สองคนต่างไม่เอ่ยวาจาทำให้บรรยากาศแลดูแปลกประหลาด เมื่อยิ่งแปลกประหลาดจิ่งเหิงปัวก็ยิ่งไม่เป็นธรรมชาติ เมื่อยิ่งไม่เป็นธรรมชาติก็ยิ่งขุ่นเคือง…เป็นเขาที่ทำเรื่องไม่ดีชัดๆ เหตุใดแลดูตนเองหวาดผวารู้สึกผิดต่อเขาด้วย? เรื่องแค่นี้เองมิใช่หรือ หรือว่าบรรยากาศยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งสมเหตุสมผลจริงหรือ? นี่อาศัยอะไรกันล่ะ โชคดีที่หลังจากผ่านไปชั่วครู่ กงอิ้นก็เอ่ยปากแผ่วเบาในที่สุด “เรื่องเมื่อครู่นี้…ข้าบุ่มบ่ามไปแล้ว” จิ่งเหิงปัวแอบร้องว่าแย่แล้ว ไม่พูดก็เก้อเขิน ยิ่งพูดก็ยิ่งเก้อเขิน นี่นางจะตอบอย่างไรดี? ไม่เป็นไร ข้าบุ่มบ่ามก่อน? โอ้โน ไม่เป็นไร ที่จริงแล้วเจ้าบุ่มบ่ามไม่ผิดหรอก เพียงแต่เวลากับสถานที่ที่บุ่มบ่ามไม่ถูกต้อง? โอ้โน … “แค่กๆ” หลังจากนัยน์ตากลอกกลิ้งไปมารอบหนึ่ง ในที่สุดนางก็หาหัวข้อสนทนาที่เหมาะสมที่สุดจนเจอ คุยเรื่องงาน! “จริงสิ ข้ามีข้อสงสัยเรื่องหนึ่ง” “อืม?” เขาคล้ายเกียจคร้านอยู่บ้าง เอ่ยวาจาเจือด้วยเสียงนาสิกเล็กน้อย ทว่าฟังดูทุ้มต่ำไกลโพ้นในความว่างเปล่ามืดครื้มนี้ เสียงวนเวียนต่อเนื่อง ฟังแล้วนางรู้สึกคันยุบยิบในใจ ดั่งถูกหน่ออ่อนยามวสันต์ที่งอกขึ้นก่อนกำหนดยั่วเย้าภายในใจ อดไม่ได้ที่จะนึกถึงแขนสองข้างกำยำ ร่างกายหนักหน่วงและกลิ่นอายบุรุษที่หอมกรุ่นประชิดใกล้ไร้ขอบเขตทว่าลึกลับของเขาเมื่อครู่… จิ่งเหิงปัวยกมือบังใบหน้าที่แดงซ่านอย่างกะทันหันไว้…หยุดเลยๆ! ขืนคิดแบบนี้ต่อไป นางคงต้องบุ่มบ่ามอีกครั้งแล้ว! “เรื่องนั้น…เรื่องนี้…” นางหลงลืมหัวข้อสนทนาที่คิดไว้แล้วในทันที กงอิ้นไม่เร่งเร้านางเช่นกัน ภายในนัยน์ตางดงามสดใสเป็นพิเศษของเขาคล้ายมีรอยยิ้มเฉื่อยเนือย เวียนวนดุจกระเบื้องเคลือบท่ามกลางแสงสลัว มองจนนางเหม่อลอยไปต่างๆ นานา ถ้าหางตาไม่ได้เหลือบมองม่านเกี้ยว นางอาจจะหลงลืมไปอีกครั้ง “จริงสิ ก่อนหน้านี้เจ้าเอ่ยว่ายามที่มือสังหารเดินผ่านเกี้ยวของเจ้า ได้วางกับดักอาวุธลับใต้คานเกี้ยว…” สุดท้ายแล้วจิ่งเหิงปัวถามถึงข้อสงสัยที่ค้างอยู่ในเบื้องลึกของจิตใจออกมาว่า “ทว่ารู้สึกว่าเป็นไปไม่ได้นัก” “อ้อ?” เขาไร้ซึ่งสีหน้าประหลาดใจ ตรงกันข้ามกลับมีสีหน้าสนับสนุน