ตอนที่ 506 ความลับของมารดา

พลิกชะตาชายาสยบแค้น

ตอนที่ 506 ความลับของมารดา

เนื่องจากความสงสัยต่อของชิ้นนี้ได้ทำลายความระมัดระวังของอันหลิงเกอจนหมดสิ้น นางเปิดแง้มแค่เพียงเล็กน้อยก็ปรากฏแสงเรืองรองส่องออกมาจากของสิ่งนั้น ทว่าในชั่วพริบตาเมื่อเปิดออกมันก็หายวับไป

ก้อนหินนี้มองไปก็เหมือนหินทั่วไป ทว่ามีกลิ่นหอมด้วยหรือ ?

ทำให้อันหลิงเกออดยื่นหน้าเข้าไปสูดดมใกล้ ๆ มิได้ แต่คาดมิคิดว่าครู่เดียวนางก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วกาย ความเจ็บปวดนี้ทำให้นางล้มนอนตัวงออยู่บนพื้น

โดนพิษแล้วใช่หรือไม่ ! เมื่อคิดได้ดังนั้นก็เอื้อมมือไปค้นหายาแก้พิษในกระเป๋าแขนเสื้อ แต่ความเจ็บปวดเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น จากนั้นอาการก็หายไปเหมือนมิเคยเกิดขึ้น

นางทำการตรวจชีพจรของตนก็พบว่าชีพจรยังเต้นคงที่อยู่

พลันทำให้นางเกิดความสงสัยว่าความเจ็บปวดเมื่อครู่เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ในขณะที่อันหลิงเกอกำลังรู้สึกประหลาดใจอยู่นั้นก็เหลือบไปเห็นด้านหลังของก้อนหินว่าสลักตัวอักษรไว้

“หอพิษกู่”

เมื่อเห็นแล้วก็ทำให้นางมีความอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวเกี่ยวกับหอพิษกู่โดยมิรู้ตัว สงสัยว่าพวกเขามีความสัมพันธ์ใดต่อนางกันแน่ ?

“มอบให้นางแล้วใช่หรือไม่ ? ” ฟางหลิงซู่หันหลังให้หนานกงหลิงเยว่พร้อมถามด้วยน้ำเสียงคลุมเครือ

“เจ้าค่ะ” ในเวลานี้หนานกงหลิงเยว่แสดงสีหน้าจริงจังมาก แสงสีฟ้าครามในดวงตาสุกสกาวระยิบระยับอย่างเห็นได้ชัด

“นางเป็นศัตรูกับเราโดยแท้…” ฟางหลิงซู่มิได้กล่าวอันใดอีก หนานกงหลิงเยว่จึงพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ

เพราะเรื่องนี้ทำให้ทั้งสองคนมีความคิดตรงกันและเส้นทางทุกหนแห่งล้วนถูกกำหนดไว้แล้วผู้ใดก็มิอาจแก้ไขได้

ในขณะเดียวกันก็มีอีกสองคนกำลังแอบฟังอยู่ด้านนอกซึ่งมีความคิดแตกต่างจากสองคนในห้องโดยสิ้นเชิง

“ไปหาอันหลิงเกอ”

“เจ้าค่ะ”

ตอนนี้แม้ว่าหอพิษกู่ยังมีชื่อเสียงยิ่งใหญ่แต่ก็ต่างจากในอดีตมากทีเดียวเพราะในอดีตมิเคยมีจุดอ่อนเช่นนี้

ดังนั้นอันหลิงเกอจักมีชีวิตอยู่มิได้ ! การปรากฏตัวของนางบ่งบอกถึงการทำลายล้างหอพิษกู่เช่นเดียวกับเผ่าหมอเทวดาก่อนหน้านั้น อันหลิงเกอถือเป็นคำสาปของพวกเขา

เช้าวันรุ่งขึ้น มู่จวินฮานตั้งใจมายังเรือนของอันหลิงเกอพร้อมนำขนมติดไม้ติดมือมาด้วยแต่มิได้อยู่นานนัก

“พระชายา ท่านอ๋องมาเยี่ยมเจ้าค่ะ”

มิรู้ว่าเป็นยามใดแล้ว อันหลิงเกอถูกปลุกให้ตื่นด้วยเสียงของปี้จูซึ่งตอนที่นางลืมตาตื่นมามู่จวินฮานก็ไปแล้ว

“อืม เจ้าออกไปได้”

อันหลิงเกอเกิดความหงุดหงิดใจ มิรู้ว่าเพราะมู่จวินฮานจากไปก่อนหรือเพราะปี้จูเสียงดังเกินไป

ในขณะที่อันหลิงเกอหยิบขนมเตรียมเอาเข้าปาก ทันใดนั้นก็ได้กลิ่นหอมคุ้นเคยลอยเข้ามา

คืออาโผใช่หรือไม่ ?

