ในเวลานี้ หลิวยูฉิน ดูเปลี่ยนเป็นอย่างมาก ผมของเธอถูกหวีอย่างเรียบร้อยใบหน้าของเธอขาวกระจ่างซึ่งในตอนนี้สามารถมองเห็นลักษณะที่แท้จริง ขนตาของเด็กสาวนั้นยาวมากดวงตาสีเข้มของเธอสดใส อย่างไรก็ตามเนื่องจากเธอขาดสารอาหารในระยะยาวอย่างนั้นจึงทำให้ใบหน้าของเธอซีดเซียวแต่ยังคงความงดงาม ซึ่งดูเหมือนว่าเธอได้รับมรดกเรื่องหน้าตาดีจากพ่อของเธอที่ตายไปแล้ว เมื่อเห็นว่าเด็กสาวกำลังจ้องมองตัวเอง หลินเฉิง พูดไม่ออก “ดูเหมือนผมควรจะภาคภูมิใจใช่ไหมที่มีเด็กสาวตัวน้อยๆจ้องมองผมตั้งแต่เช้าจนเที่ยงโดยไม่วางตา?” เมื่อได้ยินคำพูดของ หลินเฉิง มู่หยิงเสวี่ยก็หัวเราะเสียงดัง “นายเป็นคนน่ากลัวมาก แต่นายกลับกลัวเด็กเล็กๆจ้องมอง พูดไปใครจะเชื่อ?” มู่หยิงเสวี่ย หัวเราะเยาะ หลินเฉิง จากนั้น หลินเฉิง จึงพูดขึ้นว่า “ ผมแค่ไม่อยากถูกมองทุกเช้า ถ้าเป็นคุณคุณจะรู้สึกยังไง?” มู่หยิงเสวี่ย ไม่ได้ใส่ใจเกี่ยวกับคำพูดของ หลินเฉิง “ ถ้านายจ้องมองฉันทุกเช้าฉันคงจะรู้สึกมีความสุขมาก!” หลังจากได้ยิน มู่หยิงเสวี่ย พูด หลินเฉิง โบกมือและไม่ต้องการพูดเรื่องนี้อีกต่อไป เขาหันไปมอง หลิวยูฉิน และพูดว่า “ทำไมเธอถึงจ้องมองฉันตลอดเวลา ไม่มีคนนอกอยู่ที่นี่มีอะไรก็พูดออกมาเถอะ!” เมื่อได้ยินดังนั้น หลิวยูฉิน กระพริบตาและลังเลสักครู่ก่อนจะเปิดปาก เธอเอื้อมมือเล็กๆของเธอไปชี้โคล่าที่กำลังนอนอยู่ จากนั้นพูดว่า “หนู…หนูได้ยินมันบ่นเรื่องพี่ใหญ่!มันบอกว่า….พี่ใหญ่ไม่ได้เล่นกับมันมานานแล้ว..” หลินเฉิง และ มู่หยิงเสวี่ย จ้องมองเด็กน้อยอย่างตกใจ เร่งรีบว่า “เธอ…เธอพูดว่าอะไรนะ!” เมื่อ หลิวยูฉิน เห็นใบหน้าที่ตกใจของ หลินเฉิง และ มู่หยิงเสวี่ย เธอรู้สึกประหม่าเล็กน้อย หลังจากได้ยินคำถามของพวกเขาเธอลังเลที่จะพูดอีกครั้งว่า “หนู…หนูได้ยินเสียงมัน..” หลินเฉิง โบกมือและขัดจังหวะการพูดของเธอและถามว่า “ฉันเข้าใจว่าเธอหมายถึงอะไร!