SC:บทที่489 เถียนเฟย
  “แต่…”
  ได้ยินหลินเฉิงพูดถึงเรื่องนี้หลิงเหมิงก็ย่นคิ้วทันที “นายกำลังหาใครซักที่สามารถแปลงร่างได้เพื่อให้เขาเข้าไปในช่องว่างนี้สินะ?”
  “ใช่แล้วทำไมล่ะ?”
  เมื่อหลิงเหมิงถามเช่นนี้หลินเฉิงก็พยักหน้ายอมรับ
  และเมื่อเห็นหลินเฉิงพยักหน้าหลิงเหมิงก็พูดด้วยน้ำเสียงกังวล “แต่นายก็ได้ยินเสียงคำรามนั่นไม่ใช่เหรอ? สัตว์ประหลาดนั่นน่ะ ไม่ว่ามันจะตัวเล็กหรือใหญ่ แต่นายจะให้คนที่แปลงร่างได้ที่ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรมากไปจัดการมันเหรอ?”
  “เธออยากจะบอกอะไร?”
  หลินเฉิงเอ่ยถามหลังได้ยินหลิงเหมิงพูดแบบนั้น
  มองรอยยิ้มบนใบหน้าของหลินเฉิงหลิงเหมิงก็ลนลานขึ้นมานิดหน่อย “ฉันแค่รู้สึกว่าถ้าให้คนที่ไม่ได้แข็งแกร่งมากเข้าไปในนั้น บางทีมันอาจจะไม่ทำให้เราได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์อะไรกลับมาก็ได้ แถมบางทีเขาอาจจะต้องตายอยู่ในนั้นเลยนะ!”
  “แล้วเธอจะไปบอกพ่อเรื่องนี้งั้นเหรอ?”
  เขาส่ายหน้าหลินเฉิงนั้นไม่รู้จะพูดยังไงกับเด็กสาวจริงๆ เขานั้นขี้เกียจที่จะใส่ใจเธอแล้ว ดังนั้นจึงค่อยๆยืนพิงกำแพงและเมินเธอไป
  เมื่อพบว่าหลินเฉิงนั้นไม่สนใจเรื่องที่เธอปรึกษาหลิงเหมิงก็รู้สึกหดหู่ เธอนั้นเป็นคนเดียวที่ดูจะไม่มีสิทธิ์มีเสียงในการพูดอะไรอยู่แล้ว ดังนั้นเธอจึงทำได้แค่นั่งลงไปบนพื้นและคิดหาวิธีเข้าไปในประตูหินนั้นที่ได้ผลและปลอดภัยที่สุดต่อไป
  ครึ่งชั่วโมงต่อมาเสียงฝีเท้าเร่งรีบก็เข้ามาใกล้ หลิงเชิงปรากฏขึ้นตรงห้องนั้นอีกครั้งและด้านหลังเขาก็มีชายคนหนึ่งที่ดูน่าจะอายุน้อยกว่า 20 ปีตามมาด้วย เขาดูอยากรู้อยากเห็นมากๆว่าเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านี้
  “หลินเฉิง”
  หลังจากที่พาชายหนุ่มมายังที่แห่งนี้แล้วหลิงเชิงก็ชี้ไปยังชายที่มากับเขาก่อนจะแนะนำให้หลินเฉิงรู้จัก “นี่คือเถียนเฟย ผู้เชี่ยวชาญด้านการแปลงร่างที่ความสามารถตื่นขึ้นมากว่า 2 เดือนแล้ว”
  ได้ฟังหลิงเชิงแนะนำตัวหลินเฉิงก็มองไปยังเถียนเฟย หลังจากที่ดูใกล้ๆแล้วเขาก็พบว่าการที่ชายคนนี้มีรูปร่างผอมบางดูเหมือนจะมีความหมายอะไรบางอยู่
  ถึงแม้ว่าเขาจะยังไม่แก่และผอมมากแต่ตัวเขาเองก็ไม่ได้แสดงท่าทีหรืออาการกังวลใดๆออกมาเลย สายตาของเขานั้นยังมองรอบๆตัวไม่หยุดตั้งแต่เข้ามาที่นี่แล้ว ดูจะอยากรู้อยากเห็นถึงเหตุการณ์ต่างๆมากๆ
  เมื่อรับรู้ได้ว่าเถียนเฟยนั้นมีพลังแตกต่างจากคนทั่วๆไปหลินเฉิงก็หันไปหาหลิงเชิงและถาม “นายได้บอกเขาแล้วหรือยังว่าถ้าเข้าไปในประตูหินแห่งรูนแล้วจะเจออันตรายขนาดไหน?”
