ผิงเสี่ยวซานไม่พูดแม้เมื่อถังเทียนจะใช้ไหมทองมัดมือเขาไขว้หลังและโยงมาถึงคอของเขาเหมือนกับลูกซาลาเปาเวลาที่ทั้งสองฝ่ายผลัดกันเคลื่อนไหวสั้นมาก แต่ในการลองกำลังนั้นเขาเจ็บตัวจากการทุบตี เขารู้ถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสองฝ่าย และรู้ว่าพลังของอีกฝ่ายเหนือเขาห่างไกล อยู่ต่อหน้าคู่ต่อสู้เช่นนั้นขืนเล่นลูกไม้มีแต่หาเรื่องให้ตนเองอับอาย ‘ถ้าเขาต้องการฆ่าข้า ข้าคงไม่มีชีวิตไปแล้ว’ ถ้าเป็นจากมุมมองของเขาอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องมัดเขา เขาเองก็ไม่สามารถหลบหนีได้ แต่ทัศนคติจริงจังของอีกฝ่ายทำให้เขาเลือกที่จะเงียบ ‘เขาดูอายุเยาว์มาก…’ ผิงเสี่ยวซานประหลาดใจมาก เขาลอบประเมินถังเทียนคาดเดาเบื้องหลังของเขา ‘หรือว่ามียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่ในตระกูลเซวีย? ข้าไม่เคยได้ยินเรื่องเขามาก่อน แม่เฒ่าเจ้าเล่ห์ในตระกูลเซวียถูกขโมยมาก็หลายครั้งแล้ว’ ในเมืองจื่อจวนไม่ใช่เพียงตระกูลเดียวที่ต้องการจะขโมยของจากตระกูลเซวีย ‘นักสู้แข็งแกร่งและอายุเยาว์อย่างนั้น เขาต้องมาจากตระกูลใหญ่แน่ไม่เพียงแต่เขาต้องมีพรสวรรค์ที่เหนือล้ำคนอื่น แต่เขาต้องใช้แหล่งทรัพยากรธรรมชาติมากมายเช่นกัน’ ‘เป็นไปได้ไหมว่าตระกูลเซวียจับร่องรอยบางอย่างได้และขอให้คนที่แข็งแกร่งมาช่วยสนับสนุนพวกเขาจากที่ใดที่หนึ่ง?’ ‘นั่นคือการคาดเดาที่สมเหตุผลที่สุด ไหมทองมีราคาเป็นเงินมากมาย ถ้าแม่เฒ่าเซวียใช้เป็นไพ่ต่อรองก็จะมีตระกูลใหญ่หลายตระกูลยินดีจะช่วย แม้ว่าทุกคนในแดนบาปจะผิดหวังกันหมด แต่พวกเขาก็ยังมีประวัติศาสตร์ที่รุ่งเรืองของพวกเขาและกลยุทธในทางการเมืองของพวกเขาก็ดีเช่นกัน การร่วมมือการประนีประนอมและการสู้รบจึงเกิดขึ้นถี่มาก’ ผิงเสี่ยวซานคิดอย่างรวดเร็ว และประการแรกถูกกำจัดไปจากเมืองจื่อจวน แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่คนอ่อนแอ แต่พวกเขาไม่ใช่ตระกูลที่แข็งแกร่งที่สุดในแดนบาป ผิงเสี่ยวซานรู้จักตระกูลนักสู้ผู้แข็งแกร่งทุกคนของเมืองจื่อจวน ‘อย่างนั้นมันเป็นใคร?’ ‘เขาใช้หมัด ตระกูลยิ่งใหญ่ในแดนบาปที่เชี่ยวชาญวิชาหมัดหมายก็คือตระกูลเลี่ยมีเพลงหมัดพิฆาต ตระกูลชี่เล่อมีเพลงหมัดดนตรีและตระกูลมู่ก็มีเพลงหมัดของตระกูลมู่เอง กฎธรรมชาติของหมัดพิฆาตเองมีพลังที่เข้มแข็งและรุนแรงเป็นวิชาที่เดินหน้าฆ่ามันลูกเดียว ถ้าไม่ฆ่าก็ต้องเป็นฝ่ายถูกฆ่า หมัดดนตรีของตระกูลชีเล่อเดินตามแนวกฎดนตรีมีรูปแบบที่ลึกซึ้ง วิชาหมัดตระกูลมู่ลึกลับมากที่สุด กฎธรรมชาติที่พวกเขามีไม่มีใครกล้ายืนยัน’ เมื่อคิดถึงหมัดที่เรียบง่ายแต่สั่นสะท้านใจผิงเสี่ยวซานรู้สึกว่าเขาอาจจะมาจากตระกูลมู่ได้ ไม่ว่าจะเป็นหมัดพิฆาตหรือหมัดดนตรี กฎธรรมชาติชัดเจนมากและหมัดของถังเทียนยังเทียบกับพวกเขาไม่ได้ ถ้าตระกูลเซวียพบผู้หนุนหลังในตระกูลมู่ อย่างนั้นคงไม่มีใครกล้าแตะต้องธุรกิจของตระกูลเซวียแน่ แม่เฒ่าในตระกูลเซวียมีไม้ตายซ่อนอยู่ในแขนเสื้อจริงๆโดยไม่มีใครรู้นางพบหนทางเชื่อมโยงกับตระกูลมู่ได้ ถังเทียนไม่รู้ว่าผิงเสี่ยวซานกำลังคิดไปไกล ทั้งสองฝ่ายปะทะฝีมือกันในช่วงเวลาสั้นๆแต่เมื่อได้แลกความแข็งแกร่งกันนับเป็นเรื่องดีเยี่ยม และความแข็งแรงทางร่างกายของเขาก็ยังต่ำ เขางุ่มง่ามมัดผิงเสี่ยวซานจากนั้นนั่งลงกับพื้นและหอบหายใจ เขาเพิ่งจะก้าวเข้าไปในอาณาจักรกฎธรรมชาติและรู้เรื่องเพียงเล็กน้อย ดังนั้นเขาจึงไม่คุ้นกับการเผชิญหน้ากันมากเท่าใดนัก ถ้าไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งรู้แจ้งบวกกับการรับรู้ที่แหลมคมและความแข็งแรงที่ไม่ธรรมดา เขาคงไม่สามารถจับผิงเสี่ยวซานได้ ศึกแรกในแดนบาปก็ทำให้ถังเทียนรู้สึกกลัวเสียแล้ว ในดาราจักรเซียนศักดิ์สิทธิ์เรือรบครองอวกาศที่เต็มไปด้วยพลังหนาแน่น แนวโจมตีซึ่งลงมานั้นเป็นภาพที่งดงาม แต่ในแดนบาปแค่เพียงความแตกต่างกันของกฎพลังธรรมชาตินิ้วเดียวก็อันตรายมากขึ้น คาดการณ์ไม่ได้และหยั่งไม่ได้ ถ้าไม่เตรียมตัวให้ดี อาจจะนำไปสู่ความตายทันทีได้ ผิงเสี่ยวซานเองสังเกตว่าถังเทียนถึงกับอ้าปากหอบหายใจและหลั่งเหงื่อทั่วตัวก็ถอนหายใจโล่งอก แม้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งจะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่เขาสามารถรับได้ “เจ้าชื่ออะไร?” ถังเทียนปาดเหงื่อและถาม ในการต่อสู้,กฎธรรมชาติของถังเทียนครอบคลุมทั่วคลังสินค้า และไม่มีเสียงปรากฏ ถังเทียนเข้าใจขึ้นมาบ้าง ถ้าพลังงานเป็นของแข็ง อย่างนั้นกฎธรรมชาติก็เหมือนหลักนามธรรมเป็นเหมือนมือที่มองไม่เห็น มือที่มองไม่เห็นนี้ไม่เพียงแต่ควบคุมพลังงานได้เท่านั้น แต่สามารถควบคุมอากาศ เสียง แสงและความมืด ฯลฯ ‘มิน่าเล่ากฎธรรมชาติระดับสูงถึงได้แข็งแกร่ง แม้ว่าจะไม่มีชื่อเสียงเท่ากับวิชาจิตวิญญาณ แต่ความผันแปรของมันไม่อาจหยั่งได้’ “ผิงเสี่ยวซาน” ผิงเสี่ยวซานตอบตามตรง “เจ้ามาขโมยไหมทองใช่ไหม?” ถังเทียนถาม “ใช่” ผิงเสี่ยวซานยอมรับ ถังเทียนลูบหัวตัวเองเขาไม่รู้จะสอบสวนต่อไปยังไง เรื่องแบบนั้นมักปล่อยให้เป็นความคิดของปิงผู้มีความละเอียดและเจ้าเล่ห์ การพยายามหลอกล่อและโกหกต่อหน้าเขาเท่ากับหาเรื่องลำบาก ‘ข้าไม่รู้จะถามอะไรดี..