แต่ฉันอยากจะถามว่าเธอได้ยินว่าอะไร?” หลิวยูฉิน มองกลับมาด้วยความสับสนและพูดว่า “ เมื่อวานนี้…ตอนที่หนูอยู่กับสุนัขก็มีเสียงความคิดของมันพูดคุยกับหนู” หลินเฉิง ขมวดคิ้ว “เธอได้ยินเสียงสุนัขพูดตั้งแต่เมื่อไหร่?” เมื่อมองเห็นการแสดงออกที่จริงจังของ หลินเฉิง เด็กน้อยรู้สึกกังวลมากยิ่งขึ้น “เมื่อคืน…พี่ใหญ่พี่ไม่ต้องการหนูแล้วอย่างนั้นหรอ?” เมื่อได้ยินคำพูดด้วยความกังวลใจของ หลิวยูฉิน หลินเฉิง ส่ายหัวและยิ้มจากนั้นเขาหันไปหา มู่หยิงเสวี่ย ที่ตกอยู่ในความตะลึงจากนั้นเขาพูดด้วยรอยยิ้มมันขมขื่นว่า “ดูเหมือนว่าเธอจะช่วยเด็กน้อยที่น่ากลัวมาซะแล้ว…” ในเวลานี้สมองของ มู่หยิงเสวี่ย ไม่สามารถตอบสนองได้ทัน “ทำไม..มีอะไรผิดปกติอย่างนั้นหรอ” เมื่อเห็นว่าไอคิวของหญิงสาวไม่ทำงาน หลินเฉิง พูดอย่างเงียบๆว่า “ความสามารถ!เห็นได้ชัดว่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆนี้พลังของเธอได้ตื่นขึ้นเมื่อไม่นานมานี้และพลังของเธอพิเศษมาก มันเป็นผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์!” จากนั้นเขาหันไปมอง หลิวยูฉิน และถามอย่างสงสัยว่า “เธอรู้สึกเหนื่อยบ้างไหมหลังจากคุยกับมัน?” เมื่อเห็นว่า หลินเฉิง สนใจเรื่องนี้ หลิวยูฉินจึงอ้าปากกว้างด้วยความประหลาดใจและพยักหน้า “พี่ใหญ่พี่เก่งมาก!พี่รู้ได้ยังไง?” มันยากเกินไปที่จะอธิบายเรื่องพลังให้กับเด็กตัวเล็กๆฟัง หลินเฉิง สามารถแนะนำให้เด็กน้อยฟังอย่างง่ายๆว่า “หากไม่มีอะไรผิดพลาดเธอกลายเป็นคนที่มีพลังแล้ว! คนที่มีพลังสามารถทำสิ่งต่างๆที่คนธรรมดาไม่สามารถทำได้เช่น เธอได้ยินเสียงสุนัขพูดซึ่งเป็นความสามารถที่คนธรรมดาไม่สามารถทำได้!” เมื่อพูดถึงเรื่องนี้การแสดงออกของ หลินเฉิง แสดงออกอย่างเคร่งเครียด “เอาล่ะเธอจงจำในสิ่งที่พี่พูดเอาไว้!ยกเว้นพี่และพี่สาวคนนี้เธอไม่สามารถเปิดเผยให้คนอื่นรู้ว่าเธอสามารถคุยกับสัตว์ได้!ต่อหน้าคนอื่นเธอเป็นเพียงเด็กน้อยธรรมดาเท่านั้น เข้าใจไหม?” เมื่อได้ฟังเรื่องราวที่ หลินเฉิง บอกแม้ หลิวยูฉินจะไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ แต่เธอก็รู้ถึงความจริงจังในเรื่องนี้ดังนั้นเธอจึงพยักหน้าเพื่อแสดงให้เห็นว่าเธอเข้าใจแล้ว หลินเฉิง รู้สึกโล่งอกและผ่อนคลายมากยิ่งขึ้นเขายิ้มและพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น…เจ้าสุนัขตัวนั้นพูดอะไรอีกนอกจากบ่นเรื่องของพี่?” หลิวยูฉินส่ายหัวและพูดว่า “ไม่ได้พูดเรื่องอื่น มันบ่นแค่ว่าพี่ใหญ่ไม่ได้เล่นกับมันมานานแล้ว…อ่า..