ส่วนที่ 7 ภาคกล้าให้อาทิตย์ดวงจันทร์ผันเปลี่ยน ตอนที่ 35 หลังจากนั้น

ท้าลิขิตพลิกโชคชะตา

เมื่อแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ฉูดฉาดนั้นแฉลบเข้ามาในป่าด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของสุสานเทียนซู มือข้างขวาที่ตกอยู่ข้างกายของซางสิงโจวก็สั่นไหวเล็กน้อย

เขาเตรียมจับด้ามกระบี่แน่น

ปฏิกิริยาตอบสนองของนั้นไม่เร็วนัก แต่ตรงเข้าเป้ากว่า

ในเวลานี้สถานการณ์ของซางสิงโจวและหวังผ้อเหมือนกัน หากว่าขยับ ก็จะต้องเผชิญหน้ากับแสงกระบี่นั้นและหวังผ้อ

เมื่อครู่นี้เป็นเขาที่ไม่ให้หวังผ้อขยับ แต่ในตอนนี้เป็นหวังผ้อที่ไม่ให้เขาขยับ

แสงกระบี่มีมากขึ้นทุกที ทั้งยังหนาแน่นขึ้นทุกที พวกมันพุ่งทะยานขึ้นทุกหนแห่งจากสุสานเทียนซู

แสงกระบี่ที่ทะลุอากาศขึ้นมา ถูกแสงในอากาศทำให้เจือจางไป แต่เจตจำนงกระบี่นั้นกลับชัดเจนขึ้นยิ่งกว่า กลายเป็นเส้นแสงที่ประเดี๋ยวก็หายไปประเดี๋ยวก็ปรากฏออกมา ถักทอจนกลายเป็นตาข่ายที่แน่นละเอียด

ศรแสงศักดิ์สิทธิ์ที่ตกลงมาราวกับพายุฝนนี้ กระแทกเข้ากับด้านในของกลุ่มกระบี่ที่ถักทอเข้าอย่างจัง

เสียงบาดตัดอันเสียดหูและเสียงเสียดสีหนาแน่นดังขึ้น ลูกศรหน้าไม้ทยอยหักลง

เมื่อเทียบกับจำนวนลูกศรหน้าไม้แล้ว จำนวนแสงกระบี่ที่เกิดขึ้นด้านในของสุสานเทียนซูน้อยกว่ามาก

แต่ในแสงกระบี่เหล่านี่ก็มีแสงศักดิ์สิทธิ์ด้วย มันบริสุทธิ์และหนาแน่นกว่าแสงศักดิ์สิทธิ์บนลูกศรหน้าไม้เหล่านั้นหลายเท่านัก

หลังจากเสียงแตกหักของลูกศรหน้าไม้ เส้นแสงสีขาวน้ำนมกระจัดกระจายไปรอบทิศทางไม่หยุด สาดแสงส่องสว่างไปทั่วทั้งตีนเขาทางตอนใต้ของสุสานเทียนซู

แสงกระบี่นับร้อยค่อยๆ จางหายไป และกลับสู่พื้น

ลูกศรหน้าไม้ในท้องฟ้าถูกตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ตกลงมาอย่างช้าๆ เหมือนปุยสีขาวของเม็ดหลิว กระจายในทุกที่ที่ลมพัดไปถึง

สิ่งที่ถูกลมพัดจนพลิ้วไหวยังมีอาภรณ์สีขาว

เหล่าบรรดาลูกศิษย์ของสถานศึกษาหนานซีกว่าร้อยคนค่อยๆ ปรากฏตัวขึ้นริมถนนศิลา และข้างคลองตื้นๆ นั้น

ราวกับด้านในของหุบเขาที่สุสานเทียนซู จู่ๆ ก็มีดอกไม้สีขาวกว่าร้อยดอกผลิบานออกมา

เหล่าบรรดาลูกศิษย์ของสถานศึกษาหนานซีต่างล้วนอยู่ด้านในสุสานเทียนซู

พวกนางนั้นไม่รู้ว่าใช้วิธีการใด ปิดบังการจับตามองของราชสำนัก หรือไม่แม้แต่ถูกเหล่าบรรดาอาจารย์ของพระราชวังหลีพบเข้าเลย

แน่นอนว่าในสายตาของซางสิงโจว ต่อให้เป็นภูเขาสีครามแห่งนี้ก็ไม่มีทางบดบังเจตจำนงกระบี่ของพวกนางได้

