หลังจากให้อาหารโคล่า หลินเฉิง ก็นำเนื้อออกมาหลังจากที่เขาฉีกซองสูญญากาศเขาโยนอีกครึ่งนึงให้กับ หลิวยูฉิน เธอจะกินมันหรือไม่ก็แล้วแต่ตัวเธอเอง หลิวยูฉิน มองดูเนื้อที่อยู่ด้านหน้าเธอกลิ่นหอมดึงดูดทำให้น้ำลายของเธอแทบไหล เมื่อเห็นว่า หลินเฉิง ขว้างเนื้อนี้มาให้เธอและหันไปไม่สนใจเธออีก เธอก็อดไม่ได้ที่จะเปิดปากและกัดลงไปบนเนื้อฉ่ำๆ เธอเริ่มกินอย่างมูมมาม เธอหยิบเนื้อในมือยัดเข้าปากอย่างรวดเร็วจนกระทั่งปากของเธอเต็มไปด้วยน้ำมันและแก้มของเธอบวมเพราะมีเนื้ออยู่ด้านใน จากนั้นเธอก็ค่อยๆเคี้ยวเนื้อที่อยู่ในปากของเธอ น้ำตาของเธอค่อยๆไหลรินอย่างต่อเนื่อง นี่เป็นมื้อแรกที่เธอได้กินของดี ตั้งแต่ที่เธอสูญเสียแม่ของเธอไป และมันเป็นอาหารมื้อแรกที่เธอได้กินหลังจากที่แม่ของเธอแอบเยัดถุงเล็กๆให้กับเธอก่อนที่จะตาย ในตอนนั้นขบวนผู้รอดชีวิตถูกจู่โจมโดยฝูงซอมบี้พ่อของเธอต้องการเอาตัวรอดโดยการผลักแม่ของเธอไปยังซอมบี้เหล่านั้นเพื่อถ่วงเวลา เหตุการณ์ในครั้งนั้นเป็นเงาที่ตามหลอกหลอนในหัวใจของเด็กน้อย หลิวยูฉิน กลัวพ่อของเธอเป็นอย่างมากถึงแม้ว่าพ่อของเธอจะเลวทรามแต่เธอก็ไม่กล้าที่จะหนีออกจากเขา แม้ว่าเธอจะเป็นเด็กเธอก็รู้ว่าหากเธอหนีออกจากเขาจะไม่มีคนอื่นรับดูแลเธออย่างแน่นอน ถ้าเธอไม่ได้กินเธอคงอดตาย พ่อของเธอมักจะให้ขนมปังครึ่งชิ้นกับเธอทุกวันหลังจากใช้ประโยชน์จากเธอ เด็กน้อย หลิวยูฉิน สามารถมีชีวิตอยู่ได้เพียงอาศัยขนมปังครึ่งแผ่นทุกวัน เธอมักจะโดนตีด้วยแส้จากพ่อของเธอหากเธอไม่สามารถขออาหารจากผู้รอดชีวิตคนอื่น เธอทนการดูถูกเหยียดหยามจากคนแปลกหน้าเหล่านั้น แต่พ่อที่ชั่วร้ายของเธอยังคงใช้อาหารบางส่วนที่เธอขอมาได้นั้นเพื่อแลกเปลี่ยนกับการนอนกับผู้หญิงบางคน หากเธอไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวกับ หลินเฉิง หลิวยูฉิน จะต้องอยู่ในวัฏจักรการดำรงชีวิตเช่นเดิมและในไม่ช้าเธอคงต้องตกตายภายใต้น้ำมือของบิดาผู้ให้กำเนิดหรือไม่ก็ระหว่างออกไปขออาหารคนอื่น เมื่อได้ยินเสียงสะอื้นของเด็กสาว หลินเฉิง หันศรีษะของเขาหันมามองและเห็นใบหน้าเล็กๆกำลังหลั่งน้ำตา เขาส่ายหัวอย่างไร้ประโยชน์และถามว่า “เด็กน้อยเธอเป็นอะไร?นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นว่าใครบางคนร้องไห้ขณะที่กิน!” เมื่อ หลิวยูฉิน ได้ยินคำพูดของ หลินเฉิง เธอรีบเช็ดรอยน้ำตาบนใบหน้าของเธออย่างรวดเร็ว และรีบเคี้ยวเนื้อที่อยู่ในปากก่อนที่จะกลืนลงท้อง หลังจากนั้นเธอยืนขึ้นและคุกเข่าลงต่อหน้า หลินเฉิง “เธอยังทำตัวอ่อนแอแบบนี้ฉันจะไล่เธอออกไปทันที!” เมื่อเห็นการกระทำของเด็กน้อย หลินเฉิง ขมวดคิ้วและตะโกนออกมา เมื่อ หลินเฉิง พูดร่างของ หลิวยูฉิน สั่นสะท้านแต่เธอยังคงคุกเข่าลงและก้มหน้า “เฮ้อ!” เมื่อเห็นว่าเด็กน้อยยังคงกระทำด้วยความซื่อตรงมันทำให้ หลินเฉิง ถอนหายใจยาวในขณะที่เอื้อมมือออกไปดึง หลิวยูฉิน ที่คุกเข่าลุกขึ้น เมื่อเห็นใบหน้าที่หวาดกลัวของ หลิวยูฉิน หลินเฉิง พูดว่า “ฉันไม่รู้ว่าเธอเคยประสบเหตุการณ์อะไรมาก่อน แต่เนื่องจากตอนนี้พวกเราได้พบกันและเธอยังมีพี่สาวที่ใจดีดังนั้นเธอจะไม่พบเหตุการณ์แบบนั้นอีกในอนาคต…” “ถ้าไม่ใช่เพราะพี่สาวคนนั้นฉันเองก็คงไม่รับเธอเข้ามาในกลุ่ม ดังนั้นไม่ต้องใส่ใจฉันอีกต่อไป!ในโลกที่วุ่นวายแบบนี้ทุกคนต่างดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด สิ่งสำคัญที่สุดคือการเอาชีวิตรอด น้อยคนนักที่จะเหมือนพี่สาวเสวี่ยของเธอ หากเธออยากขอบคุณก็ไปขอบคุณพี่สาวคนนั้นเถอะ!” เมื่อฟังคำพูดของ หลินเฉิง เด็กสาว หลิวยูฉิน ซึ่งมีอายุน้อยกว่า 7 ปีดูเหมือนจะเข้าใจในสิ่งที่ หลินเฉิง พูด เธอพยักหน้าอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นเด็กหญิงคนนี้พยักหน้า หลินเฉิง จึงพูดขึ้นว่า “เอาล่ะ ฉันคิดว่าเธอควรที่จะเอาเนื้อที่เก็บเอาไว้ในกระเป๋าออกมาและกินมันซะ…!” หลิวยูฉิน รู้ได้ทันทีว่าการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆของเธอไม่สามารถซ่อน หลินเฉิง ได้ดังนั้นใบหน้าของเธอจึงเป็นสีแดงด้วยความอับอาย เธอรีดเนื้อออกมาจากกระเป๋าและกินอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เห็น หลิวยูฉิน กินเนื้อแล้ว หลินเฉิง ยิ้มขึ้นและพูดว่า “ ทำไมต้องซ่อนอาหารเอาไว้ในเมื่อเธอนอนอยู่บนกองอาหารเธอยังจะกลัวอดตายอีกหรอ” หลิวยูฉิน พูดอย่างงุ่มง่าม “นี่คือสิ่งของพี่ชายและพี่สาว…หนูไม่สามารถเอามาเป็นของตัวเองได้!” เมื่อเห็นว่าเด็กสาวตัวเล็กๆมีเหตุผลถึงเพียงนี้มันทำให้ หลินเฉิง รู้สึกหงุดหงิด เด็กหญิงอายุ 6-7 ขวบควรมีแต่ความไร้เดียงสาเต็มไปด้วยความสุขในวัยของเธอ แต่กลายเป็นว่าเด็กที่อยู่ต่อหน้าเขาในตอนนี้มีความคิดเป็นผู้ใหญ่เพราะการกระทำของผู้ใหญ่ชั่วร้ายบางคนต้องบอกว่านี่เป็นเรื่องน่าเศร้า หลินเฉิง ส่ายหัวและไม่คิดถึงมันอีก มู่หยิงเสวี่ย ที่เขาไม่เห็นตั้งแต่ตื่นมาในที่สุดก็กลับมา หลินเฉิง อยากจะถามว่าเธอไปที่ไหน แต่เขาก็ได้ยินเสียง มู่หยิงเสวี่ย พูดว่า “รีบขึ้นรถได้แล้วทุกคนกำลังเตรียมตัวที่จะออกเดินทาง!” เมื่อเห็นดังนั้น หลินเฉิง พยักหน้าในขณะที่ มู่หยิงเสวี่ย ขึ้นนั่งบ่นเบาะที่นั่งข้างคนขับในอ้อมแขนของเธออุ้ม หลิวยูฉิน เอาไว้จากนั้นถามหลิวยูฉินที่อยู่ในอ้อมแขนว่า “เป็นยังไงบ้าง?เธอคุยอะไรกับพี่ชายบ้างหรือยัง?” หลิวยูฉิน พยักหน้ายางเขินอาย จากนั้นมู่หยิงเสวี่ยก็พูดว่า “พวกเราควรจะล้างหน้าให้กับน้องสาวตัวน้อยคนนี้ก่อน เธอจะได้ดูสะอาดและน่ารักมากยิ่งขึ้น” มู่หยิงเสวี่ย วาง หลิวยูฉิน ไว้บนพื้นเพื่อเตรียมจะล้างหน้าให้กับเด็กน้อย จากนั้นมองหน้า หลินเฉิง และเมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้คัดค้านเธอจึงหยิบน้ำแร่จากด้านหลังรถขึ้นมาและค่อยๆล้างหน้าของ หลิวยูฉิน …. เมืองหวางเป่ย ถนนสันติภาพ ในเวลานี้บนถนนกำลังจัดระเบียบเป็นขบวนผู้รอดชีวิต พวกเขากำลังเริ่มขบวนเพื่อออกเดินทาง ด้านหน้าของขบวนยังคงเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ แต่รถบรรทุกขนาดใหญ่คันนี้ยังมีพลังน้อยกว่า Peterbilt 389 ของ เฉินหยงกัง ด้านหน้ารถเต็มไปด้วยหนามแหลมที่เต็มไปด้วยเลือดเกรอะกรัง มองดูแล้วชวนอึดอัดใจ ซูหยวน ยืนอยู่แถวหน้าของทีมและกำลังอธิบายถึงข้อควรระวังในการเดินทาง เมื่อมันเกี่ยวข้องกับชีวิตของพวกเขาคนเหล่านี้จึงตั้งใจฟังอย่างดี นอกจากนี้ ซูหยวน พยายามที่จะมองหา หลินเฉิง เพื่อต้องการให้เขาเข้าร่วมในการอภิปรายและป้องกันทีม แต่ หลินเฉิง ปฏิเสธ เมื่อพิจารณาว่า หลินเฉิง มีเพียงคนเดียวแม้ว่าเขาจะมีความสามารถ แต่เขาก็สามารถป้องกันผู้หญิงเพียงแค่ 1-2 คนได้เท่านั้นดังนั้น ซูหยวนจึงไม่เซ้าซี้อีกต่อไป หลินเฉิง นั่งอยู่บนรถและกำลังสูบบุหรี่อย่างเบื่อหน่าย เมื่อพบว่าขบวนผู้รอดชีวิตนั้นไม่ขยับไปไหนเขาจึงกดคอนโซลหน้ารถเพื่อเปิดฟังเพลง ในขณะที่เขากำลังเปิดเพลงอยู่นั้น ท่านใดเขาก็รู้สึกถึงสายตาที่กำลังจ้องมองเขาอยู่ด้านข้าง เขาจึงหันมามองและเห็น หลิวยูฉิน ที่ล้างหน้าเรียบร้อยแล้วกำลังจ้องมองเขาอยู่ ——————————————-