บทที่ 85 ฉันไม่อยากจะให้เธอได้รับบาดเจ็บ

ลูกซื้อพ่อให้แม่

บทที่ 85 ฉันไม่อยากจะให้เธอได้รับบาดเจ็บ

ฝูเจิ้งเจิ้งรีบดึงเข็มออกแล้วกระโดดลงไปข้างเตียงทันที เธอหยิบเก้าอี้ใกล้ๆ แถวนั้นขึ้นมาถือไว้และเตรียมจะฟาดชายที่บุกเข้ามาแล้ว

“เจิ้งเจิ้ง นี่ฉันเอง!” ชายคนนั้นลากจูหลิงหลงไปนอนบนเก้าอี้สำหรับญาติคนไข้ ก่อนจะดึงหน้ากากที่ปิดบังใบหน้าลง

“รุ่นพี่!?” ฝูเจิ้งเจิ้งตกใจมาก แต่ก็กังวลใจที่เห็นจูหลิงหลงสลบเหมือดอยู่บนเก้าอี้มากกว่า “เรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับคุณหลิงหลงนะคะ”

“ฉันก็แค่ทำให้เธอหมดสติไปเฉยๆ ไม่ได้ทำร้ายให้ได้รับบาดเจ็บ” หยางเต๋ารีบเดินเข้ามาหาฝูเจิ้งเจิ้งและถามด้วยความกังวล “เจิ้งเจิ้ง ขาเธอไปทำอะไรมา? เป็นอะไรมากหรือเปล่า?”

ขณะที่พูดอยู่นั้น เขาก็เหมือนจะคิดอะไรออกจึงกัดฟันแน่น “หานซือฉีทำร้ายเธอเหรอ?”

“ไม่ค่ะ ฉันแค่ล้ม” ฝูเจิ้งเจิ้งอธิบายแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง “ล้มแล้วขาพลิกเฉยๆ”

“มือเธอเลือดไหล!” เมื่อเห็นที่หลังมือของฝูเจิ้งเจิ้งมีเลือดไหลออกมาจากรูเล็กๆ หยางเต๋าก็รีบลุกขึ้นและเตรียมจะไปเรียกหมอ “เดี๋ยวฉันจะไปตามหมอให้นะ!”

“ไม่ต้องค่ะ!” ฝูเจิ้งเจิ้งรีบดึงตัวเขาไว้ทันที “ก็แค่แผลจากเข็ม”

เมื่อเห็นว่ารูที่มือนั้นยังหลั่งเลือดไม่หยุด หยางเต๋าก็รีบช่วยกดแผลไว้ก่อนจะฉีกเอาเศษทิชชู่มาช่วยเช็ดเลือดอีกที

“เดี๋ยวฉันจะพาเธอออกไปนะ เจิ้งเจิ้ง”

ได้ยินเช่นนั้น ฝูเจิ้งเจิ้งก็รีบชักมือกลับไปและปฏิเสธในทันที “ไม่ได้นะ!…ฉันยังไปไม่ได้!”

“หานซือฉีทำเธอถึงขนาดนี้แล้วเธอยังจะสนใจเขาอยู่อีกเหรอ?” หยางเต๋าพูดด้วยความผิดหวัง

หญิงสาวส่ายหน้าก่อนจะพูดช้าๆ “ฉันรู้ว่ารุ่นพี่เป็นห่วงฉันนะคะ แต่ในฐานะที่เป็นตำรวจแล้ว สิ่งที่รุ่นพี่ทำวันนี้มันฉุกละหุกมากเลยนะ! ถ้าเกิด…”

“ฉันรู้ว่าฉันควรทำอะไรไม่ควรทำอะไร! แต่ฉันกลัวว่าเธอจะได้รับบาดเจ็บไปมากกว่านี้!” เขาพูดด้วยความรู้สึกผิด

