ตอนที่ 56 เจอกันอีกแล้ว

Apocalypse Meltdown โลกาวินาศล่มสลาย

“ออกไป!” เธอตะโกนออกมาอย่างมีอารมณ์ เสียงเธอดังมากแต่มันกลับดูเย็นชาเหมือนกับเสียงของเครื่องจักร ซางจิ่วตี้หยุดการเคลื่อนไหวทันทีที่สิบสามตะโกนใส่เธอ ร่างของเธอแข็งทื่อไปทั้งร่าง ขยับตัวไม่ได้ แม้แต่เลาเสี่ยวเสียวที่ดูมีความหลังกันมายังไม่สามารถทำให้เธอกลัวแบบนั้นได้ เลาเสี่ยวเสียวพยายามสุดตัวที่จะซ่อนตัวอยู่ในความมืด ทำตัวให้ไร้ตัวตนมากที่สุดที่จะทำได้ขณะเดียวกันก็เนื้อตัวก็สั่นเทาไปด้วยความกลัว ผู้หญิงทั้งสองคนดูกลัวกันมากๆ เฉินช่าวเย่มองไปที่สถานการณ์เบื้องหน้าด้วยสายตาไม่เข้าใจ ในสายตาเขา…ซอมบี้สิที่น่ากลัวไม่ใช่เด็กสาวคนนี้ เด็กสาวคนนี้น่าจะรอความช่วยเหลืออยู่ เธอดูเปราะบาง ทำไมพวกเขาต้องทำท่ากลัวเธอกันแบบนี้ด้วย? เฉินช่าวเย่วิ่งไปข้างหน้าอย่างไวจนชูฮันยื่นมาออกมาห้ามไม่ทัน มือของชูฮันยังคงค้างเติ่งในอากาศ เฉินช่าวเย่เดินเข้าไปพลางพูดอย่างนุ่มนวลกับสิบสาม “เด็กน้อย หนูไม่ต้องกลัวนะ เราไม่ใช่ศัตรู อ๊าก อ๊ากกกกกก!!!” ทันใดนั้น ก็มีเสียงแหกปากและร้องไห้ดังไม่หยุดจากเฉินช่าวเย่ เขากลัวจนล้มลงไปกับพื้น น้ำตาและน้ำมูกไหลท่วมไปกับพื้น เขาชี้นิ้วไปข้างหลังโต๊ะอย่างสั่นเทาพลางตะโกนขึ้นมา “อ๊าก! อ๊าก! อ๊าก! อ๊าก!” “แม่งเอ๊ย!” เลาเสี่ยวเสียวโกรธจัดพร้อมกับเอามือตะปบหน้าผากตัวเอง เจ้าอ้วนนั่นไร้ประโยชน์ชะมัด ชูฮันรีบเดินเข้าไปพร้อมกับใบหน้าถมึงลากเฉินช่าวเย่ที่หนัก 200 กิโลกรัมกลับมาและปล่อยเขาออกไปจากห้องนี้ จากนั้นก็ปิดประตูลงทันทีอย่างรุนแรง เฉินช่าวเย่ที่ยังคงตัวสั่นเทาด้วยความกลัวมองไปยังประตูที่ปิดสนิท เขายังคงร้องไห้อยู่แม้จะไม่มีน้ำตาและเสียง ด้วยเพราะเขากลัวว่าเสียงของเขาจะล่อซอมบี้มา มันช่างเลวร้ายเหลือเกิน! เขาจะไม่กลับเข้าไปในห้องนั่นอีก ถึงแม้ข้างนอกนี้จะดูน่ากลัวแค่ไหนก็ตาม แต่มันก็ยังปลอดภัยกว่าข้างในนั่น เด็กสาวที่อยู่ข้างในนั่นเป็นโรคจิตหรือปีศาจกลับชาติมาเกิดหรือไงกัน?! บรรยากาศภายในห้องกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง เด็กสาวมองไปที่คน3คนในห้อง เธตรึงสายตาอยู่กับชูฮันขณะที่ดวงตาของเธอเปล่งไปด้วยความดุดัน ราวกับหมาป่ากระหายเลือดยามกวาดสายตามองดูหน้าผาก ลำคอ และหัวใจ…จุดตายบนร่างกายของชูฮัน เธอรู้สึกว่าชูฮันให้ความรู้สึกเป็นภัยคุกคามต่อเธอมากที่สุด ส่งที่ทำให้เฉินช่าวเย่กลัวจัดและทำให้ผู้หญิงอีก2คนนั่นตัวแข็งทื่ออยู่ข้างหลังโต๊ะที่เธอกำลังนั่งพิงอยู่ กองเอกสารและหนังสือสูงตั้งบังวิสัยทัศน์ของเขาและตัวเฉินช่างเย่เองก็ไม่ได้รู้อะไรเลยเกี่ยวกับสิบสามมาก่อน เขาเลยไม่ได้สังเกตบรรยากาศโดยรอบก่อนเดินเข้าไปหาสิบสาม มีทั้งหมดกี่ร่าง 20? 