  “แน่นอนว่าบอกไปแล้ว!”
  ได้ยินดังนั้นหลิงเชิงก็โบกมือ“อย่ากังวลเลยน่า เด็กนี่อายุยังไม่เยอะแล้วก็โดนสอนโดยผู้อาวุโสหลิงเฟิงด้วยตัวเองเลย ความคิดความอ่านและพลังของเขาจัดอยู่ในระดับท็อปเลยนะ เพราะงั้นไม่มีปัญหาอะไรหรอกถ้าเข้าไป”
  “งั้นก็ดี”
  หลินเฉิงพยักหน้าและเลิกพูดไร้สาระเขาหันหน้ากลับมาและพูดกันเถียนเฟยเกี่ยวกับประตูหินด้านหลังเขา “งานของนายคือเข้าไปในช่องว่างนี้ และจำไว้ว่า ไม่ว่าสัตว์ประหลาดแบบไหนก็ตามที่นายเห็นในนั้น นายห้ามทำอะไรเด็ดขาด เข้าใจมั้ย?”
  “เข้าใจแล้วครับ!”
  ได้เห็นหลินเฉิงทำหน้าจริงจังเถียนเฟยก็รีบพยักหน้า “คุณหลินวางใจได้เลย ผมจะไม่ทำให้ผิดหวัง!”
  “มันไม่เกี่ยว่าฉันจะผิดหวังหรือไม่ผิดหวังสิ่งสำคัญคือนายต้องรอดกลับมา”
  หลังจากที่โบกมือหลินเฉิงก็ไม่ได้ใส่ใจความเคารพแบบแปลกๆที่มาจากเขาคนนี้ เขาเดินไปยังกระเป๋าเป้และหาของอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็หยิบเอาโทรศัพท์อีกเครื่องมาไว้บนมือ
  “เอานี่ไปใช้จะบอกอีกทีว่าให้ใช้ยังไง”
  หลังจากที่เปิดโทรศัพท์แล้วหลินเฉิงก็วางมันให้เถียนเฟย จากนั้นก็เอายาเพิ่มสมรรถภาพออกมา 4 ขวดและวางให้เขาอีกก่อนจะพูดขึ้น “สิ่งที่อยู่ในนี้เรียกว่ายาเพิ่มสมรรถนะที่ซึ่งสามารถเพิ่มกำลังกายให้นายได้หลังจากดื่มลงไป เมื่อนายรู้สึกว่าความสามารถในการเปลี่ยนร่างของตัวเองใช้ไม่ได้ผลแล้ว ก็กระดกมันซะแล้วรีบออกมา”
  ยาทั้ง4 ขวดถูกส่งให้อีกฝ่าย นัยน์ตาของเถียนเฟยนั้นดูตื่นเต้นสุดๆ ยาเพิ่มสมรรถนะสิ่งๆนี้เขาไม่เคยได้ยินมาก่อน แต่เมื่อได้มาได้รู้ได้เห็นแล้ว สิ่งเดียวที่เขารู้นั่นคือ นี่คือสมบัติจากบนดินแดงที่เหล่ามนุษย์นั้นพัฒนาขึ้นมาเพิ่มเพิ่มความสามารถให้ในระดับบุคคล แต่หลินเฉิงโยนมันเหมือนขยะเลย
  เมื่อได้เห็นเถียนเฟยดูจะดีอกดีใจมากๆหลินเฉิงก็อดยิ้มไม่ได้แล้วพูดขึ้น “ไม่ต้องตกใจขนาดนั้นก็ได้ ตราบใดก็ตามที่นายได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาพร้อมๆกับชีวิตของนายที่รอดมาได้ ฉันจะให้รางวัลเป็นยาที่เจ๋งกว่าเจ้านี่อีก! เพราะงั้นเพื่อผลประโยชน์ของนายเอง พยายามให้สุดความสามารถไปเลยล่ะ!”
  “ไม่ต้องเป็นห่วงครับ!ผมจะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาให้ได้มากๆอย่างแน่นอน!”