“…เอาเป็นว่าฉันไม่พูดเรื่องนั้นก็แล้วกันค่ะ ตอนนี้ฉันไปกับรุ่นพี่ไม่ได้ เพราะฉันมีบางอย่างที่ต้องไปจัดการก่อน ไว้เดี๋ยวจัดการเรื่องที่ว่าเสร็จแล้ว ฉันจะรีบติดต่อไปนะคะ”

“ฉันจะจัดการทุกอย่างที่เธอทิ้งไว้เอง เพราะงั้นเธอต้องกลับไปเมือง A ตอนนี้!” ดูเหมือนว่าเธอจะปฏิเสธเขาบ่อยจนตอนนี้หยางเต๋าเริ่มจะเป็นฝ่ายไม่รับฟังเธอบ้างแล้ว เขาดึงแขนเธอและพยายามจะพาเธอออกไปด้วยให้ได้

“ฝูซิงถูกหานซือฉีพาตัวไป!” เพราะสถานการณ์มันบีบให้ฝูเจิ้งเจิ้งเลี่ยงที่จะพูดเรื่องนี้ไม่ได้ ท้ายสุดเธอจึงพูดมันออกไป

“ว่าอะไรนะ! หมอนั่นลักพาตัวฝูซิงไปงั้นเหรอ!?”

“ไม่ใช่ค่ะ…ไม่ใช่การลักพาตัว!” ฝูเจิ้งเจิ้งปฏิเสธ เธอกลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจในสิ่งที่เธอพูดผิดไป ดังนั้นเห็นทีคงจะต้องพูดความจริงที่เหลือออกไปให้หมดด้วย “ฉันไม่อยากจะซ่อนเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว…ฝูซิงน่ะ เป็นลูกแท้ๆ ของหานซือฉีค่ะ”

“หา!?” หยางเต๋าแสดงสีหน้าที่ไม่เชื่อออกมาอย่างชัดเจน

“มันเป็นเรื่องจริงค่ะ พวกเขาพาฝูซิงไปตรวจดีเอ็นเอมาแล้ว” และเพื่อไม่ทำให้หยางเต๋าเสียใจมากเกินไป เธอจึงรีบพูดเสริม “ฉันเองก็เพิ่งรู้เมื่อวานเหมือนกัน”

“หานซือฉีเป็นพ่อแท้ๆ ของฝูซิง…งั้นแสดงว่าเธอกับเขาก็รู้จักกันตั้งแต่ 6 ปีก่อนแล้วงั้นเหรอ!? เธอสนุกมากไหมที่ได้เหยียบย่ำความเชื่อใจของฉันที่ปล่อยให้เธอมาทำงานนี้น่ะ?” ความทุกข์ใจกำลังกัดกินความรู้สึกเขา

ฝูเจิ้งเจิ้งรีบอธิบายต่อด้วยความร้อนใจ “ไม่ใช่แบบนั้นนะคะ! ฉันเองก็ยังจำเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ! หรือแม้แต่ตัวเขาเองก็จำฉันไม่ได้เหมือนกันเพราะเขาความจำเสื่อมไปช่วงหนึ่ง!”

“เจิ้งเจิ้ง เธอไม่เคยคิดถึงความรู้สึกของฉันเลยแม้แต่นิดเดียว…” เขาค่อยๆ กัดฟันแน่นขึ้นเรื่อยๆ “รังเกียจความปรารถนาดีของฉันขนาดนั้นเลยหรือไ?”

“หยางเต๋า” หญิงสาวเริ่มกัดฟันข่มความโกรธไว้บ้าง “นายเข้ามาในโรงพยาบาลโดยไม่ได้มีคำสั่งหรือคำอนุญาตให้มาช่วยฉันแท้ๆ แถมนายยังมาทำร้ายคนอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องอีก นายน่ะกำลังทำผิดวินัยโดยร้ายแรงเลยนะ! เพราะงั้นถ้าความปรารถนาดีนั่นจะต้องทำถึงขนาดนี้ ก็ช่วยหยุดด้วยเถอะ”

หากเธอไม่พูดเช่นนี้ เกรงว่าเขาจะใช้กำลังพาเธอกลับเมือง A ไปจริงๆ แล้วก็จะใช้กำลังกลับมาช่วยเหลือฝูซิงเพื่อเธออีกด้วย!