50? หรือเป็นร้อย? ไม่สามารถรู้จำนวนทั้งหมดได้แน่ชัด แต่ศพถูกวางเรียงไว้อย่างดี ทับซ้อนเป็นกองขึ้นไปราวกับปีรามิต ผสมไปด้วยทั้งคนแก่และเด็ก มันน่าจะเป็นเหล่าคนในสถานกำพร้าที่กลายร่างเป็นซอมบี้ ทุกคนในสถานกำพร้ากลายเป็นซอมบี้กันหมด! รอยตัดของบาดแผลบนคอนั้นเป็นทรงแปลกๆ มันไม่ปกติ พวกเขาเดาว่ามันไม่น่าจะเกิดจากอาวุธแหลมคม ชูฮันมองไปที่หลังมือของเด็กสาวและพบว่าเล็บของเธอที่ควรจะเป็นสีขาวและบอบบางกลับเต็มไปด้วยเลือดสีดำและสิ่งสกปรกต่างๆ แสดงว่า…เธอนั่นแหละที่เป็นคนตัดหัวพวกเขา มันเป็นสถานที่ที่เธอโตมา โดยมีประธานของสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเป็นคนดูแลเธอ เพื่อนๆ และเด็กน่ารักอีกหลายคนที่โตขึ้นมาด้วยกัน ทว่าเธอจำเป็นต้องฆ่าพวกเขา ตั้งแต่พวกเขากลายร่างเป็นซอมบี้ มันช่างโหดร้ายเหลือเกินที่ต้องกลายเป็นคนที่ต้องฆ่าคนที่ตัวเองรักและใกล้ชิดเองกับมือ… ชูฮันนิ่วหน้าครุ่นคิด ตาของเขาฉายแววสับสน มันเหนือความคาดหมายของเขาที่สิบสามที่ซางจิ่วตี้และเลาเสี่ยวเสียวรู้จักคือเธอคนนี้ เขานึกภาพไม่ออกเลยว่าเธอเจออะไรมาบ้างระหว่างการปะทุของโลกาวินาศ แต่ยังไงมันก็เป็นความจริง ตอนนี้เขาไม่แปลกใจเลยว่าทำไมทั้งซางจิ่วตี้และเลาเสี่ยวเสียวถึงมีท่าทางแปลกๆเช่นนั้นยามพูดถึงสิบสาม เธอเป็นคนพิเศษเช่นเดียวกับกับตัวตนและบุคลิกของเธอ เธอโด่งดังและเป็นที่รู้จักดีของทุกคนในระหว่าง10ปีของโลกาวินาศในชาติที่แล้ว เธอสามารถควบคุมได้ทั้งจีน เป็นหัวหน้าของหลางหยา เธอโลภมากในอำนาจจนสามารถรวบอำนาจกองกำลังทั้ง3กองมาได้จนหมด หลังจากนั้นเธอก็ได้ฉายาว่า ‘นักฆ่า’ ชูฮันก้มตัวลงเพื่อซ่อนแววตาที่กำลังมีความสุขของเขา สวัสดี…ป่ายหวีเนอ เจอกันอีกแล้ว… “สิบสาม” ซางจิ่วตี้พยายามรวบรวมความกล้าอีกครั้ง “เธอจะไปกับเรามั้ย? เธออยู่ที่นี้ต่อไปไม่ได้ เธอควรไปอยู่กับพวกเรานะ” ป่ายหวีเนอยังคงไม่ขยับตัวใดๆหากแววตาสังหารฉายเต็มในดวงตาเธอ เธอพูดขึ้นมาเหมือนเดิมอีกครั้ง “ออกไป” ซางจิ่วตี้และเลาเสี่ยวเสียวเหมือนจะถอยหลังหนีออกไป ทั้งสองคนดูมึนงงสับสน พวกเธอไม่รู้ว่าควรจะออกไปหรืออยู่เกลี้ยกล่อมสิบสามต่อดี หรือว่าพวกเธอควรไปและปล่อยให้ป่ายหวีเนออยู่ที่นี้ต่อ? พวกเธอกลัวว่าป่ายหวีเนอจะฆ่าพวกเราทั้งหมดถ้าเธอพวกเรายังอยู่ที่นี้ต่อและทำให้เธอโกรธ แปะ!