นอกจากนี้มันยังบอกอีกว่ามันชอบพี่สาวมากๆด้วย!” หลินเฉิง ถอนหายใจและหันหน้าไปมองโคล่าที่อยู่เบาะหลังเขากำลังเริ่มวางแผนว่าจะสอนสุนัขของเขายังไง! ในเวลานี้โคล่ายังคงนอนอยู่บนเบาะหลังและหลับอย่างเงียบๆโดยไม่รู้ว่าตัวมันนั้นถูกขายโดยเด็กผู้หญิงจนหมดสิ้นแล้ว มันยังคงส่งเสียงครางอย่างมีความสุขและนอนหลับโดยไม่รู้ตัวว่าในอนาคตมันจะต้องเจอกับอะไรบ้าง หลังจากใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมงในที่สุดขบวนผู้รอดชีวิตก็เริ่มออกเดินทาง การเริ่มขบวนผู้รอดชีวิตในครั้งนี้ค่อนข้างรู้สึกคุ้นเคย เขาหวังว่าการเดินทางในครั้งนี้จะเป็นการเดินทางที่เป็นไปด้วยดี หลินเฉิง อ้อนวอนในใจ แต่เขาต้องใช้เวลาเกือบ 1 สัปดาห์กว่าจะจบการเดินทางนี้ ในช่วงเวลานี้เขาหวังว่าการเดินทางจะราบรื่นและไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก แต่น่าเสียดายเหมือนว่าคำอธิษฐานของเขาจะล้มเหลว หลังจากนั้น 2 วันหิมะหยุดตกแดดเริ่มส่องมากยิ่งขึ้นทำให้ซอมบี้ที่ถูกฝังอยู่ใต้หิมะเริ่มปรากฏตัวให้เห็นบ่อยๆ ขบวนผู้รอดชีวิตได้พบกับฝูงซอมบี้ขนาดเล็ก 2-3 ครั้งภายใน 1 ชั่วโมงหลังจากการเดินทาง โชคดีที่ฝูงซอมบี้ในระดับนี้เพียงแค่กระตุ้นการเดินทางเท่านั้นขบวนผู้รอดชีวิตสามารถทำความสะอาดโดยไม่มีใครบาดเจ็บ หลินเฉิง มองออกไปนอกรถเห็นอาวุธทุกชนิดที่ถูกสร้างขึ้นโดยผู้รอดชีวิตคนอื่นๆดูเหมือนว่าพวกเขาสามารถปรับตัวเข้ากับวันอวสานโลกได้อย่างสมบูรณ์ ชายที่อ่อนแอเคยกรีดร้องเมื่อเห็นซอมบี้เมื่อ 1 เดือนก่อนไม่มีให้เห็นอีกแล้ว ด้วยการคุ้มกันที่แน่นหนาเหล่านี้ทำให้ หลินเฉิง สนุกกับการเดินทาง เขาจุดบุหรี่เวลาที่เขารู้สึกเบื่อและฟังสนทนาแปลกๆจากเบาะหลัง “บรู้วววว” “อืม? อะไรนะ ฉันบอกพี่ใหญ่ไม่ได้หรอเรื่องที่นายบ่นเกี่ยวกับเขา?ฉัน..ฉันไม่รู้นี่” “โฮ่งโฮ่ง !” “อย่าทำอะไรฉันนะ ฉันรู้ว่าฉันผิด…” “โฮ่งโฮ่ง ..” เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หลินเฉิง รู้ทันทีว่าโคล่า กำลังหาเรื่องกับผู้แจ้งเบาะแสของเขา เขาต้องการที่จะหันหลังและสอนบทเรียนให้กับมันทันที แต่ทันใดนั้นเขาก็พบว่าคนคุ้มกันที่อยู่ด้านนอกวิ่งมาที่ด้านหน้ารถ ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังเจอปัญหาใหญ่!