บทที่ 1326 โชคดีวันเปิดร้าน

หนึ่งฝ่ามือสยบโลกา

ชั่วขณะที่หนวดสีทองพวกนี้ปรากฏขึ้นมา หวังเป่าเล่อก็ได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังมาจากกลุ่มคนนับล้านรอบๆ ทันที ยิ่งกว่านั้นยังสัมผัสได้ถึงความหิวกระหายเข้มข้นแพร่กระจายอย่างบ้าคลั่งอยู่ในเมือง

ราวกับว่าทุกคนล้วนถูกกลุ่มหนวดสีทองนั่นดึงดูดกันหมด

เมื่อความหิวกระหายของฝูงชนเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ใบหน้าที่แทบถูกฝังไว้กว่าครึ่งของก้อนเนื้อบนแท่นบูชาก็คล้ายแย้มยิ้ม มันค่อยๆ อ้าปาก ก่อนสูดหายใจเข้าไป

เมื่อเขาหายใจ ทันใดนั้นความกระหายอยากรอบด้านก็พุ่งทะลักไปทางเขาแล้วถูกดูดเข้าไปในปาก ภาพนี้คนอื่นมองไม่เห็นและสัมผัสไม่ได้ เพราะความกระหายอยากนั้นไร้รูป

แต่สำหรับหวังเป่าเล่อแล้ว ด้วยระดับชั้นของร่างจริง จึงตัดสินได้เลยว่าแม้ตอนนี้จะเป็นร่างแยกก็ยังสัมผัสถึงได้ ทำให้เขามองเห็นภาพนี้ชัดเจน ดวงตาจึงหรี่ลงอย่างอดไม่ไหว

“ใช้เทศกาลแบบนี้มาดูดซับความกระหายอยากเพื่อฝึกตน…” ขณะที่หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอยู่นั้น เมื่อก้อนเนื้อมหึมาผู้นั้นดูดซับความกระหายอยากไปมากกว่าครึ่งแล้ว เขาก็หยุดดูดกินคล้ายพึงพอใจอย่างยิ่ง ก่อนจะเริ่มดูดซับจากพวกภูเขาเนื้อทั้งแปดคนนอกแท่นบูชา

ต่อจากนั้นก็สูบจากกลุ่มคนชุดสีสันสดใสที่อยู่ด้านหลังภูเขาเนื้อ หลังดูดซับเข้าไปรอบแล้วรอบเล่า ก็เห็นได้ชัดว่าความกระหายอยากที่อยู่รอบด้านน้อยลงไปมาก แต่ในไม่ช้า ความกระหายอยากก็เกิดขึ้นอีกครั้ง ราวกับว่าในที่แห่งนี้ ความปรารถนาแทบจะไร้ที่สิ้นสุด

ขอเพียงผู้คนรอบด้านมีความปรารถนา มันก็จะเกิดขึ้นมาอย่างแน่นอน แต่เมื่อความปรารถนารอบที่สองผุดขึ้น ฝูงชนรอบๆ ก็รู้สึกอ่อนล้า และในความอ่อนล้านี้…หลักๆ แล้วมาจากวิญญาณและร่างกายของพวกเขาเอง

หากพินิจอย่างถี่ถ้วนแล้วจะเห็นว่า ร่างกายของคนส่วนใหญ่ในฝูงชนหลายล้านคนนอกแท่นบูชาผ่ายผอมลงหลังความปรารถนารอบสองปรากฏขึ้น สติจิตใจอยู่ในสภาพตื่นเต้นคลั่งไคล้ ไม่มีสติรับรู้ถึงความอ่อนล้าของตนเลย

“นี่มันเมืองกินคน!” แววตาของหวังเป่าเล่อมีประกายแสงวาบผ่าน ขณะเดียวกัน เมื่อดูดซับผู้ฝึกตนในกลุ่มคนสวมชุดสีสันสดใสอย่างต่อเนื่องจนเรียบร้อยแล้ว ก้อนเนื้อบนแท่นบูชาก็สะบัดมือ ทันใดนั้นกลุ่มหนวดสีทองพลันระเบิดกลายเป็นเส้นหนวดจำนวนนับไม่ถ้วน แผ่กระจายไปทั้งแปดทิศราวกับจะหลบหนี