นอกจากจะเป็นตำรวจหญิงแล้ว เธอก็ยังเป็นแม่ของฝูซิงด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากเธอจะกลับไปชิงตัวฝูซิงคืนมาตามกฎหมายก็ย่อมทำได้ แล้วหยางเต๋าล่ะ? เขามีสิทธ์อะไรแบบนี้หรือเปล่า?

เกิดหานซือฉีแจ้งข้อกล่าวหาว่าเขาเป็นคนลักพาตัวล่ะ? แถมเขายังทำร้ายจูหลิงหลงอีก คิดๆ ดูแล้วถ้ายังไม่หยุดการกระทำของอีกฝ่ายไว้ ยังไงก็ไม่พ้นข้อกฎหมายแน่ๆ และด้วยเหตุนี้มันก็ร้ายแรงพอที่จะทำให้อนาคตอันสดใสของตำรวจสาวอย่างเธอดับมอดลงไปได้เลย!

เธอไม่อยากจะเป็นหนี้อะไรเขาอีกต่อไปแล้ว!

“ผิดวินัยขั้นร้ายแรงงั้นเหรอ?” หยางเต๋ายิ้มอย่างขมขื่นอีกครั้ง “มาถึงตอนนี้แล้วเธอยังกังวลว่าฉันจะทำผิดวินัยขั้นร้ายแรงเนี่ยนะ? แล้วที่ตลอดมาเธอเอาแต่ปฏิเสธที่จะกลับทีมซ้ำแล้วซ้ำเล่านั่นคิดว่าฉันไม่ผิดวินัยขั้นร้ายแรงเพราะต้องมาคอยช่วยปกปิดความผิดให้เธอหรือยังไง!”

เธอไม่รู้มาก่อนเลยว่าเขาต้องพยายามขนาดไหนเพื่อจะปกป้องเธอต่อหน้าผู้กำกับประจำสถานีตำรวจที่ประจำการอยู่

“ฉันขอโทษนะคะ…เอาเป็นว่าฉันจะกลับไปที่สถานีและยอมรับโทษทุกอย่างหลังจากที่หาตัวฝูซิงเจอแล้วละกันนะคะ” ฝูเจิ้งเจิ้งรู้สึกถึงความผิดของตนที่ทับถมมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งกลัวว่าจูหลิงหลงจะตื่นขึ้น เธอจึงพยายามรีบจบเรื่องนี้กับอีกฝ่าย “สิ่งที่ฉันต้องจัดการคือเรื่องส่วนตัวของฉันกับหานซือฉี เพราะงั้นฉันไม่อยากจะให้รุ่นพี่มาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ด้วย…ดังนั้น…ช่วยให้ความร่วมมือด้วยนะคะ”

“เธอ…โอ้ยยยยย” หยางเต๋ารู้สึกมืดแปดด้าน เขาถอนหายใจและจ้องมองไปยังฝูเจิ้งเจิ้งครู่หนึ่ง “ชายที่อยู่ข้างนอกนั่นโดนฉันทำให้สลบและพาไปหลบอยู่ในห้องน้ำชาย เขาไม่ทันเห็นตัวฉัน เพราะงั้นเธออยากจะอธิบายยังไงก็เชิญ”

พูดจบเขาก็เดินจากไปคนเดียว

แม้ฝูเจิ้งเจิ้งอยากจะพูดมากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็ได้แต่ปล่อยเขาไป

เธอไม่กล้าแม้แต่จะขอโทษเขาเสียด้วยซ้ำ…

หลังจากที่หยางเต๋าออกไปแล้ว ฝูเจิ้งเจิ้งก็รีบเดินกะเผลกไปด้านนอก และเมื่อเธอไปถึงหน้าประตูห้องน้ำชาย ชายชุดดำที่อยู่ภายในก็รีบเดินออกมาแล้วจับไหล่ฝูเจิ้งเจิ้งไว้

“คุณไม่เป็นไรใช่ไหมครับ คุณฝู?” ชายคนนั้นดูจะกังวลมากๆ ที่ได้เห็นฝูเจิ้งเจิ้งเช่นนี้

แค่มองจากรูปลักษณ์ก็รู้แล้วว่าคนคนนี้ถูกส่งมาโดยหานซือฉีเพื่อคอยปกป้องเธอ ดังนั้นเธอจึงพูดอย่างเฉยเมย “นายหวังจะให้คุณหานรู้หรือเปล่าว่านายโดนฟาดจนสลบไปและไม่สามารถปกป้องฉันได้น่ะ?”

“ม-ไม่ครับ!” ชายชุดดำเหงื่อไหลเป็นทางด้วยความกลัวเมื่อคิดถึงสิ่งที่จะต้องเจอหากหานซือฉีรู้เช่นนั้น

“ดี งั้นก็แสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นซะ” ในขณะที่ฝูเจิ้งเจิ้งกำลังหันกลับนั้นเอง เธอก็พูดขึ้นมา “ฉันไม่เป็นไร”

“โอเค—โอเคครับ!” ชายชุดดำรีบตอบรับ

ฝูเจิ้งเจิ้งกลับมายังห้องพักเพื่อปลุกจูหลิงหลง

“อ-อูยยย เจ็บๆๆๆ เมื่อกี้ใครทำฉันน่ะ!? อ๊า เจิ้งเจิ้ง เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ พอดีเมื่อกี้มีคนบ้าหลุดเข้ามาน่ะค่ะ” ฝูเจิ้งเจิ้งยิ้มให้ชายชุดดำ และเขาก็รีบพยักหน้ารับทันที

จูหลิงหลงจ้องมองด้วยความลังเลก่อนจะถาม “คนบ้า? ทำไมถึงมีคนบ้าหลุดเข้ามาในโรงพยาบาลได้น่ะ?”

“เรื่องมันยาวนิดหน่อย เอาเป็นว่าฉันเองก็ไม่อยากให้ซือฉีรู้เรื่องนี้ด้วย อย่างน้อยที่สุดเขาจะได้ไม่กังวล และโรงพยาบาลก็จะได้ไม่ต้องมารับเคราะห์จากการที่โดนหานซือฉีโวยวายใส่ด้วย ไม่เพียงเท่านั้น บางทีถ้าเรื่องถึงขั้นนั้นล่ะก็ พวกเราอาจจะโดนลากไปสอบสวนด้วยก็ได้…”

แม้ฝูเจิ้งเจิ้งจะพูดขนาดนี้แต่จูหลิงหลงก็ยังคงจ้องมองเธออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะยอมสลัดความกังวลนั้นทิ้งไป “ซือฉีเหนื่อยมามากพอแล้ว เพราะงั้นจะทำเป็นว่าเรื่องนี้ไม่เคยเกิดขึ้นก็แล้วกัน”

ฝูเจิ้งเจิ้งถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากที่เห็นชายชุดดำเดินออกจากห้องไปเธอจึงค่อยๆ เอนตัวลงนอนอีกครั้ง

เห็นทีเธอคงต้องพักผ่อนจริงๆ เพื่อเก็บแรงไว้ตามหาฝูซิงเสียแล้ว

เมื่อเห็นว่าฝูเจิ้งเจิ้งจะนอน จูหลิงหลงก็เข้ามาช่วยขยับจัดท่าทางให้เธอสามารถนอนได้สบายๆ โดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม

และเมื่อเวลาเดินมาจนถึง 4 โมงเย็น หานซือฉีก็กลับมาอีกครั้งและให้จูหลิงหลงกลับไป หญิงสาวหันมามองฝูเจิ้งเจิ้งที่นอนติดเตียงด้วยความเป็นห่วงก่อนจะยอมออกไปในท้ายที่สุด

หานซือฉีก้มตัวลงเพื่อจะเข้าไปประคองเธอ ทว่าเขาก็โดนคนเจ็บตัวแสบนั้นผลักออกในทันที

“ฉันไม่เป็นไรค่ะ เดินเองได้”

ชายหนุ่มขมวดคิ้วและมองเธอเดินอย่างทุลักทุเล ก่อนจะตัดสินใจเดินเข้าไปพยุงร่างของเจ้าหล่อนเอาไว้

“หาน…”

“ไม่อยากเจอฝูซิงแล้วหรือไง?”

