มุมมองของเอมิลี่ :

ภายในคฤหาสน์แห่งหนึ่งภายในอาณาจักเพนเซอร์ จะสามารถเห็นเด็กหญิงอายุ 11 ปีซึ่งมีผมสีเขียวเช่นเดียวกับดวงตาของเธอกำลังเดินผ่านพระราชวังของอาณาจักรอยู่ แต่เธอกลับไม่เหมือนเจ้าหญิงทั่วไปเพราะเธอไม่ได้เดินหลังตรง

ขณะที่เธอกำลังเดินอยู่ เหล่าคนรับใช้ที่เห็นเธอก็มักจะถอยห่างและพูดเสียงเบา เหมือนชีวิตประจำวันของเธอในวันนี้เองก็ไม่ได้ต่างกับวันอื่นๆ นัก

พ่อของเธอไม่สนใจเธอ พวกพี่ชายก็เอาแต่กลั่นแกล้งเธอ ส่วนพวกคนใช้ก็ต่างหลีกเลี่ยงเธอกัน เธอเป็นเด็กสาวที่ ‘อ่อนแอ’ ‘ไร้พลัง’ และ ‘ท้อแท้’

ใช่แล้วผู้หญิงคนนั้นคือฉันเอง เอมิลี่ ฮอฟแมน เจ้าหญิงแห่งอาณาจักเพนเซอร์ 

โดยไม่สนใจคนอื่นๆ ฉันรีบเข้าไปในห้องของตัวเองในทันที เมื่อเข้ามาในห้องแล้วใบหน้าที่ ‘หวาดกลัว’ ตามปกติของฉันก็จางหายไปก่อนมันจะถูกแทนที่ด้วยสีหน้าดูถูกเหยียดหยามปรากฏขึ้นมาแทน พอเดินมาถึงเตียงฉันก็เตะมัน

“ไอ้สารเลว พวกมันคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?”

“ไอ้พี่ชายไร้ประโยชน์ อย่าให้ฉันมีโอกาสนะไอ้เวร ฉันจะฆ่าแก”

“แล้วก็พวกยัยพี่สาวกระxรี่นั่น เอาแต่แต่งตัวเหมือนสวยอยู่ได้ แค่คิดก็อยากจะอ้วกแล้ว”

“และก็ไอ้พ่อหัวขวดไร้ประโยชน์อีกคน พวกแกรอก่อนเถอะ ซักวันฉันจะทำให้พวกแกทุกคนต้องชดใช้”

หลังจากระบายความโกรธออกไปแล้วฉันก็หายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะเดินไปยังหน้ากระจก มองดูแผลเป็นที่น่ากลัวบนใบหน้าของตัวเองแล้วความโกรธของฉันที่กำลังจะค่อยๆ จางหายไปก็ทวีความรุนแรงขึ้นอีกครั้ง ฉันต่อยกระจกจนแตกพร้อมกับเศษกระจกที่หล่นลงมาแทงแขนของฉัน เลือดจากแขนของฉันค่อยๆ ไหลหยดลง

ฉันไม่รู้สึกอะไรเลย ฉันเดินไปที่เตียงพร้อมกับหยิบเครื่องบันทึกขึ้นมาก่อนจะเปิดเครื่องบันทึกเพียงเครื่องเดียวที่ฉันมีขึ้นมา ภาพที่ปรากฏขึ้นมานั้นเป็นภาพของเด็กผู้ชายผมสีเงินซึ่งมีดวงตาสีม่วงคนหนึ่ง

 แค่ได้เห็นภาพของเขาก็ทำให้รอยยิ้มเล็กๆ เกิดขึ้นบนริมฝีปากของฉันแล้ว ออสตินเป็นเพียงคนเดียวที่มองฉันแตกต่างออกไปจากคนอื่น

ความทรงจำของฉันเริ่มกลับไปสู่อดีตอย่างรวดเร็ว ตอนนั้นเป็นวันเกิดของเจ้าหญิงแห่งอาณาจักรเอซเรอิล ฉันนึกถึงภาพรูปร่างของเจ้าหญิงที่สวยงามและภาคภูมิคนนั้นด้วยความอิจฉาขึ้นมาในใจ

ที่ผ่านมาฉันได้ออกจากห้องโดยถูกพี่ชายสารชั่วเห็นโดย ‘บังเอิญ’ มาตลอด ในอดีตเคยมีคนเห็นฉันถูกรังแกเลยเข้ามาช่วยเหลือ คนๆ นั้นเป็นคนที่มีอำนาจและฉันได้รับผลประโยชน์บางอย่างจากเขาด้วย