ทว่าการปรากฎตัวโดยไร้เสียงเยี่ยงนี้คงตั้งใจอำพรางตัว มิใช่เรื่องดีแน่ อันหลิงเกอจึงสูดลมหายใจเข้าลึกพลางตรวจชีพจรบนข้อมือของตน

ยังดีที่มิได้ถูกพิษ

แม้ตอนนี้นางยังมิอาจกำจัดวิชาพิษของหอพิษกู่ได้ อย่างน้อยความทรงจำเกี่ยวกับกลิ่นเหล่านี้ก็สามารถทำให้สัมผัสถึงการมาของอีกฝ่าย อาโผมาแล้วฟางหลิงซู่เล่า ? อันหลิงเกอเกิดการตื่นตัวจากนั้นก็เตรียมป้องกันเต็มที่

“ในเมื่อมาแล้ว มิสู้…” ยังมิทันสิ้นสุดเสียง อันหลิงเกอก็ได้ยินเสียงคมกระบี่ดังขึ้น

อาโผปรากฏตัวโดยไร้เสียง เหตุใดถึงใช้กระบี่มาทำร้ายนาง ? ลองหยั่งเชิงนางหรือ ?

คิดได้ดังนั้นอันหลิงเกอก็หลบหลีกคมกระบี่ที่ฟาดฟันเข้ามาจากด้านหลังไปทางด้านข้างโดยมิได้เคลื่อนไหวมากนัก ได้แต่เกาะติดผนังพร้อมมองไปโดยรอบ

อาโผเคลื่อนไหวว่องไวมาก หลังการโจมตีเมื่อครู่จึงอำพรางตัวอีกครั้ง

‘ชวิ้ง…’ เสียงแสบแก้วหูดังขึ้น ดูเหมือนว่ากระบี่เล่มนั้นค่อย ๆ เสียดสีไปกับพื้น

หัวใจของอันหลิงเกอก็บีบรัดเพราะเสียงนี้เช่นกัน อาโผคิดสังหารนางจริงหรือแค่ลองหยั่งเชิงกันแน่ ?

สำหรับหอพิษกู่นั้น อันหลิงเกอไม่ค่อยแน่ใจ เพราะหากต้องการสังหารนางจริง มีโอกาสมากมายก่อนหน้านั้น และมีความเป็นไปได้มากกว่าครั้งนี้เสียอีก เห็นได้ชัดว่าคนที่อยู่สั่งการอาโผมิใช่ฟางหลิงซู่และหนานกงหลิงเยว่เป็นแน่

เมื่อคิดได้เยี่ยงนี้ก็ทำให้อันหลิงเกอเกิดเหงื่อผุดไปทั่วร่าง เบื้องหลังนางยังมีเงามืดอีกมากมายเพียงใดกัน ?

ในขณะที่ความคิดของอันหลิงเกอกำลังสับสนอยู่ คนผู้นั้นก็พุ่งเข้ามาอีกครั้งและนางเห็นอย่างชัดเจนว่าคืออาโผจริง ๆ

“เจ้ามิใช่คนของฟางหลิงซู่ ! ” หลังจากที่อันหลิงเกอกล่าวออกไปแล้วก็เห็นแววตาของอาโผสั่นไหวเล็กน้อยก่อนยกกระบี่ฟาดลงมา

อันหลิงเกอรู้ว่าตนพูดถูกจึงยิ่งรู้สึกอันตราย เพราะความสามารถของอาโผนั้นเป็นที่รู้แก่ใจดีว่ามิอาจรับมือได้และมิต้องเอ่ยถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องพิษของอีกฝ่าย

เวลานี้ถ้าอาโผสร้างความตื่นตระหนกให้คนในจวนก็เกรงว่าจักนำมาซึ่งการบาดเจ็บขององครักษ์มิน้อย

“อันหลิงเกอ เจ้าโทษข้ามิได้ ! ”

เมื่อกล่าวจบ นัยน์ตาของอาโผก็แปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือก มือที่จับกระบี่เกิดพลังสังหารและอันหลิงเกอต่อสู้มิได้จึงทำได้เพียงถอยร่นไปด้านหลัง

แต่ถ้านางยังหลบหลีกเยี่ยงนี้ต่อไป เกรงว่ามิช้าก็เร็วคงได้ตายด้วยน้ำมือของอาโผ คิดได้ดังนั้นนางจึงยกเท้าเตะต้นไม้ที่วางบนพื้นเพื่อสร้างอุปสรรคแก่การเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย

เพียงเวลา 1 ก้านธูป ร่างกายของอันหลิงเกอก็เต็มไปด้วยบาดแผลมิน้อย เพราะอาโผรู้ว่านางมิใช่คู่ต่อสู้และคิดว่านางอ่อนแอจึงใช้กระบี่หมายปลิดชีวิตนาง