“ประชาชนของข้า ไปสนุกกับอาหารของพวกเจ้าสิ”

น้ำเสียงเคลิบเคลิ้มดังออกมาจากก้อนเนื้อและส่งผลไปทั่วทั้งเมือง ทำให้แทบจะทุกคนที่อยู่รอบๆ ล้วนบ้าคลั่งกันอย่างสมบูรณ์แล้วร้องคำรามออกมา

“สวาปาม!”

“สวาปาม!!”

“สวาปาม!!!”

ขณะที่ส่งเสียงคำรามร้อง คนหลายล้านที่บ้าคลั่งแล้ว ก็พลันกระจายตัวไปยื้อแย่งเส้นหนวดเหล่านั้นกันสุดชีวิต ทำให้ตั้งแต่ใจกลางเมืองไปจนถึงทั้งแปดทิศเริ่มเกิดความโกลาหลแผ่ไปทั่วเมือง

หวังเป่าเล่อมองก้อนเนื้อบนแท่นบูชาที่ตอนนี้ร่างกายเริ่มเลือนรางแล้วหายตัวไปด้วยแววตาล้ำลึก รวมถึงพวกผู้ฝึกตนชุดหลากสีและภูเขาเนื้อทั้งแปดคนที่ค่อยๆ เคลื่อนตัวไปไกลพร้อมกับฝูงชนด้วย

“แม้เมืองแห่งนี้จะวิกลจริต แต่กลับเหมาะแก่การซ่อนตัวอย่างยิ่ง” ท่ามกลางฝูงชน หวังเป่าเล่อครุ่นคิดอยู่ในใจ ตอนนี้สิ่งที่เขาต้องทำก็คือผสานเข้ากับโลกแห่งนี้

และกฎเกณฑ์ที่ปรากฏขึ้นกลางความอลหม่านของเมืองปรารถนารสก็ทำให้หวังเป่าเล่อมีความคิดที่จะซ่อนตัว ถึงอย่างไรเมืองอื่นๆ ก็อยู่ห่างจากที่นี่ไกลเกินไป และจะเหมาะสมหรือไม่ก็ยังไม่แน่นอนนัก

ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การเลือกเมืองปรารถนารสเป็นที่ปักหลักจึงเป็นความคิดที่สะดวกที่สุดในตอนนี้ของหวังเป่าเล่อ

“คิดจะซ่อนตัวอยู่ที่นี่ อันดับแรกต้องจัดการปัญหาเรื่องระยะเวลาอาศัยอยู่เสียก่อน” ก่อนหน้านี้ตอนที่หวังเป่าเล่อติดตามฝูงชนเข้ามา เขาก็สังเกตเห็นว่าในเมืองมีร้านรวงจำนวนมาก แม้ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทร้านอาหาร แต่ก็คล้ายจะมีที่อยู่อาศัยด้วยเช่นกัน

ดังนั้นสิ่งที่แขวนอยู่ตรงหน้าของเขาก็คือ ขอเพียงมีเงินตราของที่นี่มากพอ และทำภารกิจเพื่อเพิ่มเวลาอยู่ที่นี่ให้เสร็จสิ้นเป็นบางครั้ง ทั้งหมดนี้ก็แก้ปัญหาได้แล้ว

สำหรับเงินตราของที่นี่ แม้ศิลาวิญญาณจะใช้ได้ แต่เห็นได้ชัดว่าหนวดสีทองที่ลอยล่องอยู่เต็มฟ้าในตอนนี้มีค่ามากยิ่งกว่า

เมื่อคิดถึงตรงนี้ หวังเป่าเล่อก็วาบกายมาปรากฏอยู่ที่มุมถนนไกลๆ ขณะที่ยกมือขวาขึ้น หนวดสีทองหนึ่งเส้นก็ถูกเขาคว้ามาไว้ในมือทันที เมื่อเก็บเข้ากระเป๋าคลังเก็บแล้ว หวังเป่าเล่อก็เดินหน้าต่อ