พอนางได้รับการปลุกเร้าใจ ก็กล่าวต่อทันทีว่า “ด้วยเพราะภายหลังยามที่เจ้าจับมือสังหารออกมา เขาอยู่ท่ามกลางเหล่านายทหารของสำนักตี้เกอและพลทหารคั่งหลง หากดูจากตำแหน่งแล้ว ต่อให้เขาเดินผ่านหน้าเกี้ยวของเจ้าก็ไร้หนทางเข้าใกล้เกี้ยวของเจ้า ยิ่งไปกว่านั้นนายทหารและพลทหารเข้าแถวผ่านไป มีคนอยู่ทั้งข้างหน้าข้างหลัง หากวางกับดักจริงจะไม่มีผู้ใดมองเห็นหรือ? ต่อให้เขาเข้าใกล้แล้ว ลงมือรวดเร็วแล้ว ไม่มีคนมองเห็นแล้ว ทว่าเหมิงหู่กับอวี่ชุนอยู่ไม่ไกลจากเกี้ยวของเจ้า จะสะเพร่าจนเป็นเช่นนี้ได้หรือ? ต่อให้พวกเขาต่างสะเพร่าแล้ว กับดักที่ยิงอาวุธลับได้แบบนั้นอันหนึ่งติดตั้งได้ง่ายดายขนาดนั้นเสียที่ใดกัน แล้วทิศทางเล่า? ติดตั้งเล่า? ปรับแต่งเล่า? เช่นนั้นหากบังเอิญติดตั้งได้ ยิงเพียงครั้งก็ยิงโดนแล้วหรือ? หากมือสังหารมีความสามารถนี้ คงไม่ต้องซ่อนอยู่ในฝูงชนฉวยโอกาสยามหมอกหนายิงอาวุธลับป้ายความผิดแล้ว!” “ดีมาก” เขาชื่นชมอย่างเฉื่อยเนือย เอ่ยสืบต่อว่า “เจ้าติดตามข้ามานาน ในที่สุดก็เฉลียวฉลาดขึ้นมาบ้างแล้ว” “ท่านอย่าหลงตัวเองขนาดนี้ได้หรือไม่เจ้าคะ?” นางแขวะเขา “เรื่องนี้ข้าเรียนรู้จากเจ้า ขอบใจ” เขาตอบอย่างรวดเร็วยิ่ง จิ่งเหิงปัวคร้านจะโต้เถียงกับเขา ถ้าจะโต้เถียงขึ้นมาจริงนางคงจะพ่ายแพ้เป็นส่วนใหญ่ “เป็นอย่างไรๆ” นางกอดแขนของเขาไว้ แล้วกล่าวว่า “ข้าทายถูกหรือไม่ เรื่องที่เอ่ยว่ามือสังหารวางกับดักคือแผนการที่เจ้าวางเอาไว้ใช่หรือไม่” “ใช่” “อะฮ่า ทว่าเจ้าจัดการตั้งแต่เมื่อไรกัน กระทำทันเวลาได้อย่างไร” “ระหว่างทางมาข้าได้ส่งคนเข้าไปสืบเสาะข่าวคราวก่อนแล้ว หลังจากได้รู้สถานการณ์แล้วจึงกระทำการจัดการ” “จับมือสังหารออกมาก็พอแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดยังต้องเล่นลูกไม้ขนาดนี้ด้วย?” คำถามนี้คือคำถามที่นางคิดไม่ออกเป็นที่สุด “เจ้าคิดดู” เขากลับไม่เอ่ยตอบโดยตรง โยนคำถามไปให้นาง นางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก็เอ่ยอย่างไม่แน่ใจขึ้นว่า “จ้าวซื่อจื๋อ?” เขาพยักหน้าลง เอ่ยอย่างเรียบง่ายว่า “ด้วยเพราะข้าอยากให้เขาหกล้มสักหน่อย” จิ่งเหิงปัวหมดคำกล่าว “…” นี่นับว่าเป็นเหตุผลอะไรเนี่ย? ขณะที่กำลังอยากหัวเราะเยาะความไร้เดียงสาของเขา ก็พลันได้ยินเสียงเหมิงหู่เคาะไม้กระดานเกี้ยวข้างนอก เกี้ยวหยุดลง เหมิงหู่เอ่ยเสียงแผ่วเบาอยู่ข้างนอกว่า “เรียนนายท่าน จ้าวซื่อจื๋อเป็นลมล้มป่วย ทางตระกูลส่งสมุดพับลาป่วยแทนเขาขอรับ” จิ่งเหิงปัวหันหน้ากลับมาจ้องมองกงอิ้นในทันที มุมปากของกงอิ้นค่อยๆ กระหวัดขึ้นเพียงครั้ง “น่าจะเป็นเพราะถูกมือสังหารลอบทำร้ายครั้งนั้นทำให้ตกใจ เชิญหมอหลวงเดินทางไปรักษาให้เต็มที่” กงอิ้นหยุดไปชั่วครู่ น้ำเสียงที่ราบเรียบมีความเยาะหยันสายหนึ่งเพิ่มเข้ามาด้วย เอ่ยว่า “ให้เขาพักผ่อนร่างกายให้เต็มที่ ตำแหน่งรองเสนาบดียังรอให้เขาหายเป็นปกติมารับตำแหน่งอยู่นะ” “ขอรับ” ภายในเสียงของเหมิงหู่คล้ายมีเสียงหัวเราะ จากนั้นก็ถอยลงไป จิ่งเหิงปัวอยากหัวเราะเช่นกัน ชั่วชีวิตนี้จ้าวซื่อจื๋อคงยากจะหายเป็นปกติแล้ว รองเสนาบดีก็ดี ต่อต้านแบบนุ่มนวลกับกงอิ้นก็ดี ใช้ผลกระทบที่มีต่อวงการอักษรของตนเองรวบรวมแวดวงปัญญาชนและกลุ่มขุนนางฝ่ายบุ๋นให้คัดค้านก็ดี ชั่วชีวิตนี้ เขาคงทำไม่ได้สักอย่างแล้ว การลงมือของกงอิ้นรอบคอบและน่าครั่นคร้ามเช่นนี้เสมอ คือเขี้ยวยาวขาวราวหิมะที่สัตว์ขนาดมหึมาสมัยดึกดำบรรพ์ซุกซ่อนไว้ กลืนกินความหวังทั้งมวลภายในพริบตา นางเงยหน้าขึ้นจ้องมองบุรุษฝั่งตรงข้าม ทว่าเขาไม่ได้ตั้งใจแย่งความดีความชอบและไม่ได้ตั้งใจเอาอกเอาใจ หยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาพลิกอ่านตามอารมณ์ ขนตาหนาดกแผ่ลงมา เงียบสงัดดุจรูปสลัก ราวกับรู้สึกถึงการจ้องมองของนาง เขาไม่ได้เงยหน้า เพียงเอ่ยว่า “การแก้ไขเรื่องหลายเรื่อง ไม่จำเป็นต้องตาต่อตาฟันต่อฟันหรือใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกัน พาตนเองเข้าสู่อันตราย ผู้เฉลียวฉลาดไม่กระทำ” นางไม่ได้กล่าวตอบ เขาเงยหน้าอย่างงงงัน กำลังอยากอบรมแมวป่าตัวนี้ให้ตั้งใจฟังการสั่งสอน นางพลันยิ้มแย้มเบิกบานพลางโถมเข้ามา โอบคอของเขาไว้ ประทับรอยจูบครั้งหนึ่งบนแก้มของเขาอย่างรวดเร็ว ในใจเขายังไม่ทันได้หวั่นไหวครั้งใหญ่ นางถอยออกไปอย่างรวดเร็วแล้ว