ชูฮันเดินหน้าเข้ามา การกระทำของเขาสร้างความตกใจอย่างมากต่อซางจิ่วตี้และเลาเสี่ยวเสียว แรงสังหารในตัวป่ายหวีเนอเริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ ชูฮันยิ้มและเดินเข้าไปหาเธอ ไม่สนใจท่าทางของซางจิ่วตี้และเลาเสี่ยวเสียว เขาจับมือเธอขึ้นมาขณะที่จิตสังหารของเธอระเบิดออกมา มือชูฮันค่อยๆลูบผมของเธออย่างนุ่มนวล การกระทำที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันทำให้ดวงตาของเธอแดงก่ำขึ้นมา เธอก้มตัวขณะที่จิตสังหารของเธอเริ่มจางหายไป ชูฮันรู้ว่าเธอทรมานจากการช็อกอย่างรุนแรงของการปะทุของโลกาวินาศ เธอดูเหมือนกับแมวขี้โมโห หากเขารู้ดีว่าการทำเช่นนี้ทำได้เพียงแค่ทำให้เธอรู้สึกถึงความอบอุ่นจากใครสักคน หากมันยังไม่มากพอที่จะพาเธอออกไปจากที่นี้ ชูฮันจึงพูดขึ้นอย่างใจเย็นว่า “เธออยากกลับไปที่บ้านป่ายมั้ย?” จู่ๆทั้งห้องก็เงียบสนิทขึ้นมาทันที และ…. เคล้ง! เคล้ง!
เสียงปืนของซางจิ่วตี้และเลาเสี่ยวเสียวตกลงบนพื้น พวกเธอทั้งประหลาดใจและตกใจในเวลาเดียวกันเหมือนกับตอนที่พบว่าซอมบี้มีตัวตนในโลกาวินาศ ชูฮันรู้ได้ยังไง? ป่ายหวีเนอเงยหน้าขึ้นมา ลืมตาขึ้นพลันก็มีน้ำตาไหลลงมาจากหน้าเธอ “คุณเป็นใคร?” นี่เป็นประโยคแรกที่เธอพูดกับเขา ตามมาด้วย “ออกไป” ถึงแม้ว่าเสียงของเธอจะแหบแห้ง หากแต่ก็ยังแฝงไปด้วยความปรารถนา ชูฮันยิ้มเล็กน้อย เขาเข้าใจสถานการณ์ของป่ายหวีเนอดี เธอโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า แต่เธอไม่ใช่เด็กกำพร้า “ฉันคือชูฮัน” ชูฮันตอบพร้อมกับรอยยิ้มพลางชี้ไปที่หน้าท้องของเธอ “เธอหิวเหรอ?” เด็กสาวพึ่งอายุเพียง 17 ปี หากเธอกลับต้องเผชิญเหตุการณ์มากมายในชีวิต ชูฮันคิดว่าเขาไม่จำเป็นต้องดูแลประคบประหงมป่ายหวีเนอ หากเขาจะให้ความช่วยเหลือและความเคารพต่อเธอแทน แน่นอนว่าสิ่งที่เขาหวังไว้มากที่สุดก็คือ การได้รับความภักดีจากป่ายหวีเนอ ด้วยเพราะเธอจะกลายเป็นคนที่ทรงพลังมากในอนาคต และไม่มีใครสามารถควบคุมเธอได้ ฉายา ‘นักฆ่าคน’ ไม่ได้เป็นแค่ฉายา… การได้เธอมาเข้าร่วมก็เหมือนกับได้ครึ่งหนึ่งของโลกาวินาศมาไว้ในมือ