สำหรับคนเหล่านี้แล้ว หนวดทองจับได้ยากมาก ทว่าหวังเป่าเล่อกลับได้มาอย่างง่ายดาย ดังนั้นในไม่ช้า เขาก็จับมาได้มากกว่าร้อยเส้นแล้ว

ระหว่างนี้ เขามองเห็นความบ้าคลั่งของผู้คนในเมืองด้วยเช่นกัน

บ่อยครั้งก็เกิดเรื่องถึงชีวิตอยู่เนืองๆ เพียงเพราะเส้นหนวดสีทองเส้นเดียว ถึงขั้นที่เขายังเห็นคนผอมโซเจ็ดแปดคนฆ่ากันตาแดงก่ำแล้วตกตายไปด้วยกัน

เรื่องผู้แข็งแกร่งกินผู้อ่อนแอก็ยิ่งเป็นกฎของที่นี่ไปแล้ว กลิ่นคาวเลือดค่อยๆ แพร่กระจายอยู่ในเมืองแห่งนี้ ยิ่งกว่านั้นยังไปกระตุ้นผู้คน ทำให้เส้นหนวดที่ยังลอยอยู่เปื้อนเลือดจนเป็นสีแดงไปเสียส่วนใหญ่

หวังเป่าเล่อไม่ค่อยชอบเส้นหนวดแบบนี้นัก จึงไม่อยากไปจับมัน แต่แม้เขาจะไม่อยากทำ ก็ยังมีหนวดสีโลหิตหนึ่งเส้นบินมาหาหวังเป่าเล่อที่กำลังเดินอยู่บนถนนเอง

จากนั้นผู้ฝึกตนตาแดงผอมโซหลายสิบคนก็ตามกันมา ไอสังหารของแต่ละคนพวยพุ่ง ไล่โจมตีมายังหวังเป่าเล่อ

ถึงขั้นที่ในหมู่คนเหล่านี้ยังมีผู้ฝึกตนระดับวิญญาณจุติอยู่สามคนกำลังมาถึงแล้วด้วย ดวงตาของหวังเป่าเล่อฉายประกายเยือกเย็น กำลังจะโจมตี แต่สีหน้าพลันขยับไหว จู่ๆ เส้นหนวดสีเลือดที่บินมาหาเขาเส้นนั้นก็ถูกมือซีดขาวข้างหนึ่งซึ่งยื่นออกมาจากรอยแยกประตูของร้านค้าข้างๆ คว้าเอาไปก่อน

เมื่อเส้นหนวดสีเลือดถูกคว้าไป รอยแยกประตูก็เปิดออกช้าๆ เผยให้เห็นเงาร่างของเจ้าอ้วนน้อยคนหนึ่งข้างใน เขายื่นหัวออกมากินเส้นหนวดสีเลือดนั่นเข้าปาก กลืนลงไปจนหมด พลางประเมินกลุ่มคนข้างนอกไปด้วย

“ทุกท่านมาเข้าพักหรือว่ามากินอาหารหรือ” ขณะที่มองประเมินอยู่นั้น เจ้าอ้วนน้อยก็กลืนเส้นหนวดสีเลือดลงไปในปาก ก่อนเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

ตอนนี้ผู้ที่ไล่ตามหนวดสีเลือดเหล่านั้นพากันหยุดฝีเท้าทีละคน มองเจ้าอ้วนน้อยอย่างหวาดกลัว แล้วก้าวถอยหลังท่ามกลางความเงียบงัน ไม่นานก็จากไป

“ลูกค้าผู้นี้ ท่านล่ะ จะเข้าพักหรือกินอาหาร” เขาไม่สนใจคนที่ถอยไปเหล่านั้น เจ้าอ้วนน้อยยิ้มตาหยีมาให้หวังเป่าเล่อ แววตามีแสงวาววับที่ซุกซ่อนไว้อย่างล้ำลึกวาบผ่านไป