แต่หวังผ้อใช้วิถีดาบของเขา บดบังสายตาของซางสิงโจวได้สำเร็จ

เมื่อมองเห็นภาพอันงดงามกระทั่งตระการตาเยี่ยงนี้ ซางสิงโจวก็นึกถึงคำพูดหนึ่ง ดังนั้นจึงมองไปที่หวังผ้อปราดหนึ่ง

หลายร้อยปีให้หลัง เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็วนเวียนมาถึงยุคสมัยที่ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งอีกครั้ง

จุดเริ่มต้นของยุคนี้ก็คือการปรากฏตัวของหวังผ้อนั่นเอง

……

……

ทางใต้ของสุสานเทียนซู อาภรณ์สีขาวโบกปลิว

ค่ายกลกระบี่สมบูรณ์แล้ว ซางสิงโจวถูกกักขังไว้ภายใน

เหล่าบรรดาลูกศิษย์ทุกคนของสถานศึกษาหนานซีล้วนปรากฏตัว ณ ที่แห่งนี้

อย่างไม่ได้ต้องสงสัยเลย นี่คือค่ายกลกระบี่สถานศึกษาหนานซีในรูปแบบที่แข็งแกร่งที่สุด

ในปีนั้น ขณะที่โจวตู๋ฟูบุกเทือกเขาเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์พบเข้ากับค่ายกลกระบี่ ก็เป็นเยี่ยงนี้เช่นกัน

ซางสิงโจวบนถนนเสิน ไม่ได้เข้าสู่ค่ายกลกระบี่ และค่ายกลอย่างไรก็ต้องมีประตูเป็นแน่นอน

หากว่ากันตามหลักการแล้ว ในเวลานี้เขาควรจะใช้ความเร็วสูงสุดในการหนีไปเสีย แต่เขากลับไม่ทำ

เนื่องจากเขาทราบดีว่า ในเมื่ออีกฝ่ายขบคิดวิธีการอย่างเต็มที่วางแผนสถานการณ์เยี่ยงนี้ออกมาได้ แน่นอนว่าต้องไม่เหลือช่องโหว่ใดๆ ไว้แน่

สวีโหย่วหรงปรากฏตัวบนถนนเสิน แต่ตำแหน่งที่อยู่นั้นสูงกว่าซางสิงโจวเล็กน้อย

นางสวมอาภรณ์เต๋าสีขาว สีหน้าสงบนิ่ง ใบหน้างดงาม

ซางสิงโจวคิดอยากจะทำลายค่ายกลกระบี่สถานศึกษาหนานซี ที่นี่เป็นหนทางเดียวเท่านั้น

เมื่อครู่หวังผ้อเตรียมจะบุกถนนเสิน ซางสิงโจวหยุดยั้งเอาไว้

ในเวลานี้กลับเป็นซางสิงโจวที่จะบุกถนนเสิน

อำนาจในการจู่โจมทันใดนั้นก็เปลี่ยนไป

……

……

หากมองจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว ซางสิงโจวถือว่าใช้ความโดดเดี่ยวต่อสู้ผู้คน

แต่เขากลับไม่เอ่ยสิ่งใด สวีโหย่วหรงก็เช่นกัน เนื่องจากพวกเขาล้วนแจ้งแก่ใจ ก็เหมือนกันกับที่อำนาจในการจู่โจมทันใดนั้นก็เปลี่ยนไป จะมากจะน้อยล้วนเป็นเยี่ยงนี้

นี่มันไม่เกี่ยวข้องอันใดกับได้รับพรตหรือสูญเสียพรตเลย เป็นเพียงตัวเลขที่เย็นชาและไม่น่าสนใจเท่านั้น

ด้านนอกสุสานเทียนซูฝุ่นควันตลบอบอวล ทหารม้าของสำนักฝึกหลวงและกองทหารอวี่หลินกำลังต่อกรกัน อัศวินเกราะหนาสองทัพที่มีพลังต่อสู้น่ากลัวกำลังเร่งรุดมา

ยอดฝีมือจากกองพันทั้งหลาย รวมไปถึงกองทหารจากราชสำนัก ต่างก็แทรกซึมเข้าสู่สุสานเทียนซูแล้ว

เกิดเสียงฝูงวิหคกรีดร้องตกใจตลอดเวลา เสียงวิหคร้องด้วยความสะพรึงกลัวโผบินไปยังทิศทางที่อยู่ไกลออกไป

สถานที่ที่มองไม่เห็นวิหคตื่นตกใจ ไม่ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวแท้จริงแล้วอันตรายยิ่งกว่า

ผู้บุกรุกหอความลับสวรรค์และนักพรตชุดเขียวจากอารามฉางชุนอาจจะหลบซ่อนตัวอยู่ในป่าผืนนั้น

……

……

ราชรถเวหานั้นยากจะรังสรรค์ขึ้นอีก ทั้งยังมีค่ายิ่งนัก ความเร็วก็ช้ามาก ดังนั้นแต่ไหนแต่ไรจึงมักจะถูกเข้าใจว่าหรูหราแต่ใช้ไม่ได้จริง

ทั่วทั้งดินแดนนี้มีเพียงในเมืองหลวงและเมืองเสวี่ยเหล่าเท่านั้นที่มี ในสายตาหลายคนแล้วสิ่งนั้นล้วนเป็นสิ่งที่เผ่าพันธุ์มนุษย์และเผ่ามารมีไว้เพื่อโอ้อวดตนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นมันเป็นราวกับของตกแต่งเท่านั้น

แต่ในวันนี้เซี่ยงอ๋องกลับเลือกที่จะนั่งราชรถเวหาไปยังสุสานเทียนซู

แน่นอนว่าไม่ใช่เพราะว่าเขากังวลว่าถนนหนทางในเมืองหลวงนั้นจะถูกกองทหารปิดล้อม และก็ไม่ใช่เนื่องจากเขาเร่งรีบ

เขาไม่มีพาหนะอย่างอาชาเมฆาอัคคีนี้ แต่แน่นอนว่าเขาสามารถบินไปได้

ที่เขาเลือกราชรถเวหานั่นก็เพราะว่าราชรถเวหาเดินทางช้า

เขานั่งอยู่ด้านในราชรถเวหา มือทั้งสองข้างจับไปที่ไขมันส่วนเกินรอบพุงซึ่งถูกเข็มขัดรัดจนปลิ้นออกมา เอาแต่ทอดถอนใจไม่หยุด

ราชรถเวหานี่นะ เวลานี่นะ เหตุใดเจ้าถึงไม่สามารถช้าลงได้อีกหน่อยเล่า

……

……

ท่านอ๋องตระกูลเฉินแต่ไหนแต่ไรมาก็มิใช่พวกสำมะเลเทเมา ความสามารถในการขี่เป็นเลิศ ท่านอ๋องทั้งหลายได้นำนายทหารตระกูลตนเร่งรุดไปยังสุสานเทียนซูแล้ว

พวกเขาพบว่าเฉินหลิวอ๋องไม่ได้อยู่ที่นั่น แต่ก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจนัก ก่อนจะมองไปยังราชรถเวหาที่อยู่บนท้องฟ้า พวกเขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว

จงซานอ๋องมาถึงตั้งนานแล้ว ยืนอยู่ริมแม่น้ำที่ค่อนข้างไกล มองไปยังด้านในสุสานเทียนซู แววตาเยือกเย็นไม่รู้ว่ากำลังครุ่นคิดสิ่งใดอยู่

หญิงชราจากตระกูลมู่เจ้อและเจ้าของบ้านตระกูลอู๋ก็มาถึงแล้ว เพียงแต่ว่าพวกเขาอยู่ทางด้านทิศใต้และก็เหมือนกันกับจงซานอ๋องที่ยืนอยู่ริมแม่น้ำ

ต่อให้เป็นพวกเขาที่รู้เรื่องราวความลับต่างๆ มากมายก็ยังคงไม่สามารถแจ้งชัดในสถานการณ์วันนี้ได้ ภายใต้จิตสำนึกนั้นคิดว่าอยู่ยิ่งไกลเท่าไหร่ก็ยิ่งดี

นอกจากผู้คนที่เข้าร่วมการสอบใหญ่ ผู้แข็งแกร่งจากทิศใต้ทั้งหมดที่เหลือก็ล้วนมาถึงยังสุสานเทียนซู

ชายร่างสูงและผอมสามคนยืนอยู่ข้างหน้า ทุกคนสวมเสื้อผ้าธรรมดา และเต็มไปด้วยเจตจำนงกระบี่

พวกเขามาจากเขาหลีซาน และเป็นผู้อาวุโสของหอกระบี่ที่มีทักษะในการสังหารมากที่สุด

แม่ทัพตงเซียงยืนอยู่ด้านหน้ากองทัพ มองไปยังผู้อาวุโสทั้งสามของหอกระบี่เขาหลีซาน สีหน้าของเขาอึมครึมนัก

