บทที่ 397 เพื่อนเก่า หลังจากการเดี่ยวเปียโนของไป๋เหวินซั่ว ตามมาด้วยการแสดงเดี่ยวไวโอลิน พอจบการแสดงเดี่ยวไวโอลินเสร็จ ก็เป็นรายการเด่นของคืนนี้ เจ็ดนางฟ้าสู่โลกมนุษย์! เจ็ดนางฟ้าสู่โลกมนุษย์เป็นการเต้นรำแบบโบราณ คนที่แสดงเป็นเจ็ดนางฟ้าต่างเรียกได้ว่าเป็นนางฟ้าตัวจริงกันทั้งนั้น เอาแค่คนเดียวมายืน ต่างเป็นสาวสวยระดับดาวมหาลัยทั้งนั้นเลย หนึ่งในนั้น หลินหวั่นชีวดูโดดเด่นที่สุด เธอเหมือนดวงจันทร์กระจ่างท่ามกลางหมู่ดาว พอออกมา ก็ดึงดูดสายตาทุกคนพุ่งไปที่เธอ กระโปรงยาวสีขาวบวกกับเรือนร่างอรชรอ้อนแอ้น หลินหวั่นชีวในตอนนี้ประหนึ่งเทพธิดาลอยละล่องมาสู่โลกมนุษย์จริงๆ! ภายใต้เสียงดนตรีที่อ่อนโยน หลินหวั่นชีวเขย่งเท้าเต้นบัลเล่ต์ ทุกสายตาและรอยยิ้มของเธอคอยดึงดูดจิตวิญญาณคน พาให้หัวใจเต้นไม่เป็นส่ำ ทุกคนในงานพากันมองตาเคลิ้ม ไม่มีอะไรต้องแปลกใจเลย หลังจากคืนนี้เป็นต้นไป ชื่อของหลินหวั่นชีวจะโด่งดังคับมหาลัยจงไห่แน่นอน เพลงสิ้นสุดลง หลินหวั่นชีวโค้งคำนับก่อนลงจากเวที แต่นักศึกษากว่าสองหมื่นคนด้านล่างเวทีกลับยังไม่หลุดจากภวังค์ เหมือนอารมณ์ยังค้างคา จนกระทั่งหลินหวั่นชีงหายไปจากเวที ด้านล่างถึงมีเสียงปรบมือดังกึกก้องขึ้น “พี่เฉินเฟิง” “หวั่นชีว” เฉินเฟิงยิ้มมองสาวน้อย บางทีอาจเพราะต้องออกแรงเต้นบนเวทีไปไม่น้อย ใบหน้าของสาวน้อยถึงแดงระเรื่อชวนมองมากยิ่งขึ้น “พี่เฉินเฟิง พี่คิดว่าหวั่นชีว…เต้นเป็นยังไงบ้างคะ?” หลินหวั่นชีวก้มหน้ามถามเสียงเบา “เต้นได้เก่งมากเลยจ้ะ” เฉินเฟิงยิ้มบอก แค่เต้นได้เก่งมากเองหรอ? สาวน้อยทวนคำนี้ในใจ สายตาคู่งามหม่นหมองลงไปเล็กน้อย ตอนนี้เอง พิธีกรชุดราตรียาวสีแดงปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง เธอหยิบไมค์ขึ้นมายิ้มพูดว่า: “เชื่อว่าตอนนี้ทุกคนคงจะอยากรู้เต็มที่แล้วว่า แขกพิเศษปริศนาที่จะออกมาแสดงเป็นคนสุดท้ายในค่ำคืนนี้คือใครกันแน่” “อยากรู้!” ผู้ชมด้านล่างร้องออกมาเป็นเสียงเดียวกัน ท่าทีตื่นเต้นมาก “ฉันรู้ว่าทุกคนอยากรู้ค่ะ แต่ว่า ก่อนที่แขกปริศนาคนนั้นจะออกมา ฉันจะขออุบไม่บอกฐานะของแขกท่านนี้ก่อนละกัน” “แต่ฉันบอกความลับเล็กๆแก่ทุกคนได้นะคะว่า