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ฉันก็ ‘บังเอิญ’ ถูกพี่ชายรังแกเสมอมา แต่ไม่ว่าจะกี่ครั้งก็ตามที่มีคนช่วยฉัน ฉันก็คิดเสมอว่าพวกเขาช่วยฉันเพราะคิดว่าฉันเป็นสาวงามจากการที่เห็นฉันเพียงแค่ครึ่งหน้าเท่านั้น

แต่ทันทีที่พวกเขาเห็นใบหน้าทั้งหมดของฉันแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะแสร้งทำเป็นบอกว่าฉันน่ารัก แต่ฉันก็เห็นดวงตาซึ่งแฝงไปด้วยความขยะแขยงในตอนที่พวกเขามองฉันเสมอ ในช่วงวันเกิดของเจ้าหญิงโอลิเวียเองก็ไม่ต่างกัน ฉันกำลังรอให้ ‘เจ้าชายในชุดเกราะแวววาว’ ปรากฏตัวขึ้นอยู่

แต่ใครจะคิดหล่ะว่าครั้งนี้มันจะต่างออกไปจากเดิม เด็กผู้ชายที่มาจากตระกูลทรงอำนาจได้เข้ามาช่วยฉันไว้ แต่ครั้งนี้มีความแตกต่างเกิดขึ้น

ในตอนที่เด็กชายผมสีเงินเห็นใบหน้าของฉันแบบเต็มๆ นั้นเขาไม่ได้มีความรังเกียจมันเลย เขามองหน้าฉันด้วยรอยยิ้ม นั่นเป็นครั้งแรกเลยที่มีคนบอกว่าฉันน่ารักออกมาจากใจจริง

ในตอนแรกฉันก็ระแวงเขาอยู่ แต่ยิ่งฉันอยู่กับเขานานเท่าไหร่ก็ยิ่งรู้สึกสนใจเขามากขึ้นเท่านั้น ในคืนนั้นเป็นครั้งแรกเลยที่ฉันสามารถพูดคุยด้วยได้อย่างอิสระ มันเป็นครั้งแรกเลยที่ฉันได้พบกับคนที่ปฏิบัติต่อฉันด้วยความเท่าเทียมกัน

หลังจากคืนนั้นฉันก็ได้คุยกับเขาอีกเรื่อยๆ เขาให้อุปกรณ์สื่อสารกับฉันและเราก็ติดต่อกันเสมอมา ในโลกที่แตกสลายไปแล้วใบนี้ของฉัน เขาได้กลายเป็นแสงสว่างเพียงหนึ่งเดียวของฉัน

เมื่อเขารู้ถึงสถานการณ์ของฉัน เขาพร้อมที่จะก่อปัญหาระหว่างประเทศเพื่อช่วยฉันด้วย เขาเป็นคนเดียวที่ฉันรู้สึกผูกพันธ์ด้วยรองจากแม่ ฉันรู้ว่าตัวเองได้ตกหลุมรักเขาไปแล้ว

แต่เขาจะรักคนอย่างฉันไหมนะ?

ฉันเคยถามเขาทางอ้อมไปอยู่ครั้งหนึ่งและคำตอบของเขาก็มีแต่จะทำให้ฉันรักเขามากขึ้นกว่าเดิมอีก

ขณะที่ฉันกำลังนอนอยู่บนเตียงก็แตะไปที่สร้อยตรงหน้าอก มันเป็นของที่แม่ให้ฉันมาก่อนที่เธอจะตาย ฉันเก็บมันไว้ใกล้ตัวเสมอ ไม่ให้แม้แต่ฝุ่นจับ

เลือดของฉันหยดลงบนสร้อยคอโดยไม่รู้ตัวก่อนที่มันจะซึมลงไป ทันใดนั้นก็มีแสงจ้าส่องออกมาจากสร้อยคอนั่นและมันทำให้ฉันเจ็บปวดอย่างมาก

ก่อนที่ฉันจะได้กรีดร้องฉันก็หมดสติไปก่อนแล้ว

 

ไม่กี่ชั่วโมงต่อมา∼∼∼∼

‘ก -เกิดอะไรขึ้นกัน?’

ฉันตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้สึกปวดหัวอย่างหนัก ดวงตาอ่อนเพลียและร่างกายที่หนักอึ้ง ฉันพยุงร่างกายตัวเองขึ้นมาเพื่อตรวจสอบก็พบว่าสร้อยคอของฉันได้หายไปแล้ว!

ฉันกระโดดลงจากเตียงเพื่อหามันรอบๆ ห้อง ฉันเดินหาไปทั่วห้องจนรู้สึกว่าตัวเองลอยไปชนเข้ากับกำแพง

‘บ้าอะไรเนี่ย?’

เมื่อยืนขึ้นฉันก็รู้สึกว่าร่างกายของตัวเองแข็งแรงขึ้น การได้ยินของฉันดีขึ้นมากกว่าเดิมและรู้สึกราวกับว่าประสาทสัมผัสของตัวเองกำลังทำงานอย่างเกินกำลัง

ฉันพยายามเอามือปิดหูของตัวเอง แต่กลับรู้สึกว่ามันต่างออกไปจากเดิม หูของฉันรู้สึกแหลมขึ้น?

ฉันรีบเดินไปทั่วห้องก่อนจะหยิบเศษกระจกที่แตกเป็นชิ้นๆ ขึ้นมาเพื่อดูหูของตัวเองและเมื่อฉันมองเข้าไปที่เศษกระจกนั้นแล้วก็ต้องตกตะลึง

“ผ -แผลเป็นของฉันหายไปไหนกัน?”

ใช่แล้ว! แผลเป็นของฉันหายไป แผลเป็นที่เคยน่าเกลียดหายไปแล้ว หลังจากที่แผลเป็นหายไปใบหน้าที่สวยงามก็กลับเผยออกมาแทน เมื่อมองไปที่ใบหน้าของตัวเองแล้วฉันก็น้ำตาไหลออกมา

“ในที่สุด!! ในที่สุดฉันก็หลุดพ้นจากคำสาปนั่นซักที”

ฉันที่รู้สึกถึงน้ำตาที่ไหลนองทั่วหน้าก็ขยับไปที่เตียงและเห็นว่าเครื่องบันทึกยังคงเล่นอยู่ เมื่อเห็นเด็กผู้ชายในเครื่องบันทึกนั่นดวงตาของฉันก็เป็นประกายขึ้นมา ฉันหยิบเครื่องบันทึกขึ้นมาอย่างเบามือก่อนจะสัมผัสไปที่หน้าจอ

“ฉันจะไปหานายเร็วๆ นี้นะออสตินของฉัน รอฉันก่อนนะ”

 

มุมมองของมิกะและริกะ :

มิกะและริกะกำลังฝึกอยู่ในสนามฝึกซ้อมภายในคฤหาสน์ไลออนฮาร์ท

มิกะกำลังฝึกทักษะการต่อสู้ระยะประชิด ส่วนริกะกำลังฝึกเวทน้ำอยู่

ทั้งคู่ทุ่มเทอย่างเต็มที่หลังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับออสติน พวกเธอก็มีแรงจูงใจในการฝึกมากขึ้น

หลังจากฝึกซ้อมเสร็จแล้วทั้งคู่ก็พักผ่อนกัน

“มิกะ ฉันคิดถึงออสตินมากเลย∼∼”

ริกะจับมือมิกะพร้อมกับบ่นขึ้นมา ในบรรดาฝาแฝดมิกะมักจะเป็นผู้ใหญ่และจริงจังเสมอ 

มิกะยิ้มก่อนจะตอบกลับ

“เราทำได้แค่รอจนกว่าออสตินจะกลับมา หลังจากที่เราสัญญากับเขา เขาจะต้องประหลาดใจหลังจากกลับมา”

“ฉันรู้ แต่เราแค่ยั่วเขาอีกหน่อยเราอาจจะได้เขามาแล้วนะ”

ริกะตอบพลางทำหน้ามุ่ย เธออยากจะให้ออสตินรับพวกเธอทั้งคู่เป็นแฟนจริงๆ พี่สาวและเธอเองมีแผนเล็กๆ น้อยๆ ที่จะเกลี้ยกล่อมเขาอยู่

“ฉันรู้ว่ามันน่าเสียดาย แต่เราก็ยังได้รู้ถึงความรู้สึกที่เขามีต่อเรานะ ไม่อย่างนั้นคลาร่าคงขโมยเขาไป”

“อืมก็จริงของเธอ”

ริกะเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบกลับ

“พี่สาวคิดว่าในอนาคตพวกเราจะลงเอยด้วยดีไหม?”