เวลานี้อันหลิงเกอถูกบีบมาถึงกำแพงและมิสามารถหลบหลีกได้อีก

“เจ้าโทษข้ามิได้ ! ” สิ้นสุดเสียงก็ดูเหมือนอาโผยังเกิดความลังเลอยู่เล็กน้อย

อีกฝ่ายเกิดความลังเลครู่เดียว กระบี่ก็ถูกฟาดลงมาและอันหลิงเกอหันข้างหากำแพง ปลายกระบี่จึงเฉียดผ่านเส้นผมของนางแล้วตัดปลายผมจนยุ่งมิเป็นทรง

“เฮ้อ…” อันหลิงเกอถอนหายใจยาวหลังหลบหลีกการโจมตีครั้งนี้ของอาโผได้

ทว่าเวลานี้ร่างกายของนางห่างไกลเกินกว่าต่อต้านอาโผได้อีกแล้ว นางรู้ดีว่าหากเป็นเยี่ยงนี้ต่อไปมิช้าก็เร็วได้ตายด้วยกระบี่นี้แน่นอน

“ไปตายซะ ! ”

หลังกล่าวจบ อาโผก็ยกกระบี่ตวัดไปทางอันหลิงเกอ ครั้งนี้มิหลงเหลือความลังเล เมื่อครู่อันหลิงเกอหลบหลีกได้ดูเหมือนนำพามาซึ่งการโจมตีที่ดุดันกว่าเดิม

อันหลิงเกอรู้ว่าตนตกอยู่ในอันตรายมาก

โชคดีที่นางคุ้นเคยกับวิถีกระบี่ของอาโผแล้ว รู้ความว่องไวของอีกฝ่ายที่ชอบบีบให้ผู้อื่นตกสู่เส้นทางแห่งความตาย อันหลิงเกอจึงพยายามมิพึ่งพากำแพงและมิได้วิ่งหนีเข้าไปในเรือน

แม้อันหลิงเกอฉลาดปราดเปรื่องแต่วิชากระบี่ของอาโผมีความชำนาญยิ่งกว่าจึงบีบให้อันหลิงเกอค่อย ๆ ถอยร่นไปด้านหลังทีละก้าว

การโจมตีครั้งสุดท้ายปรากฏขึ้นตรงหน้า อันหลิงเกอจึงค่อย ๆ หลับตาลงเพราะรู้ว่าหลบหลีกมิพ้นแล้ว

“อ๊าก…” ทว่าเสียงร้องที่ดังขึ้นกลับเป็นเสียงของอาโผ จากนั้นอันหลิงเกอรู้สึกถึงลมกระโชกแรงพัดผ่านไปอย่างรวดเร็ว แล้วกระบี่ของอาโผหักร่วงลงพื้น ส่วนคนก็หายตัวไปโดยไร้ร่องรอย

“จวินฮาน…”

เมื่อเห็นอันหลิงเกอปลอดภัย มู่จวินฮานก็มิได้เอ่ยมากความเพราะรู้ว่านางสามารถจัดการบาดแผลของตนได้

“เจ้ารีบพักผ่อนเถิด ข้าจักส่งคนมาเฝ้าอยู่หน้าเรือนฝูหลิง เจ้าวางใจได้” หลังกล่าวจบแล้วมู่จวินฮานก็เดินออกไปโดยมิหันมาอีก

เพราะรู้ความดื้อรั้นของชายาดี รู้ว่านางมิยอมให้กระทบต่อจวนอ๋อง ด้วยเหตุนี้เขาจึงมิได้ตำหนิและมิได้พูดให้มากความ

หากมิใช่เพราะอาการบาดเจ็บบนร่างกายเหล่านี้ อันหลิงเกอก็คงมิเชื่อว่าเมื่อครู่ได้พบอาโผ ทั้งยังได้รับความช่วยเหลือจากมู่จวินฮาน หลังอันหลิงเกอจัดการตนเองเรียบร้อยก็เข้าสู่ห้วงนิทราโดยมิรู้ตัว

“เรียนพระชายา มีเรื่องสำคัญต้องรายงาน มิทราบว่าตอนนี้พระชายามีเวลาว่างหรือไม่ ? ” ขันทีที่มารายงานกล่าวขึ้น หลังเดินตามปี้จูเข้ามารายงานอันหลิงเกอ

อันหลิงเกอขมวดคิ้วเล็กน้อย มีคนมาขัดขวางการนอนของนางจึงแสดงความมิพอใจ แต่ทันทีที่ได้ยินว่าเป็นเรื่องสำคัญจึงมิได้แสดงอาการอันใดและกล่าวว่า “มีเรื่องอันใดก็ว่ามาเถิด ข้ารอฟังอยู่”

“เรียนพระชายา ฮ่องเต้ให้ข้าน้อยมาเชิญพระชายาเข้าวังโดยตรัสว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก”