอันรวดเร็วทรัพยากรและเงินทุนของเขาหมดลง และเขากลายเป็นคนเข็นใจ และแล้วก็มีคนจากที่ใดไม่ทราบมาเคาะประตูหน้าบ้านของเขา เมื่อผู้อาวุโสอันปรากฏตัวหน้าบ้านของเขาและยิ้มให้ทั้งตกลงจะส่งเสริมเงินทุนให้กับการค้นคว้าอาวุธพลังสายเลือดกับเขา เขานำความหวังและความตั้งใจแน่วแน่กลับมาให้มนุษย์คนหนึ่ง ผู้อาวุโสอันไม่กลับคำ ไม่ว่าจะขอเงินทุนหรืออย่างอื่น ก็จะได้รับทั้งหมด และทำให้เขาได้วัสดุลับจากแผนกของสมาพันธ์ชาวยุทธ และหลิวย่าจือทุ่มเทสมาธิและความสามารถกับมัน เขาลืมกินลืมนอนทำงานทั้งวันทั้งคืน เขาค้นคว้าชุดสายเลือดเซียนซึ่งเป็นของพิเศษของสมาพันธ์ชาวยุทธและประสบผลสำเร็จผสานเลือดเซียนเข้าไปในร่างของอสูรดวงดาวได้ หลังจากการทดลองตามมาต่อเนื่องเลือดของสมาพันธ์ชาวยุทธก็สำแดงพลังออกมา หลังจากได้รับการสนับสนุนจากคนที่มีอำนาจมากที่สุด การดำเนินการของหลิวย่าจือก็ยิ่งก้าวกระโดด อสูรภูตดวงดาวระดับสูง อสูรภูตดวงดาวหายากที่จำศีลอยู่ในทะเลและภูเขาถูกล่านำมาให้เขา หลิวย่าจือสร้างผลผลิตที่เขาภูมิใจได้ในที่สุด เลือดเซียนอาวุธพลังสายเลือดที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ ใช้จ้าววานรหิมะระดับเก้าหลังจากแปลงและปรับแต่งแล้ว เขาสร้างเป็นอาวุธพลังสายเลือดชนิดใหม่ หลิวย่าจือทุ่มเทความพยายามนับไม่ถ้วนให้กับมันและสร้างเป็นกองทัพอาวุธพลังสายเลือดหน่วยแรกของสมาพันธ์ชาวยุทธ กองพลเลือดเซียน เมื่อผู้อาวุโสอันตัดสินใจเริ่มโจมตีกลุ่มดาววัว หลิวย่าจือเป็นคนขออาสา เซรีน! เรื่องกองพลภูผาน้ำแข็งเอาชนะกองพลเขากระทิงได้ไม่ใช่ความลับ เนื่องจากกลุ่มดาววัวต้องการจะปกปิดความล้มเหลวของพวกเขาให้มากเท่าที่ทำได้ พวกเขาแพร่กระจายข่าวลือเกี่ยวกับกองพลภูผาน้ำแข็งระบุว่าพวกเขาเป็นกองพลจักรกลที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นอาวุธลับของกลุ่มดาวหมีใหญ่ จะมีอะไรดีไปกว่าการสามารถพิสูจน์ตัวเขาเองได้ดียิ่งกว่าก็คือเอาชนะอาวุธจักรกลที่แข็งแกร่งที่สุดต่อหน้านาง? เมื่อคิดถึงเรื่องนั้นหลิวย่าจือก็ยิ่งตื่นเต้นมาก แต่เขาต้องจัดการปัญหาที่อยู่ต่อหน้าเขาก่อน กองพลเขากระทิง แต่เขาไม่ได้รู้สึกว่ากองพลเขากระทิงมีท่าทีคุกคามต่อเขา เมื่อเห็นกองพลเขากระทิงค่อยๆเข้ามาถึงด้วยรูปกระบวนที่เข้มงวด ผู้บัญชาการกองพลเลือดเซียนทุกคนมองดูพวกเขาอย่างเหยียดหยาม “ข้าได้ยินว่ากองพลภูผาน้ำแข็งใช้การโจมตีท่าเดียวก็โค่นกองพลเขากระทิงได้หรือ?” เสียงของหลิวย่าจือน่ารังเกียจราวกับว่าลำคอของเขาถูกตัดมาจากเศษแก้วนับไม่ถ้วน “นั่นคือสิ่งที่รายงานเขียนเอาไว้” คนที่พูดเป็นนายทหารผู้ช่วยของเขา ซานเหม่า ขณะที่เขายักไหล่ หลิวย่าจือมีอารมณ์แปลกประหลาดและยากจะทำงานร่วมด้วยทำให้เขาต้องส่งนายทหารผู้ช่วยกลับไปหลายคนและแม้แต่ผู้อาวุโสอันก็ยังปวดหัวกับเขาจึงได้แต่ส่งซานเหม่าขุนพลทหารที่เขาชื่นชมมาให้ ใครจะรู้ว่าหลิวย่าจือเก็บซานเหม่าไว้ เขาแตกต่างจากพวกทหารผู้ช่วยอื่นที่สุภาพและมีมารยาท ซานเหม่าเป็นคนไม่จริงจังและชอบหยอกล้อกับคนอื่นๆ เขาก็เป็นคนที่มีอารมณ์ประหลาดและไม่ค่อยอดทนกับหลิวย่าจือ แต่หลิวย่าจือกลับให้อิสระซานเหม่ามากขึ้น เพราะซานเหม่ามีมาตรฐานที่โดดเด่น เมื่อมาถึงกองพลเลือดเซียนซานเหม่าเริ่มชี้จุดผิดพลาดในกลยุทธของหลิวย่าจืออย่างไม่เกรงใจ หลิวย่าจือโกรธและทะเลาะกับซานเหม่า ทั้งสองไม่สนใจและทะเลาะกันยกใหญ่หลิวย่าจือผู้มีความหยิ่งภูมิใจตัดสินใจใช้ผลเพื่อพิสูจน์ความไร้เหตุผลของอีกฝ่าย และในที่สุดซานเหม่าเป็นฝ่ายถูก หลิวย่าจือมีอารมณ์ที่แปลกประหลาด แต่ถึงแม้จะดื้อรั้นก็ตามซานเหม่าก็พิสูจน์ตัวเองแล้วดังนั้นทัศนคติที่เขามีต่อซานเหม่าจึงเปลี่ยนกลับตาลปัตร จากวันนั้นเป็นต้นมาซานเหม่าก็ขึ้นมาเป็นผู้บัญชาการกองพลเลือดเซียนคนที่สองอย่างรวดเร็วและได้รับความเชื่อถือจากหลิวย่าจือ “ถ้ากองพลภูผาน้ำแข็งสามารถทำได้ เราก็สามารถทำได้เช่นกัน!” หลิวย่าจือพูดเย็นชา “การสู้รบด้วยความภาคภูมิใจแบบนี้ไม่มีความหมายอะไรเลย” ซานเหม่าพูดไม่แยแส หลิวย่าจือหันไปถลึงตาใส่ซานเหม่าตาเขาแดง “เจ้าบอกว่าไร้ความหมายหรือ?” ซานเหม่ารู้ว่าเซรีนคือศัตรูตัวฉกาจของหลิวย่าจือ อาวุธจักรกลวิญญาณคือศัตรูของหลิวย่าจือ ตราบใดที่เขาแพ้พวกเขาเล็กน้อยหลิวย่าจือคงบ้าแน่ “ถ้าท่านต้องการนะ ผู้บัญชาการใหญ่ของข้า” ซานเหม่าพูดเป็นนัย ก็แค่โจมตีครั้งเดียว แต่ต้องเป็นความภูมิใจเต็มที่