คำขู่นั้นได้ผล ฝูเจิ้งเจิ้งเงียบลงไปได้ทันที

“กอดคอฉันเอาไว้” เมื่อเห็นว่าได้ผล เขาก็ออกคำสั่งกับเธออีกครั้ง

ฝูเจิ้งเจิ้งจ้องมองเขาด้วยแววตาเกลียดชัง แต่หลังจากที่เธอลังเลอยู่ไม่กี่วินาที ท้ายสุดก็ต้องยอมยกแขนขึ้นโอบคอของเขาไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้

ฝูซิงถือเป็นจุดอ่อนของเธอ…

รถของทั้งสองขับออกจากลานจอดรถนั้นอย่างรวดเร็ว จากจุดนั้นยังมีสายตา 2 คู่ที่แอบจ้องมองมายังพวกเขา นั่นคือ เฉียวเค่อเหรินและเติ้งอันอวี่ที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด

ใบหน้าที่ถูกแต่งเติมอย่างสวยงามเพื่อวันนี้รวมไปถึงผมที่จัดทรงไว้งดงามนั้นยุ่งเหยิงไปหมด เธอหันไปตะโกนแบบไม่มีเสียงกับเติ้งอันอวี่ “ทำไมถึงหยุดหนูไว้ล่ะคะคุณแม่! ถ้าหนูเข้าไปเมื่อกี้ล่ะก็ ยัยนั่นไม่ใช่คู่ต่อสู้เลยด้วยซ้ำ! เรื่องในวันนี้น่ะ ถ้าไม่มียัยนั่น ทั้งคุณแม่ ทั้งคุณพ่อ ต่างก็ไม่ต้องมาเสียหน้าแบบนี้!”

“เย็นไว้ ลูกรัก อย่าเพิ่งโกรธไป” เติ้งอันอวี่พยายามปลอบใจลูกสาวของตนด้วยเสียงที่อ่อนหวาน แต่เมื่อเห็นว่าหากไม่พูดอะไรมากกว่านี้ เฉียวเค่อเหรินคงต้องสติแตกแน่ๆ ดังนั้นเธอจึงถามลูกสาวสุดที่รักว่า “ลูกรัก ลูกยังอยากจะแต่งงานกับซือฉีอีกหรือเปล่า?”

“คุณแม่! คุณแม่ก็รู้ว่าการแต่งงานกับซือฉีนั้นถือเป็นความฝันสูงสุดในชีวิตของหนูเลยนะคะ! ทุกอย่างที่หนูทำมามันต้องมาพังเพราะยัยแพศยานั่นคนเดียว! คุณแม่ คุณแม่ต้องช่วยหนูนะ! หนูน่ะ ต้องอยู่ไม่ได้แน่ๆ ถ้าไม่มีซือฉี!” เฉียวเค่อเหรินทึ้งผมตัวเองด้วยความคลุ้มคลั่ง มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่พอจะบรรเทาความโกรธของเธอได้

“อย่าทำแบบนั้นนะลูก!” ด้วยความเป็นแม่ เธอเข้ามาโผกอดลูกสาวไว้ด้วยความทุกข์ใจ “ถ้าลูกต้องการดำเนินความสัมพันธ์กับหานซือฉีต่อ ลูกต้องฟังแม่ ลืมเรื่องบาดหมางตอนนี้ไปก่อน เราจำเป็นต้องใช้แผนระยะยาว”