เขาและผู้อาวุโสของหอกระบี่เขาหลีซานทั้งสามเคยร่วมมือกันในทุ่งหิมะทางตอนเหนือ รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย แน่นอนว่าเขาจึงให้ความสำคัญกับพวกเขา

“หลังจากกองทหารใหญ่มาถึง รวบรวมเหล่าอาจารย์ค่ายกลทั้งหมด จะต้องสังหารสามคนผู้นี้ให้เร็วที่สุด”

เมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ ขุนพลเทพเสี้ยวหลิงก็เงียบไปครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยถามว่า “อย่างนั้นจะต้องสูญเสียอาจารย์ค่ายกลไปมากมายเท่าไรกัน”

ขุนพลเทพตงเซียงตะคอกออกมาว่า “นั่นก็ควรค่าแล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเราทั้งหมดก็ล้วนต้องตายภายใต้กระบี่ของทั้งสามคนนี้”

……

……

ซางสิงโจวมองไปยังสวีโหย่วหรงเงียบๆ ไม่ได้ตกสู่ความโกรธเคือง และก็ไม่ได้ประหวั่นวิตก แม้แต่สีหน้าอารมณ์ในด้านลบก็ล้วนไม่มี แต่กลับรู้สึกว่าเรื่องราวเหล่านี้ทั้งหมดน่าสนใจยิ่งนัก

เขาเคยร่วมมือกันกับนางในเมืองไป๋ตี้ ตอนนั้นเขาก็ชื่นชมพรสวรรค์ ความเฉลียวฉลาด และการตัดสินใจของอีกฝ่ายแล้ว

เมื่อมองจากมุมของผู้อาวุโสแล้ว เขารู้สึกแม้กระทั่งว่าเฉินฉางเซิงไม่คู่ควรกับนาง ถึงแม้เฉินฉางเซิงจะเป็นลูกศิษย์ของเขาก็ตาม

วันนี้เขายิ่งชื่นชมนางเข้าไปอีก

ครอบครัวขุนนางเหล่านั้นที่อยู่ด้านนอกสุสานเทียนซู ผู้แข็งแกร่งแห่งลัทธิต่างๆ รวมไปถึงหวังผ้อ ก็ล้วนเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของนางเท่านั้น และพวกเขาทั้งหมดยังยินยอมเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของนาง ช่างเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์เสียนี่กระไร

นางบังคับให้ตนกลับสู่เมืองหลวง บีบสถานการณ์ให้ดำเนินมาจนถึงจุดนี้ ราวกับอาชาที่เหยียบย่ำลงบนหิมะน้ำแข็ง จังหวะจะโคนชัดเจนอย่างถึงที่สุด สถานการณ์ทั้งหมดล้วนถูกวางแผนไว้อย่างสวยสดงดงาม

คำถามก็คือต่อไปนางเตรียมตัวจะทำการใด

“หลายสิบปีก่อน จักรพรรดิพระองค์ก่อนทรงประชวรหนัก ราชวงศ์เทียนไห่ทรยศไม่ยินดีจะมอบคืนบัลลังก์มังกร หลังจากนั้นทุกครั้งที่ประสบพบเจอกับเรื่องราวใหญ่โต ข้าก็มักถามตัวเองหนึ่งประโยค…หลังจากนั้นเล่า เมื่อมองลึกถึงวิถีพรตที่อยู่ในใจก่อนถาม จึงสามารถได้รับคำตอบที่แท้จริง ถึงทราบว่าตนนั้นต้องการสิ่งใดกันแน่ หากในตอนนั้นข้านึกถึงสองคำนี้มากหน่อย บางทีก็อาจจะไม่ต้องมาพบเจอกับนางในสวนร้อยหญ้าแห่งนี้ และแน่นอนว่าก็คงจะไม่มีเรื่องราวต่อมาเหล่านี้ ตอนนี้ถึงคราวที่เจ้าจะต้องคิดปัญหาข้อนี้ เจ้าอยากให้ข้ากลับเมืองหลวง ข้าก็กลับมาแล้ว ถ้าอย่างนั้น…หลังจากนั้นเล่า”

น้ำเสียงของซางสิงโจวสงบนิ่ง ไม่มีอารมณ์ขึ้นลงใดๆ เลย

เสียงของสวีโหย่วหรงก็สงบนิ่งยิ่งนัก นางเอ่ย “หากว่าท่านไม่ยินดีที่จะตอบรับคำขอร้องของข้า ถ้าอย่างนั้นก็คงไม่มี ‘หลังจากนั้น’ อีกแล้ว”