ถ้าไม่อย่างนั้น… ดูเหมือนข้าจะล้มเหลวในงานรักษาความปลอดภัยเสียแล้ว?’ ถังเทียนเค้นสมองและในที่สุดก็ได้ความคิดอย่างหนึ่ง “เมื่อครู่นี้เจ้าพยายามใช้วิชาอะไรหลบหนี?” ผิงเสี่ยวซานตกใจ “วิชาพรางตัวของตระกูลผิงของข้า” “วิชาพรางตัวตระกูลผิง?” ถังเทียนลอบระบายลมหายใจ และยิ้ม“มันไม่ใช่ชื่อเฉพาะอย่างนั้น แต่มันสามารถใช้กฎอวกาศได้ มันทรงพลังมาก เจ้าสอนให้ข้าได้ไหม?” ผิงเสี่ยวซานมองดูสีหน้ากระตือรือร้นของถังเทียนแล้วพูดไม่ออก ‘เจ้าผู้นี้…กำลังคิดอะไร?’ เมื่อเห็นว่าผิงเสี่ยวซานไม่พูดอะไร ถังเทียนเสริมทันที “ถ้าเจ้ายินดีสอนข้า ข้าจะปล่อยเจ้าไป แน่นอนว่าเจ้าไม่อาจกลับมาขโมยไหมทองในอนาคตอีก” ผิงเสี่ยวซานมองดูถังเทียนอย่างเหลือเชื่อ เขาคงไม่พ่ายแพ้โดยมอบวิชาพรางตัว แม้ว่าวิชาพรางตัวตระกูลผิงจะเป็นวิชาเฉพาะ แต่ถ้าอีกฝ่ายเป็นคนจากตระกูลมู่ก็ไม่เป็นไรเช่นกัน สิ่งที่ทำให้เขาสับสนก็คือว่า ถ้าอีกฝ่ายต้องการวิชาลับเขาสามารถทรมานและเค้นเอาจากเขาได้เงื่อนไขที่มีเปรียบเช่นนั้นทำให้ผิงเสี่ยวซานสงสัย ถังเทียนตบอกตัวเอง “ข้าคือลูกผู้ชายตัวจริง พูดคำไหนคำนั้น!” ผิงเสี่ยวซานเงียบอยู่ชั่วครู่ “จะ..จริงหรือ?” “จริงจริงสิ!” เมื่อเห็นว่าผิงเสี่ยวซานสนใจ ถังเทียนยิ่งดีใจและกล่าว “ทำไมข้าต้องโกหกเจ้าด้วยเล่า?” ผิงเสี่ยวซานรู้สึกเหมือนกัน ว่าอีกฝ่ายไม่จำเป็นต้องโกหกเขา ‘ก็ได้, ต่อให้เขาหลอกข้า,ข้าก็ทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว, ชีวิตของข้าอยู่ในเงื้อมมือของเขาแล้ว’ เมื่อคิดได้ดังนั้นผิงเสี่ยวซานพยักหน้า “ก็ได้” ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ผิงเสี่ยวซานมองดูร่างที่กระพริบอยู่รอบๆตัวเขาอย่างตกตะลึง ร่างนั้นเดี๋ยวหาย เดี๋ยวปรากฏ ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงถังเทียนก็ใช้วิชาพรางตัวของตระกูลผิงได้อย่างคล่องแคล่ว แม้ว่าจะมีจุดบกพร่องอยู่หลายแห่ง แต่เขาใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ผิงเสี่ยวซานจำได้ว่าเมื่อเขาฝึกวิชาพรางตัวเมื่อตอนยังเด็ก เมื่อเขายังเด็กต้องลำบากอยู่นานก่อนจะทำได้ดีขึ้น ‘เขาเรียนแค่เพียงไม่กี่ชั่วโมง…’ ‘ช่างเถอะถ้าเขาเป็นศิษย์ตระกูลมู่ ก็ไม่มีอะไรแปลก..’ “อะไรนะ? เจ้าแซ่ถังหรือ?” ผิงเสี่ยวซานตะลึง ‘ไม่ใช่แซ่มู่ เขาไม่ได้มาจากตระกูลมู่!’ “ใช่แล้ว” ถังเทียนโอบไหล่ของผิงเสี่ยวซาน เหมือนกับว่าพวกเขาคุ้นเคยกันและกัน “เจ้าสอนวิชาพรางตัวให้กับข้าจากนี้ไปเจ้าเป็นพี่น้องที่ดีของข้า ถ้ามีอะไร แค่พูดชื่อของข้า…” ทันใดนั้นถังเทียนจำได้ทันทีว่าเขาไม่ได้อยู่ในทวีปซางโจวหรือกลุ่มดาวหมีใหญ่ เขาเปลี่ยนคำพูดทันที “ก็แค่มาหาข้า” ‘หาเจ้า…’ ผิงเสี่ยวซานมองดูถังเทียนอย่างว่างเปล่า เขารู้สึกว่าคนที่อยู่ต่อหน้าเขาดูเหมือนสมองจะมีปัญหา ‘เราเป็นศัตรูกัน เราเพิ่งจะสู้กันเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนและเจ้า.. โอว,, ข้ายังถูกมัดอยู่เลย’ ถังเทียนมองตามสายตาของผิงเสี่ยวซานและสังเกตได้ว่าผิงเสี่ยวซานยังถูกมัดอยู่ เขาหัวเราะทันที “โอว ข้าลืมไปสนิทเลย” ผิงเสี่ยวซานมองดูถังเทียนแก้เชือกให้อย่างว่างเปล่า ความตื่นเต้นของถังเทียนทำให้เขารู้สึกสับสน ‘เจ้านี่…ไม่ปกติ!’ ผิงเสี่ยวซานไม่พูดอะไรออกมา แต่เขารู้สึกอึดอัดใจมาก “ข้าไปได้แล้วใช่ไหม?” ผิงเสี่ยวซานถามอย่างระมัดระวัง “ใช่..ไปได้เลย” ถังเทียนพูดเหมือนเป็นจริงเป็นจัง “จำเอาไว้, ถ้าเจ้ามีเรื่องอะไร เจ้ามาหาข้าได้” ผิงเสี่ยวซานถามด้วยสีหน้ามึนงง “เจ้าชื่ออะไร?” “ถังเทียน!” ถังเทียนเอามือแปะอกอย่างมีความสุข “เจ้าเรียกข้าว่าหนุ่มชาวฟ้าได้เช่นกัน” ‘หนุ่มชาวฟ้า…’ หน้าของผิงเสี่ยวซานบิดเบี้ยว เขารู้สึกสับสนอย่างหนักกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ‘ชีวิตก็คงเป็นแบบนั้นคาดเดาไม่ได้และสับสน แต่ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้าบ้านี่’ แต่เพราะเหตุผลบางอย่างหมัดที่ดูเรียบง่ายของถังเทียนกลับผุดขึ้นมาในใจของเขา มันดูเหมือนจะฝังแน่นอยู่ในใจของเขา เขาจ้องมองถังเทียน ก็ไม่สามารถมองทะลุเขาได้ เป็นไปได้ยังไงเจ้าคนสติไม่ดีนี่ปล่อยพลังหมัดอย่างนั้นได้? และยังใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงเขาก็ใช้วิชาพรางตัวของตระกูลผิงได้ พรสวรรค์ขนาดนั้นสูงล้ำน่าประหลาดใจ ‘หลอกลวง! เขาต้องหลอกอำกันแน่ๆ!’ ใจของผิงเสี่ยวซานตื่นตัวการกระทำที่ไร้สมองของถังเทียน หลังจากตีความแล้ว เขาถึงกับเคร่งเครียด ‘เจ้าผู้นี้กำลังวางแผนใหญ่บางอย่างไม่ว่าจะเป็นวิชาพรางตัวตระกูลผิง ต้องเป็นความตั้งใจของเขาแน่เขาต้องวางแผนเอาไว้ก่อนอย่างแน่นอน นั่นคือเหตุผลที่เขาไม่ฆ่าข้า ทำไมเขาไม่ฆ่าข้า? เป็นเพราะเขามีแผนอยู่ในมือ!’ เหมือนกับว่าผิงเสี่ยวซานติดตาข่ายที่มองไม่เห็นซึ่งแผ่คลุมทั่วทั้งตระกูลเซวียอย่างเงียบงันทำให้เขาสั่นสะท้าน รอยยิ้มที่ไร้เดียงสาและไม่มีอันตรายของถังเทียนกลายเป็นน่ากลัวในสายตาของเขา สีหน้าของผิงเสี่ยวซานเริ่มสงบลงและเขายิ่งคิดมากจนเขาลืมไปว่าเขาอยู่ที่ไหน “เอ.. เจ้ายังจะไม่ไปอีกหรือ?” ถังเทียนสังเกตว่าผิงเสี่ยวซานยังยืนงงอยู่ที่จึงรู้สึกประหลาดใจ ผิงเสี่ยวซานสะดุ้งเรียกสติกลับคืนมาและตอบทันที “ข้ากำลังจะไปแล้ว!” เพียงแค่นั้นเขาก็หลบหนีไปโดยไม่ลังเล ถังเทียนมองดูร่างที่น่าสงสารของผิงเสี่ยวซาน และอดเตือนเขาไม่ได้ “เฮ้, เจ้ากำลังไปผิดทาง!” ผิงเสี่ยวซาน “…..” หลังจากผิงเสี่ยวซานจากไป ถังเทียนยังคงฝึกต่อไป หลังจากต่อสู้แล้ว เขาได้รู้แจ้งแล้ว เกรงว่าเมื่อเวลาผ่านไป เขาจะลืม ดังนั้นเขาทบทวนฝึกฝนอีกครั้งหนึ่ง ในตอนเช้ากลุ่มของสตรีก็วิ่งเข้ามาในเรือนคลัง “พี่หมิงจู, แม่นายผู้เฒ่าพูดอย่างนั้นจริงๆ หรือ? โอวตายแล้ว, นี่เป็นเรื่องดีจริงๆ!” “เรื่องอะไรกัน? คุณนายผู้เฒ่ายังไม่ได้สอบสวนเสร็จเลยไม่ใช่หรือ? เขาแข็งแกร่งมากและกล้าหาญไม่กลัวใคร บางทีท่านอาจจะชอบเขาก็ได้” “ข้าเกรงว่าเขาหยาบกร้านเกินไป สำหรับตระกูลเซวียของเรายังเป็นตระกูลเก่าที่มีสถานะจะเป็นเรื่องสะดวกสบายได้อย่างไร? ท่านยายทำเกินไปหน่อยในครั้งนี้…” หมิงจูทนไม่ได้อีกต่อไปและตวาด “พวกเจ้าทุกคน เงียบเลยนะ! เรื่องการตัดสินใจของท่านยายต้องให้พวกเจ้ามาคอยวิจารณ์ตั้งแต่เมื่อใด?” กลุ่มสตรีเหล่านั้นยังคงเงียบอย่างว่าง่าย แต่มีสองสามคนที่มีท่าทางไม่สบายใจ “การป้องกันที่คลังสินค้าเมื่อคืนนี้ยากมาก และยิ่งกว่านั้นเรือนคลังสินค้ายังเต็มไปด้วยไหมทอง ราคาของไหมทองใครๆ ก็รู้ว่าค่าควรเมือง ปล่อยให้เขาเฝ้าดูแลอย่างนั้นก็ยังคงเป็นการทดสอบนิสัยของเขา” หมิงจูมองไปรอบๆ เห็นว่าสตรีอื่นๆ กำลังคิดเลยเถิด นางแค่นเสียง “พวกเจ้าจะมองเห็นความรอบคอบของนายผู้หญิงได้ยังไง? การขอให้เขาเฝ้าดูแลสองสามคืน เราจะสามารถมองเห็นนิสัยของเขา” เมื่อได้ยินเช่นนั้นกลุ่มสตรีพยักหน้าเห็นด้วย “เมื่อเราไปดูเราจะไม่รู้ทุกอย่างหรอกหรือ?” หมิงจูกล่าว พอดีพวกนางมาถึงหน้าประตูคลังสินค้า หมิงจูผลักเปิดประตู และข้างในสว่างด้วยแสงแดด คลังสินค้ายุ่งเหยิง ไหมทองเกลื่อนไปทุกที่มีร่างหนึ่งนอนกรนเสียงดังสนั่น เสียงกรนของเขาราวกะฟ้าคำราม