  คำพูดนั้นทำให้เถียนเฟยฮึกเหิมมากๆเขาทุบอกตัวเองพร้อมกับใบหน้าที่รู้สึกได้ถึงการไว้วางใจ
  “โอเคๆ..”
  เมื่อเห็นชายหนุ่มดูพึงพอใจกับยาเพิ่มสมรรถนะราวกับตีเลือดไก่หลินเฉิงก็ส่ายหน้าแบบช่วยไม่ได้ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเรื่องอื่นต่อ เขาพูดถึงโทรศัพท์มือถือในมือ และเริ่มตั้งค่ามันอย่างระมัดระวัง “ฉันตั้งค่าโทรศัพท์มือถือนี่ไว้เป็นโหมดถ่ายรูป เห็นกล้องนี่ใช่มั้ย? นายสามารถบันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆได้ทันทีเมื่อนายยกมันขึ้นมาและส่องไปยังทางที่ต้องการ แต่สิ่งที่นายต้องจำไว้เลยนะ นั่นคือนายห้ามเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าใดๆทั้งสิ้น โทรศัพท์เครื่องนี้มีระบบที่ใช้ถ่ายกลางคืนได้ เพราะงั้นนายไม่ต้องกังวลว่าภาพนั้นจะไม่ชัด”
  “เข้าใจแล้วครับ!”
  หลังจากที่ได้รับโทรศัพท์มือถือมาจากหลินเฉิงเถียนเฟยก็อยากรู้อยากเห็นเอาเสียมากๆ แต่เมื่อเขาคิดถึงคำอธิบายของหลินเฉิง เขาก็ทำได้แค่เก็บความอยากรู้อยากเห็นนั้นไว้ภายในใจแทน จากนั้นก็พยักหน้าให้หลิงเชิงที่อยู่อีกฝั่งก่อนจะพูดขึ้น “ท่านผู้นำหลิงเชิง คุณหลิน ให้ผมเข้าไปเลยไหมครับ?”
  “อืมตอนนี้มันยังไม่สายเกินไป นายสามารถเริ่มเมื่อไหร่ก็ได้เท่าที่นายต้องการเลย!”
  ได้ยินดังนั้นหลิงเชิงก็หันหน้าไปมองทางหลินเฉิงก่อนจากนั้นก็ค่อนพยักหน้าให้เถียนเฟยเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีอะไรจะอธิบายเพิ่มแล้ว “จำไว้นะ ถ้าเมื่อไหร่ตัวเองตกใจอยู่ในตราย นายต้องรีบหนีออกมาเลย อย่าเพิ่งกระหายสงคราม เข้าใจนะ?”
  “เข้าใจครับ!”
  เมื่อหลิงเชิงอธิบายเสร็จเถียนเฟยก็พยักหน้ารับรัวๆจากนั้นพวกเขาก็หยุดพูดเรื่องอื่นกัน เมื่อดวงตาของเขาค่อยๆหลับลง ร่างกายที่ผอมแห้งนั้นก็เริ่มที่จะหดตัวลงไปในทันที ภายในชั่วพริบตา ร่างนั้นก็กลายเป็นหนูสีเทาไปแล้ว!
  “เอ๋?”
  ทันทีที่เห็นเถียนเฟยกลายเป็นหนูหลินเฉิงก็ขมวดคิ้วแล้วถามหลิงเชิงทันที “แล้วแบบนี้จะใช้โทรศัพท์ได้ยังไง?”   พอได้ยินแบบนั้นหลิงเชิงก็ยิ้มแล้วโบกมือ“ไม่ต้องเป็นห่วง เถียนเฟยนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญการแปลงร่าง เขาสามารถพกอะไรไปก็ได้และแปลงร่างไปด้วย โทรศัพท์ของนายก็ถูกย่อขนาดให้เข้ากับตัวเขาแล้วตอนนี้”
  คำอธิบายนั้นทำให้หลินเฉิงโล่งใจท้ายสุดเขาก็ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม เมื่อโบกมือให้เถียนเฟยที่กลายเป็นหนูไปแล้ว เขาก็เห็นหนูน้อยนั้นสะบัดหางแล้ววิ่งหายเข้าไปในช่องว่างนั้นเลย
  ———————————-