“คุณแม่อย่าพูดเหมือนมันลืมกันง่ายๆ สิคะ!” เฉียวเค่อเหรินพูดทั้งน้ำตา

“ในเมื่อลูกรักหานซือฉีมาก ลูกก็ต้องทำ หานซือฉีน่ะเพียบพร้อมทั้งหน้าตาและชาติตระกูล เพราะงั้นลูกจะต้องเจอกับผู้หญิงที่เข้ามายุ่งเกี่ยวกับเขาอีกมากมายในอนาคต” เติ้งอันอวี่ถอนหายใจก่อนจะช่วยปาดน้ำตาให้ผู้เป็นลูกสาวแล้วจึงพูดต่อ “ถ้าหากลูกยังไม่หยุดร้องไห้ ดวงตาสวยๆ ของลูกจะบวมแล้วนะจ๊ะ อยากให้คุณพ่อของลูกรู้เรื่องทั้งหมดเหรอ?”

ดูเหมือนว่าพ่อของเธอจะเป็นสิ่งเดียวที่เฉียวเค่อเหรินไม่กล้าต่อกรด้วย เธอรีบส่ายหน้าและปาดน้ำตาในทันที

“ดีมากจ้ะ เพราะงั้นตอนนี้กลับบ้านกับแม่นะ” พูดจบเติ้งอันอวี่ก็เดินนำเฉียวเค่อเหรินออกไปทันที

———————————————

หานซือฉีและฝูเจิ้งเจิ้งออกมาจากโรงพยาบาลและมุ่งตรงไปยังบ้านหลังหนึ่งที่แยกออกมาอยู่อย่างฝั่งตะวันตกของเมือง

เขาคอยประคองฝูเจิ้งเจิ้งลงมาจากรถจนกระทั่งเดินเข้าบ้าน แต่ในทันทีเข้าไปในบ้านได้ หญิงสาวก็เริ่มขัดขืนและเดินด้วยตัวเองไปหาฝูซิงด้วยความกระวนกระวายใจ

“เขาไม่อยู่ที่นี่” หานซือฉีที่เดินตามเข้ามารีบพูดก่อนด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบ

ได้ยินเช่นนั้นฝูเจิ้งเจิ้งก็หันกลับมาตะโกนด้วยความโกรธ “หานซือฉี! นายหลอกฉันอีกแล้วงั้นเหรอ!”

“ก็บอกไปแล้วไงว่าจะพาเขามาหาถ้าเธอหายดีแล้ว”

“นาย!—โอ้ยย” ฝูเจิ้งเจิ้งกระทืบเท้าด้วยความโกรธ และทันใดนั้นความเจ็บปวดก็เล่นงานเธออีกครั้ง

ชายหนุ่มรีบเดินเข้ามาหาและพูดกับเธออีกครั้งด้วยความเหลืออด “ต้องให้บอกอีกกี่ครั้งว่าถ้าเกิดเธอขาหักแม้แต่ข้างเดียว เธอก็ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นแม่ของฝูซิงแล้ว!”

“อย่ามาตลกหน่อยเลยน่า!” ฝูเจิ้งเจิ้งเถียง “คนที่ให้กำเนิดฝูซิงคือฉัน! ต่อให้ขาฉันจะหักสองข้าง หรือแขนจะหักตามไปด้วย ฉันก็ยังเป็นแม่ของฝูซิงอยู่วันยันค่ำ! นายคิดว่าฝูซิงจะยอมอยู่กับนายเพียงเพราะเขาเรียกนายว่า ป๊ะป๋า งั้นเหรอ? เฮอะ ฉันขอแนะนำให้นายกลับไปใช้ชีวิตอยู่บนเตียงที่มีแม่สาวสวยนั่นนอนรอแล้วรีบๆ มีลูกของตัวเองซะเถอะ จากนั้นก็จงภูมิใจกับการเป็นพ่อด้วยตัวเองเสียที อย่ามายุ่งกับลูกคนอื่น!”

สีหน้าของหานซือฉีดูน่ากลัวขึ้นมาทันที เขาพูดกับเธออีกครั้ง “ฝูเจิ้งเจิ้ง อย่ามายั่วโมโหฉันจะดีกว่านะ”

“แล้วจะทำไม! ฉันไม่เคยหวังว่านายจะดูแลฉันดีๆ อยู่แล้วนี่!” เธอยังคงไม่ยอมหยุด

ดูเหมือนสิ่งเดียวที่ทำให้ฝูเจิ้งเจิ้งมีความสุขได้ในตอนนี้ ก็คือการที่ได้เห็นใบหน้าทุกข์ใจของหานซือฉี

“ไม่เคยหวังงั้นเหรอ? งั้นก็ลองหวังวันนี้เลยก็แล้วกัน” หานซือฉีแสยะยิ้มก่อนจะลากตัวเธอไปในห้องๆ หนึ่ง

“หานซือฉี นายจะทำอะไรน่ะ!?” เมื่อรับรู้ได้ว่าอันตรายกำลังเข้ามา ฝูเจิ้งเจิ้งก็พยายามทุบตีไปที่อกของชายที่กำลังลากตัวเธออยู่

หลังจากปล่อยให้เธอทุบตีอยู่ฝ่ายเดียวมานาน หานซือฉีก็ได้โอกาสโยนเด็กดื้อคนนี้ลงไปบนเตียงและตามลงไปกดเธอเอาไว้อย่างรวดเร็ว

“คนบ้า! สารเลว! ออกไปนะ! อุ่ก—-”

ฝูเจิ้งเจิ้งพยายามดิ้นรนโดยไม่ได้ระวังตัว มันเลยทำให้เธอเผลอไปกระตุกโดนจุดที่เจ็บอยู่อีกครั้ง และต้องเงียบไปเพราะพยายามกลั้นความเจ็บปวดนั้นอยู่

และเมื่อเธอหยุดขัดขืนไปชั่วขณะ หานซือฉีใช้โอกาสนี้รวบมือทั้งสองข้างของเธอไปไว้เหนือหัว เขากดมันไว้ด้วยมือเพียงข้างเดียว

ลมหายใจร้อนผ่าวของเขาเข้ารดใบหน้าของเธอ ด้วยความกังวลฝูเจิ้งเจิ้งจึงตะโกนออกมาด้วยความร้อนใจ “ฉันเจ็บขาอยู่นะ! นายจะทำกับคนเจ็บแบบนี้ไม่ได้!”

เธอคิดว่าหากทำตัวให้ดูเจ็บเข้าไว้ เขาจะยอมใจอ่อนบ้าง ทว่ามันกลับกลายเป็นเขาดูท่าจะสนใจเธอมากกว่าเดิม ใบหน้าคมเข้มนั้นกำลังยิ้มอย่างชั่วร้ายขณะที่พูด “จุ๊ๆ จริงๆแล้ว เธอเองก็ดูเหมาะกับผ้าพันแผลที่ขาดีนี่ ลองมาเล่นบทคนไข้ที่กำลังจะโดนคุณหมอตรวจร่างกายหน่อยเป็นไง? ฉันคิดว่ามันอาจจะทำให้เธอหายเจ็บได้เร็วขึ้นแน่ๆ”

เมื่อเห็นว่าหานซือฉีไม่ได้พูดเล่นแน่ๆ ฝูเจิ้งเจิ้งก็ตะโกนต่อว่าเขาอีกครั้ง “หานซือฉี! นายมันคนลามก!”

ในตอนนี้ ฝูเจิ้งเจิ้งเริ่มจะรู้สึกผิดที่เผลอยั่วโมโหเขาไปเสียแล้ว ไม่คาดคิดเลยว่าความสุขเมื่อครู่นั้น ในตอนนี้มันจะกลายเป็นดาบสองคมที่หันกลับมาทิ่มแทงเธอเสียแล้ว

ยามที่รู้สึกได้ว่าร่างของเขากำลังเข้ามาใกล้ หญิงสาวก็จ้องเขม็งด้วยความกังวลพลางโวยวายลั่น “หานซือฉี หยุด!”

——————————————————————————————————-

คุยกับผู้แปล

ขิงก็ราข่าก็แรง