“เธอหมายความว่ายังไงเหรอ?”

มิกะถามกลับด้วยความสับสน

“ฉันหมายความว่า ฉันมีความสุขที่ได้แบ่งบันออสตินกับพี่เพราะพี่กับออสตินเป็นเพียง 2 คนที่ฉันรักมากที่สุดในโลก แต่ว่าฉันไม่อยากแบ่งเขากับคนอื่น”

“ถ้างั้นเราควรทำให้แน่ใจว่าเขาจะเกาะติดกับพวกเราเท่านั้น”

มิกะตอบกลับด้วยรอยยิ้ม

“เธอไม่สังเกตหรือไงว่าเขาพยายามห้ามตัวเองไม่ให้แตะหูกับหางของพวกเรา ในตอนที่เขากลับมาพวกเราแค่ต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์เท่านั้นเอง”

เมื่อได้ยินคำพูดของมิกะ รอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของริกะ 

พวกเธอเองก็ตัดสินใจที่จะเก็บออสตินไว้เองเท่านั้น

ขณะที่พวกริกะกำลังคุยกันเรื่องความทรงจำในอดีตว่าพวกเธอมาจากตระกูลนักรบของเผ่าหมาป่า พ่อแม่ของพวกเธอเองก็เป็นนักรบเหมือนกัน

ในตอนที่พวกเขาพบว่าพวกเธอไม่สามารถสร้างเพลทขึ้นมาได้ในตอนที่พวกเธอยังเด็กอยู่นั้นพวกเขาเสียใจมาก แต่พ่อแม่ของพวกเธอก็ไม่ได้ว่าอะไรพวกเธอเลย

พ่อแม่ยังคงเลี้ยงดูพวกเธอมาด้วยความรัก แม้ในหมู่เพื่อนจะต่างพากันเยาะเย้ยพวกเธอ แต่พวกเธอก็ยังคงเกื้อกูลกันและกัน จนกระทั่งหายนะได้มาถึง

ในตอนที่พ่อแม่ของพวกเธอออกไปหาอาหาร พวกเขาก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย ฝาแฝดทั้งสองจึงถูกจัดให้อยู่ในความดูแลของลุงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาไม่ได้ดูแลพวกเธอเลยแม้แต่น้อย

พวกเธอต้องเผชิญกับความหดหู่ ความอัปยศและความโศกเศร้าที่นั่น จนกระทั่งลุงของพวกเธอได้ขายพวกเธอเพื่อแลกกับความช่วยเหลือจากใครบางคน

จากที่นั่นพวกเธอถูกส่งออกไปและถูกทารุณกรรมมากมาย ในช่วงเวลานั้นพวกเธอต้องพึ่งพาอาศัยกัน ความสิ้นหวังได้ปกคลุมชีวิตของพวกเธอจนกระทั่งพวกเธอได้รับการช่วยเหลือจากเด็กชายผมสีเงินซึ่งปรากฏตัวขึ้นมาในช่วงเวลาที่พวกเธอสิ้นหวังที่สุดในชีวิต

เขารับพวกเธอไปดูแลพร้อมกับมอบความรักและความเอาใจใส่ให้แก่พวกเธอ ในตอนแรกมิกะสงสัยว่าเขามีแรงจูงใจอย่างอื่นต่อพวกเธอรึเปล่า แต่เขากลับไม่มีมันเลย (ใช่เหรอฟะ?)

แถมเขายังได้มอบหมายให้พวกเธอทั้งคู่เป็นอัศวินดูแลเพื่อแสดงการสนับสนุนต่อพวกเธออีกด้วย นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มีคนชื่นชมพวกเธอ เป็นครั้งแรกที่พวกเธอรู้สึกว่าตัวเองมีค่า

แม้ว่าพวกเธอจะยอมมอบร่างกายให้เขาแล้วเขาก็ไม่เอา เขาอยู่ที่นั่นเสมอเพื่อสนับสนุนพวกเธอ อย่างช้าๆ แต่ชัวว์ชีวิตของพวกเธอได้เริ่มหมุนรอบเขาแล้ว

พวกเธอตกหลุมรักเขาโดยไม่รู้ตัว ทั้งมิกะและริกะต่างขัดแย้งกันในตอนแรก แต่ในที่สุดพวกเธอก็ตัดสินใจแบ่งปันเขากัน

 

 

 

-Donate-
True Money Wallet ID : mraxzy 
ไทยพาณิชย์ : 4051572923 //ชาคริต