แขกปริศนาคนนี้เป็นสาวสวยมาก!” “เป็นสาวสวยที่ร้องเพลงเพราะมาก หลายคนในที่นี่ต้องเคยได้ฟังเพลงของเธอมาแล้วแน่ๆ และน่าจะเป็นแฟนคลับตัวยงของเธอแน่เลยทีเดียว” พอพิธีกรพูดจบ เหมือนระเบิดลงด้านล่างเวที สาวสวย ร้องเพลงเพราะมาก มีแฟนคลับมากมาย แขกปริศนาคนนี้ต้องเป็นดาราแน่นอน! ผู้ชมเริ่มตื่นเต้นคึกคักขึ้นมา งานฉลองวันเกิดมหาลัยจงไห่ ปกติจะเชิญนักธุรกิจหรือไม่ก็นักวิชาการที่มีชื่อเสียงมา นี่เชิญดารามาถือเป็นครั้งแรกเลยนะ ดูจากระดับมหาลัยจงไห่แล้ว ดาราคนนี้ไม่น่าจะกิ๊กก๊อก อย่างน้อยก็ต้องเป็นนางเอกเบอร์หนึ่งล่ะ สรุปว่าเป็นดาราหรือนักร้องคนไหนกันแน่นะ? ทุกคนต่างสนใจใคร่รู้กันทั้งนั้น “เอาล่ะ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ขอเชิญปรบมือต้อนรับแขกพิเศษของเราในคืนนี้ขึ้นเวทีเลยค่า!” พอพิธีกรพูดจบ ก็มีเสียงปรบมือราวสายฟ้าฟาดดังจากด้านล่างเวทีอีกครั้ง ท่ามกลางแสงสปอร์ตไลท์สว่าง ร่างอรชรร่างหนึ่งปรากฏสู่สายตาทุกคน “อ๊า!” วินาทีที่ร่างนั้นปรากฏออกมา ก็มีเสียงกรี๊ดร้องดังมาจากด้านล่างเวที จากนั้นเหมือนปรากฏการณ์โดมิโน่ ทั้งหมดเริ่มกรี๊ดไปตามๆกัน “ฉู่ชีงฉือ!” “ฉู่ชีงฉือจริงด้วย!” “พระเจ้า มหาลัยเชิญฉู่ชีงฉือมาได้ไงเนี่ย!” “เทพธิดา ผมรักคุณ!” ทุกคนบ้าคลั่งไปตามๆกัน คนรุ่นเก่าอาจไม่เข้าใจความบ้าคลั่งชนิดนี้ แต่วัยรุ่นกลับเห็นเป็นเรื่องปกติ ฉู่ชีงฉือดังมากเกินไป! เป็นดาราหญิงคนเดียวที่แค่เข้าวงการมาก็ดังทันทีในประวัติศาสตร์ของหวาเซี่ย เธอกลายเป็นดาราดังไปทั่ววงการบันเทิงในตอนที่สาวน้อยคนอื่นพึ่งเข้าม.ปลาย จวบจนวันนี้ คำว่าฉู่ชีงฉือสามคำนี้กลายเป็นสัญลักษณ์ไปแล้ว! แถมสิ่งที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้นคือ เข้าวงการมาหลายปี ฉู่ชีงฉือกลับไม่เคยมีข่าวฉาวใดๆเลย! ดาราหญิงคนอื่น ต้องมีข่าวซุบซิบกับดาราชายบ้างไม่มากก็น้อย แต่ฉู่ชีงฉือไม่เคยมีเลย เพราะว่าไม่มีข่าวไม่ดีเลย ทำให้หลายปีก่อนฉู่ชีงฉือได้รับการโหวตให้เป็นเทพธิดาแห่งชาติ กลายเป็นคนรักในฝันของชายหนุ่มมากมายทั่วทั้งหวาเซี่ย ดังนั้นเดาได้ไม่ยากเลยว่า การที่เธอมาปรากฏตัวที่มหาลัยจงไห่ในวันนี้ นักศึกษาชายที่นี่จะบ้าคลั่งขนาดไหน สถานการณ์ตอนนี้คล้ายกับว่าจะคุมไม่อยู่แล้ว! ด้านหลังเวทีที่เฉินเฟิงอยู่ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไหร่ ชายหนุ่มหญิงสาวโขยงหนึ่ง พอได้ยินว่าบนเวทีเป็นฉู่ชีงฉือ แต่ละคนตะลึงไปตามๆกัน “ฉู่ชีงฉือหรอ! เป็นฉู่ชีงฉือหรอเนี่ย! เดี๋ยวฉันต้องไปขอลายเซ็นเธอให้ได้!” เซียวรั่วตื่นเต้นมาก ฉู่ชีงฉือเป็นไอดอลเพียงคนเดียวของเธอ และเป็นเป้าหมายให้เธอพยายาม เมื่อก่อนเธอมีโอกาสแค่ดูฉู่ชีงฉือทางทีวี ไม่คิดเลยว่าวันนี้จะได้เห็นในระยะแค่สิบกว่าเมตร เทียบกับเซียวรั่วแล้ว หลินหวั่นชีวกลับดูสงบนิ่งไปเลย เพราะเธอเคยเจอฉู่ชีงฉือที่สถานีรถไฟของชางโจวมาก่อนแล้ว แถมตอนนี้เฉินเฟิงยังช่วยชีวิตฉู่ชีงฉือไว้อีก หลังจากนั้นฉู่ชีงฉือก็ขอวีแชทกับเฉินเฟิง “สวัสดีค่ะ ฉันฉู่ชีงฉือนะคะ” พอขึ้นเวที ฉู่ชีงฉือก็เอ่ยปากทักทายคนดูด้านล่างเวทีอย่างร่าเริง ด้านล่างเวทีกรี๊ดร้องขึ้นอีก ทุกคนปรบมืออย่างบ้าคลั่ง เสียงปรบมือดังเหมือนสายฟ้าฟาด หนึ่งนาทีผ่านไป เสียงปรบมือยังคงไม่หยุด และมีทีท่าจะตบแรงต่อไปเรื่อยๆ “ถ้าทุกคนปรบมือไม่หยุด ชิงฉือก็ร้องเพลงไม่ได้นะคะ” จวบจนฉู่ชีงฉือพูดยิ้มๆ เสียงปรบมือถึงซาลงไป แต่ว่าความตื่นเต้นในแววตาคนดูยังคงไม่เลือนหายไป “ทุกคนอยากฟังเพลงอะไรคะ?” “สงวนไว้!” “เพื่อนเก่า!” “บานในกรกฎาคม!” มีเสียงดังระงมจากด้านล่างเวที เพลงที่เอ่ยนี้เป็นเพลงดังของฉู่ชีงฉือทั้งสิ้น ทุกคนต่างรู้จักดี “งั้นก็เพื่อนเก่าละกัน” ฉู่ชีงฉือยิ้มหวาน ตัดสินใจเลือก ด้านหลังเวที หลินหวั่นชีวอดเหลือบมองเฉินเฟิงไม่ได้ ในฐานะผู้หญิงเหมือนกัน เธอชอบรู้สึกว่าฉู่ชีงฉือคิดอะไรแน่ๆถึงเลือกเพื่อนเก่า “ก่อนร้องเพื่อนเก่า มีข่าวร้ายข่าวหนึ่งจะบอกทุกคน นั่นคือนักเล่นเปียโนของฉันวันนี้ป่วยพอดี ดังนั้น…” ฉู่ชีงฉือมองลงไปด้านล่างเวทีพลางยิ้มว่า: “ฉันอยากจะเชิญเพื่อนคนหนึ่งขึ้นมาช่วยฉันบรรเลงหน่อยนะคะ” “เพื่อนเก่า?!” คำนี้ออกมาทำให้ทุกคนตะลึงอีกครั้ง คนมีตาก็ดูออกทั้งนั้นว่า การที่นักเปียโนของฉู่ชีงฉือป่วยเป็นแค่ข้ออ้าง เพื่อนเก่าคนนี้ต่างหากล่ะที่เป็นประเด็น! แถมในที่นี้ยังมีเพื่อนเก่าของฉู่ชีงฉือ เพื่อนเก่าคนนี้เป็นใครกันแน่นะ?