จ้องมองเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ขอบคุณนะ” นางแนบใบหน้าลงบนไหล่ของเขา กล่าวเสียงแผ่วเบาว่า “ไม่ใช่ขอบคุณที่เจ้าช่วยข้าไว้ แต่ขอบคุณที่เจ้าตั้งใจกระทำ ยามนี้ข้าไม่โกรธแค้นไม่พอใจแม้แต่น้อยแล้ว ดีใจอย่างยิ่ง อบอุ่นอย่างยิ่ง ชื่นชอบอย่างยิ่ง” เรือนร่างเขาตั้งตรง ทว่าไม่ได้ลากนางออกโดยพลัน ครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก็ยกมือขึ้นแผ่วเบา ลูบเรือนผมยาวเรียบลื่นปานธารหลากของนาง นางอยากเงยหน้ามองเขา แต่ถูกเขาใช้ขากรรไกรล่างค้ำยันไว้บนศีรษะเพื่อหยุดยั้ง ลมหายใจของกันและกันผสมผสาน โอบกอดกันอบอุ่น ผ่านไปครู่ใหญ่ นางได้ยินเขาเอ่ยอย่างแผ่วเบาว่า “เหิงปัว ข้าเพียงหวังให้เจ้าชื่นชอบนิรันดร์กาล เข้าใจให้มากยิ่งขึ้น” … รถหยุดลงที่หน้าประตูวัง ลักษณะท่าทางของกงอิ้นฟื้นคืนเป็นปกติแล้ว เขาให้จิ่งเหิงปัวลงจากรถก่อนแล้วเรียกทหารอวี้จ้าวที่รับผิดชอบคุ้มกันพระราชวังมากำชับหลายประโยค จิ่งเหิงปัวมองดูทหารที่อยู่บนจัตุรัสเพิ่มมากขึ้นอีก ในใจรู้ว่ากงอิ้นอาจจะเพิ่มกำลังป้องกันพระราชวังอีกแล้ว นางหันข้างโดยไม่ได้ตั้งใจ พลันมองเห็นข้างหลังของกงอิ้นคล้ายมีร่องรอยสีแดงผืนหนึ่ง เสื้อผ้าของเขาขาวราวหิมะ แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยแปดเปื้อนละอองธุลี ร่องรอยผืนหนึ่งนี้จึงสะดุดตาพิเศษ “เอ๊ะ บนหลังเจ้าเปื้อนสิ่งใดกัน วัตถุสีแดง? พนักพิงภายในรถไม่สะอาดหรือ” นางชะโงกไปมองอย่างประหลาดใจในทันที กงอิ้นหันหลังโดยพลัน จิ่งเหิงปัวเกือบจะถูกไหล่เขาชนเข้าให้ จึงเงยหน้าอย่างไม่เข้าใจ กงอิ้นยกมือเรียกอวี่ชุนมาแล้ว เอ่ยว่า “ข้านึกได้ว่ายังมีธุระ เจ้าคุ้มกันราชินีกลับตำหนักไปก่อน เหมิงหู่ เจ้าไปกับข้า” อวี่ชุนเข้ามาขวางอยู่เบื้องหน้าจิ่งเหิงปัว ข้อศอกของเหมิงหู่มีผ้าคลุมสีดำผืนหนึ่งพาดไว้ เขาคลุมให้กงอิ้น ผ้าคลุมเนื้อผ้าสีดำร่วงหล่นหนักหน่วง จิ่งเหิงปัวชะโงกหน้าออกมาจากข้างหลังอวี่ชุน รู้สึกได้ทันทีว่าเขาที่คลุมผ้าสีดำ ขณะนี้แลดูซูบผอมขึ้นมาหลายส่วน นางมองดูเงาด้านหลังของกงอิ้นที่รีบร้อนสูญสลายไปในเกี้ยวหรูหรา พลันเงยหน้ามองดูท้องฟ้าที่กำลังค่อยๆ มืดสลัว ขอบฟ้ากำลังมีหมู่เมฆพรั่งพรูลอยล่องเข้ามา …