หวังเป่าเล่อกวาดมองเขาแล้วหันกายกำลังจะเดินจากไป แต่ชั่วขณะต่อมา เงาร่างของเจ้าอ้วนน้อยก็วาบมาปรากฏตัวอยู่ตรงหน้าหวังเป่าเล่อ เขายังคงเอ่ยด้วยรอยยิ้มหยี

“ท่านลูกค้า มาถึงประตูแล้วเหตุใดไม่เข้าไปลองหน่อยล่ะ บนถนนเส้นนี้น่ะ รสชาติที่ร้านข้าอร่อยที่สุดแล้ว”

ขณะที่เอ่ย ประตูร้านก็เปิดกว้างมากยิ่งขึ้น ภายในนั้นไม่มีตะเกียง มืดสนิท มีเสียงหอบหายใจที่กลั้นเอาไว้ ราวกับโลกภายในประตูกลายเป็นปากใหญ่คอยกลืนกินผู้คน รอให้อาหารมาส่งถึงที่

“ต้องเข้าไปหรือ” หวังเป่าเล่อเอียงคอถาม

เจ้าอ้วนน้อยพยักหน้ายิ้มตาปิด ความวาววับในแววตาปิดไม่มิดแล้ว ขณะเดียวกัน เมื่อฝูงชนรอบข้างทั้งหมดที่เดินผ่านมาเห็นภาพนี้เข้าก็รีบหลบเลี่ยงไปไกลเช่นกัน

“ถ้าข้าไม่ไปล่ะ” หวังเป่าเล่อเอ่ยถามอย่างสงสัย

“เช่นนั้นพวกเราก็จะไม่มีความสุขน่ะสิ” เจ้าอ้วนน้อยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

“ก็ได้” หวังเป่าเล่อพยักหน้า ในเมื่ออีกฝ่ายเชื้อเชิญเขาอย่างจริงจังเช่นนี้ เขาคิดว่าหากตนปฏิเสธก็ออกจะไร้เหตุผลไปสักหน่อย ดังนั้นจึงหันกายเดินไปยังประตูใหญ่

“พนักงานทั้งหลาย เปิดร้าน” เจ้าอ้วนน้อยยิ้มกว้างยิ่งขึ้น เขาตะโกนเสียงดังเข้าไปในประตู จากนั้นเดินตามหวังเป่าเล่อไปที่ประตูใหญ่ด้วยกัน

ในฝูงชนห่างไกลมีผู้มาจากภายนอกแบบเดียวกับหวังเป่าเล่ออยู่ หลังจากเห็นภาพนี้ สีหน้าก็ซับซ้อนขึ้นมา พวกเขารู้ดีว่าในวันเทศกาลสวาปาม จุดที่อันตรายที่สุดของเมืองแห่งนี้ไม่ได้มาจากเจ้าแห่งปรารถนากับกลุ่มขบวนแห่ ยิ่งไม่ใช่การแย่งชิงระหว่างกันและกันด้วย แต่มาจาก…ร้านค้าทุกร้านในเมืองแห่งนี้

ในยามปกติ ผู้คนที่เดินเข้าไปในร้านพวกนี้คือลูกค้า

แต่ในวันเทศกาลสวาปาม ผู้ที่เดินเข้าไป…ก็คือวัตถุดิบอาหาร

แต่ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า ตอนนี้ใบหน้าของหวังเป่าเล่อที่เดินหันหลังให้พวกเขาเข้าไปยังประตูใหญ่กลับมีท่าทางคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม ประกายสีเลือดในแววตากำลังกระโดดโลดเต้น…

ส่วนเจ้าอ้วนน้อยที่เชิญเขามาอย่างจริงใจผู้นั้นย่อมไม่รู้เช่นกันว่าผู้ที่เขาเชิญให้เข้าไป…เป็นการมีอยู่แบบไหน

“เปิดร้านแล้ว” หวังเป่าเล่อแย้มยิ้ม ก้าวเข้าไปในประตูร้านบานใหญ่มืดสนิท

…………………