ตอนที่ 642 เผชิญหน้าขุนศึกหลัว / ตอนที่ 643 ลงมือ

บุปผาเคียงบัลลังก์

ตอนที่ 642 เผชิญหน้าขุนศึกหลัว 

 

 

เซียงฉือเห็นพวกมันเข้ามาใกล้ เห็นมีดดาบในมือพวกมันไม่ใช่ของกองทัพ ใจนางสั่นไหวแต่รวบรวมความกล้าขึ้นมาตะโกนเสียงดังออกไป 

 

 

“ข้าเป็นพระสนมของฝ่าบาท โจรอย่างพวกเจ้ากล้าล่วงเกินข้าหรือ หากทำร้ายข้าหรือโอรสในท้องข้าละก็ พวกเจ้าจะรับผิดชอบไหวหรือ” 

 

 

เซียงฉือสะบัดเสื้อคลุมบนกายแล้วยืนตัวตรง เผยใบหน้าน้อยๆ สีหน้าเย็นเยียบ ท่าทางจริงจัง 

 

 

“พวกเจ้าไม่กลัวฝ่าบาทล้างตระกูลหรอกหรือ ยังไม่วางอาวุธลงอีก” 

 

 

คำพูดอวิ๋นเซียงฉือทำให้สามคนเบื้องหน้าชะงักไปเล็กน้อย สีหน้าพวกมันลนลานขึ้น เซียงฉือรู้ว่าทุกคนในโลกล้วนมีใจที่หวาดกลัว 

 

 

นางเห็นตั้งแต่เมื่อครู่แล้วว่าวินัยกลุ่มของพวกมันแย่มาก ซึ่งไม่ใช่พวกที่มาจากกองทัพ มีดดาบประจำตัวก็ไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เห็นได้ว่าไม่ได้เป็นพวกขายชีวิตของตระกูลไหน หากข่มขู่พวกมันสักหน่อย ไม่แน่ว่าอาจยังพอมีทางรอด 

 

 

เซียงฉือจึงคว้าความหวังสุดท้ายไว้ด้วยการตะโกนออกไป คนเบื้องหน้าทั้งสามจึงลังเลขึ้นมา 

 

 

ซึ่งเรื่องนี้ไม่แปลก นอกเมืองอวิ๋นหยางเป็นที่ตั้งของร้านรวง มีชาวบ้านมากมาย หากต้องค้นหาไปตามโรงแรมทุกแห่งแล้ว อาศัยเพียงคนของตัวเองไม่กี่คนย่อมไม่อาจประสบผล ดังนั้นพวกนั้นจึงต้องจ้างพวกนักเลงประจำถิ่น หรือที่ดีหน่อยก็ชาวบ้านที่กำยำล่ำสันกับทหาร 

 

 

สำหรับพวกมันแล้วคงบอกไม่ได้ว่าให้ตามจับพระสนมในวัง อีกทั้งยังเป็นสนมที่ฮ่องเต้โปรดปรานที่สุดในช่วงนี้ทั้งยังตั้งท้องอยู่ เพราะนั่นมีโทษถึงประหารทั้งตระกูล 

 

 

คนธรรมดาทั่วไปใครจะกล้ารับทำงานนี้ 

 

 

เมื่อพอถูกเซียงฉือตวาดเสียงดัง ทั้งสามคนก็มองหน้ากัน 

 

 

เซียงฉือเห็นเช่นนั้นจึงค่อยโล่งอก นางพูดอีกว่า 

 

 

“หัวหน้าพวกเจ้าไม่ได้บอกพวกเจ้าหรอกหรือว่าพวกเจ้ากำลังตามจับใครอยู่ ที่แท้ก็เตรียมใช้พวกเจ้าเป็นแพะรับบาปนี่เอง” 

 

 

เซียงฉือพ่นลมพรืดพูดขึ้นด้วยสีหน้าหยันๆ ทั้งสามคนมองเซียงฉืออย่างลังเล 

 

 

ในอวิ๋นหยางมีตระกูลผู้สูงศักดิ์มากมายใช่ว่าชาวบ้านจะไม่รู้ พวกมันเห็นพลังอำนาจของเซียงฉือ ทั้งคิดดูแล้วคนที่นำพวกมันมาในวันนี้เห็นชัดว่าเป็นขันที 

 

 

จึงบังเกิดความหวาดกลัวขึ้นในใจ 

 

 

“พระสนมในวัง ไม่ใช่ภรรยาน้อยที่หนีออกมาจากบ้านขุนพลจินหรอกหรือ” 

 

 

เซียงฉือได้ยินที่พวกมันซุบซิบคุยกันก็ตื่นตัวขึ้นทันที ถามกลับไปว่า 

 

 

“ทางจวนขุนพลจินสั่งพวกเจ้ามาจับข้าเช่นนั้นหรือ” 

 

 

สามคนนั้นหุบปากทันที หุบปากด้วยความรู้ตัว คนหนึ่งในกลุ่มลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงพูดว่า 

 

 

“เจ้าบอกว่าเป็นพระสนมแล้วคิดว่าพวกเราจะเชื่อหรือ เจ้ามีหลักฐานอะไร” 

 

 

คนคนนั้นเพียงเริ่มพูด ผู้ชายตัวใหญ่ด้านข้างก็กระแทกเขาพูดขึ้นว่า 

 

 

“จะไปสนอะไรกับสนมไม่สนม พวกเราเพียงจับตัวไปให้ขุนศึกหลัวแล้วรับรางวัลก็จบเรื่องแล้ว ยังจะไปยุ่งอะไรให้มากเรื่องทำไม” 

 

 

เซียงฉือได้ยินว่าขุนศึกหลัวก็นิ่งใช้ความคิด แต่คิดไม่ออกว่าคนผู้นี้เป็นใคร 

 

 

“ขุนศึกหลัว จวนขุนพลจินมีขุนศึกหลัวที่ไหน พวกเจ้าคงจะถูกใครหลอกเอาเสียแล้ว ยังไม่รีบไปอีก” 

 

 

เซียงฉือตวาดพวกมันอย่างมีโทสะ ทั้งสามคนยังคงไม่เข้าใจ ส่ายหน้าอย่างไม่รู้ว่าจะตัดสินใจเลือกอย่างไร 

 

 

“ถ้าพวกเจ้าไม่เชื่อก็ไปรอที่ประตูกำแพงเมืองด้านนอก อีกไม่นานฝ่าบาทก็จะส่งคนมารับข้าแล้ว ถ้าพวกเจ้าไปรอรับเสด็จในตอนนี้ ข้าจะไม่สืบสาวเอาเรื่อง อีกทั้ง…” 

 

 

เซียงฉือยังพูดประโยคหลังไม่ทันจบ ผู้ชายร่างใหญ่เบื้องหน้าทั้งสาม พลันมีเสียงอึกอักดังขึ้นแล้วร่างหนึ่งก็อ่อนยวบล้มลง 

 

 

“ลงมือฆ่านางซะ ไม่อย่างนั้น ตาย” 

 

 

อวิ๋นเซียงฉือระวังตัวขั้นสูงสุดขึ้นทันที นางเห็นขุนศึกสวมเกราะดำคนหนึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า มองลงมาดูเหตุการณ์ทั้งหมดเบื้องหน้า 

 

 

ใบหน้าเขาไม่อาจแยกแยะได้ แต่เสียงฟังติดขัด คิดว่าคงจะเป็นขุนศึกหลัวที่พวกนั้นพูดถึง 

 

 

 

 

 

ตอนที่ 643 ลงมือ 

 

 

ชายกำยำเบื้องหน้าทั้งสามคิดว่าคงเป็นชายฉกรรจ์ที่ขุนศึกหลัวคนนั้นดึงเข้ามา เมื่อเห็นเพื่อนถูกฆ่าก็เข่าอ่อนทรุดลงนั่งกับพื้นทันที 

 

 

บังเกิดความเจ็บปวด นิ้วมือสั่นระริกพูดไม่ออก ใจของเซียงฉือราวมีหินก้อนใหญ่วางทับอยู่ นางมองขุนศึกชุดดำเบื้องหน้าแล้วพ่นลมพรืด 

 

 

“ท่านเป็นใคร ถึงกับต้องเอาชีวิตข้าให้ได้” 

 

 

อวิ๋นเซียงฉือแค่นหัวเราะ เงยหน้าถามด้วยความใคร่รู้ 

 

 

ชายชุดดำเบื้องนอกยังคงนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้น สายตาเย็นเยียบมองสำรวจเซียงฉือตั้งแต่หัวจรดเท้าเป็นเวลานาน 

 

 

เซียงฉือไม่แยแสสายตาที่น่ากลัวนั้น นางถามขึ้นอีกครั้ง 

 

 

“ถึงตอนนี้ท่านยังไม่กล้าเปิดเผยตัวตนอีกหรือ หรือคิดว่าข้ายังมีโอกาสรอด กลัวว่าวันหน้าจะแก้แค้นท่านกระมังท่านยกย่องข้าเกินไปแล้ว” 

 

 

คำเหน็บแนมกับสายตาเย็นเฉียบ แม้ถูกบีบจนจนตรอกก็ยังตอกกลับอย่างเย้ยหยัน 

 

 

สุดท้ายแล้วเงาร่างสีดำนั้นจึงได้ค่อยๆ พูดออกมา 

 

 

“เจ้าอันตรายจริงๆ ร้ายกาจมาก หากช้าไปกว่านี้แล้วเจ้าพลิกฟื้นขึ้นได้ คงต้องยุ่งยากอย่างยิ่งจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ตอนนี้เจ้าไม่มีโอกาสอีกแล้ว” 

 

 

“คนบางคนเป็นแค่เพียงสาวงามชั่วครู่ยามแล้วรัศมีรุ่งโรจน์ก็ดับ เจ้าได้รับการโปรดปรานจากฝ่าบาทก็ควรจะเพียงพอแล้ว ใครใช้ให้เจ้าไม่รู้ประมาณ ถึงกับกล้าคิดละโมบอยากได้แผ่นดินอีก ตำแหน่งตรงนั้นมีผู้หมายปองมากมาย มีหรือที่จะตกไปถึงเจ้า” 

 

 

เซียงฉือกลั้นหายใจ นางถามต่อว่า 

 

 

“หรือเป็นเพราะว่าข้าตั้งครรภ์ทำให้ใครบางคนทนไม่ได้ ก่อนหน้านี้ข้าคิดมาตลอดว่าเป็นแผนการร้ายของจินกุ้ยเฟยที่จะทำร้ายข้า แต่ตอนนี้คิดว่าคงจะไม่ใช่คนจากจวนขุนพลจินกระมัง” 

 

 

คำพูดเซียงฉือทำให้คนที่อยู่ตรงข้ามระวังตัวขึ้นมา เขาร้อนตัวแล้วพูดขึ้นทันที 

 

 

“ไม่ว่าเจ้าจะคิดว่าเป็นใครก็ตาม แต่วันนี้เป็นวันตายของเจ้า” 

 

 

น้ำเสียงคนคนนั้นเย็นเยียบเฉียบขาด คำพูดที่เด็ดขาดของเขาราวกับเป็นความอิ่มเอมใจที่ตนได้ตัดสินใจกระทำอย่างถูกต้องแม่นยำ 

 

 

เซียงฉือเงยหน้าหัวเราะลั่น 

 

 

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า…” 

 

 

อาจเพราะว่านางรู้แล้วซึ่งจุดจบ แต่ถึงกระนั้นก็ยังหวังว่าจะสามารถล่วงรู้ได้ว่าใครกันที่ฆ่านาง อย่างน้อยก็จะได้ตายอย่างเข้าใจ 

 

 

เซียงฉือมองดูคนที่ล้มอยู่บนพื้นหิมะ บริเวณศีรษะที่ถูกอาวุธลับทำร้ายมีเลือดสดๆ ไหลโกรกออกมา เลือดสีแดงกับหิมะสีขาว ราวกับได้หวนคืนเข้าสู่พระราชวังต้องห้ามที่สีแดงกับสีขาวเข้ากันได้อย่างงดงามอยู่นิจนิรันดร 

 

 

เซียงฉือรู้ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นยอดฝีมือทางอาวุธลับ แต่เหตุใดขุนศึกจึงใช้อาวุธลับได้ นางพ่นลมออกจมูกแล้วเอ่ยปากอีกครั้ง 

 

 

“ข้าอ่อนแอไร้พลัง ตอนนี้ตกอยู่ในเงื้อมมือท่านแล้ว ท่านคือผู้ชนะก็เป็นเจ้าข้าแพ้ก็เป็นโจรไป เอาล่ะข้ายอมรับแล้ว แต่อย่างไรก็ควรให้ข้าได้ตายอย่างเข้าใจสักหน่อย ตอนไปพบยมบาลในยมโลกจะได้ร้องทุกข์ได้” 

 

 

เซียงฉือหัวเราะเยาะตนเอง นางเงยหน้าขึ้นมองฝ่ายตรงข้ามอย่างเย็นชา 

 

 

สายตานางเย็นขึ้นเรื่อยๆ พยายามข่มความกลัวและหวาดหวั่น ยืนตัวตรงแน่วจ้องตากับฝ่ายตรงข้าม เป็นครั้งแรกที่นางสำนึกเสียใจว่าก่อนหน้านั้นตนเองควรจะตั้งใจศึกษาวิทยายุทธกับหรงจิง จะได้ไม่ต้องตกเป็นฝ่ายรับอย่างในขณะนี้ 

 

 

ถึงแม้นางจะคิดเช่นนั้น แต่สุดท้ายก็มาได้เพียงเท่านี้ 

 

 

เดิมนางคิดว่าจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ร้ายช่วยตนเองให้พ้นภัยได้ แต่สุดท้ายแล้วจึงได้พบว่าตนเองทั้งอ่อนแอและจิ๊บจ้อย ไร้เรี่ยวกำลังแต่เพียงลำพัง 

 

 

ชายชุดดำที่อยู่ตรงข้ามหัวเราะเสียงเย็น ฟังดูน่าหวาดกลัวบนถนนที่ว่างเปล่าเช่นนี้ เซียงฉือมองฝ่ายตรงข้ามด้วยสีหน้าเคร่งครัด 

 

 

แสงสีเงินแปลบขึ้นในมือฝ่ายตรงข้าม ประกายลำแสงสายหนึ่งพุ่งเข้าหาเซียงฉือ