หลิน​ชิงเวย​หยุด​อยู่​บน​ถนน​มอง​เซียว​อี้​ด้วย​ดวง​ตาคม​ปลาบ​ “ท่าน​กำลัง​ล้อ​ข้า​เล่น​อยู่​ใช่หรือไม่​?” “เจ้าคิด​ว่า​ท่าทาง​ของ​ข้า​เหมือน​กำลัง​ล้อเล่น​หรือไม่​เล่า​?” เซียว​อี้​พูด​เนิบๆ​ “เวยเวย​ เจ้าช่วย​ข้า​เถิด​ ข้า​เชื่อ​ว่า​หาก​มีความร่วมมือ​ของ​เจ้าและ​หลี​เช่อ​ ไม่มีอะไร​ที่​ทำ​ไม่ได้​” “เหตุใด​ข้า​ต้อง​ช่วย​ท่าน​?” เซียว​อี้​โบก​พัด​ใน​มือ​ “เจ้าจะไม่ปฏิเสธ” เขา​กวักมือ​เรียก​รถม้า​ของ​จวน​อ๋อง​ที่​หยุด​รอ​อยู่​ไม่ไกล​ ประคอง​หลิน​ชิงเวย​ขึ้นไป​นั่ง​บน​รถม้า​ด้วยกัน​ ทิ้ง​ความวุ่นวาย​ของตลาด​กลางคืน​ไว้​ด้านนอก​ เซียว​อี้​เอนกาย​ไปกับ​ฟูก​นุ่ม​ๆ “แม้เจ้าจะเป็น​สหาย​กับ​หลี​เช่อ​ ด้วย​ต้องการ​ซื้อ​กล่อง​เครื่อง​ประทิน​โฉมของ​เขา​ ข้า​เอง​ไม่รู้​ว่า​ความสัมพันธ์​ระหว่าง​พวก​เจ้าดี​ถึงขั้น​ใด​ แต่​ดู​จาก​ท่าทาง​ที ​เขา​สนทนา​กับ​เจ้าแล้ว​ ถือว่า​มีความ​พิเศษ​อยู่​บ้าง​จริงๆ​” “ดังนั้น​ท่าน​คิด​จะเอา​เขา​มาข่มขู่​ข้า​? ท่าน​แน่ใจ​หรือว่า​ข้า​จะไม่ปฏิเสธ” “หาก​เจ้าไม่ใส่ใจความเป็นความตาย​ของ​คน​ผู้​หนึ่ง​ ไม่ว่า​ผู้ใด​ก็​ข่มขู่​เจ้าไม่ได้​มิใช่หรือ​” “ท่าน​ช่างต่ำช้า​จริงๆ​ ข้า​เกือบจะ​คิด​ว่า​เป็น​เพราะ​ท่าน​ชอบ​ข้า​จริงๆ​ เสียแล้ว​” เมื่อ​ได้ยิน​คำพูด​ท่อน​หลัง​ของ​ประโยค​นี้​ที่​หลิน​ชิงเวย​กล่าว​ออกมา​ สายตา​ของ​เซียว​อี้​ไหว​วูบ​เล็กน้อย​ หลิน​ ชิงเวย​หัวเราะ​ “ดูท่า​แล้ว​การนำ​อักษร​คำ​ว่า​ “จริงใจ​” สอง​ตัว​นี้​มาใช้กับ​ท่าน​จะเป็นการ​ไม่เหมาะสม​อย่าง​แท้จริง​ เดิมที​ท่าน​เป็น​คน​เห็นแก่​ประโยชน์​เพียง​อย่าง​เดียว​ ความสัมพันธ์​ของ​พวกเรา​มี เพียง​ใช้ประโยชน์​ซึ่งกันและกัน​เท่านั้น​ใช่หรือไม่​?” หลิน​ชิงเวย​ชำเลือง​มอง​เขา​ สายตา​ราวกับ​มองเห็น​ทุกอย่าง​ทะลุปรุโปร่ง​ สายตา​ที่​มองเห็น​ทุกอย่าง​เป็น​เกม​ ทำให้​เซียว​อี้​ไม่สบาย​เนื้อ​สบาย​ตัวอย่าง​ที่สุด​ เซียว​อี้​ยังคง​พูดว่า​ “ข้า​ช่วย​ให้​เจ้าสลัด​เซียว​เยี่ยน​หลุด​ เจ้าช่วย​ข้า​ทำ​เรื่อง​ที่​ข้า​ต้องการ​ให้​สำเร็จ​ หาก​นี่​คือ​การ​ใช้ประโยชน์​ซึ่งกันและกัน​ เช่นนั้น​ก็​ถือว่า​เป็นการ​ใช้ประโยชน์​ซึ่ งกันและกัน​เถิด​ ตั้งแต่แรก​เจ้ารู้​อยู่แล้ว​ว่า​ข้า​เป็น​คน​ประเภท​ใด​ เช่นนั้น​รอ​ให้​ทุกอย่าง​เรียบร้อย​ พวกเรา​ค่อย​มาพูดคุย​เรื่อง​อื่น​” หลิน​ชิงเวย​ “เช่นนั้น​ก็ดี​ พวกเรา​ไม่พูด​เรื่อง​อื่น​ พูด​เพียง​จุดประสงค์​” เรื่อง​ดำเนิน​มาถึงขั้น​นี้​แล้ว​ ดูเหมือน​ทุกสิ่งทุกอย่าง​ล้วน​มาถึงขั้น​น้ำ​มาคลอง​เกิด​ [1] เซียว​อี้​รู้ดี​ว่า​หาก​เขา​ไม่มีแผนการ​ หลิน​ชิงเวย​ไม่มีทาง​ช่วยเหลือ​เขา​โดย​ไม่ต้องการ​สิ่งตอบแทน​และ​ไ ไม่เสียใจ​อย่าง​ที่​เคย​ช่วย​เซียว​เยี่ยน​เมื่อ​แรก​แน่นอน​ เมื่อ​หัวใจ​ของ​คนเรา​ได้​สร้าง​ป้อมปราการ​สูงใหญ่​เอาไว้​แล้ว​ คง​ไม่มีใคร​ทำให้​นาง​เสียสละ​ทุกสิ่ง​โดย​ไม่ป้องกันตัว​อีก​ อากาศ​ใน​ฤดู​สารท​ค่อยๆ​ หนาวเย็น​ลง​ บน​กระเบื้อง​ชายคา​เรือน​และ​บน​ถนน​มีหิมะ​สีขาว​เคลือบ​อยู่​เป็น​ชั้น​บาง​ๆ เมื่อ​เท้า​เหยียบย่ำ​ลง​ไป ส่งผลให้เกิด​เสียง​เสียดสี​ บรรยากาศ​ภายใน​เรือน​ถูก​ครอบคลุ ม​ด้วย​หมอก​ ทำให้​บรรยากาศ​รอบกาย​ดู​แล้ว​คลุมเครือ​ รอ​เพียง​แสงตะวัน​แสงแรก​ของ​วัน​สาดส่อง​ออกมา​จึงทำให้​ม่าน​หมอก​สลาย​ไป เซียว​อี้​ออก​ไปทำ​ธุระ​ข้างนอก​เป็นเวลา​หลาย​วัน​ เขา​ไม่พา​หลิน​ชิงเวย​ไปด้วย​ หลิน​ชิงเวย​อยู่​ใน​จวน​อ๋อง​คนเดียว​รู้สึก​เบื่อหน่าย​ ประจวบ​เหมาะกับ​เป็น​วันเกิด​ของ​ไทเฮา​ ปีนี้​ไม่ว่า​อย่างไร​ไทเฮ ฮา​ย่อม​ต้อง​จัดงาน​เพื่อ​อวด​โฉมหน้า​อัน​งดงาม​สัก​หน​ หลิน​ชิงเวย​กลับ​ไปพำนัก​อยู่​ใน​ตำหนัก​ฉางเหยี่ยน​หลาย​วัน​เพื่อ​ดู​ความ​สนุกสนาน​เช่นกัน​ บัดนี้​หลิน​ชิงเวย​กลับ​มาถึงตำหนัก​ฉางเหยี่ยน​ นาง​ไม่ได้​อาศัย​อยู่​ใน​เรือน​หลัง​เล็ก​ที่​เคย​อยู่​ นาง​พำนัก​อยู่​ใน​ตำหนัก​บรรทม​ของ​เรือน​หลัก​ ตำหนัก​บรรทม​กว้างขวาง​ใหญ่โต​ ประดับ​ตกแต่ง​อย่าง​ห หรูหรา​อลังการ​ ใน​ยาม​ปกติ​หลิน​ชิงเวย​ไม่มีผู้ใด​คอย​ปรนนิบัติ​ ล้วน​เป็น​ซิน​หรู​ที่​คอย​ดูแล​ มาบัดนี้​ซิน​หรู​ไม่อยู่​ หัวหน้า​ขันที​ของ​ตำหนัก​ฉางเหยี่ยน​จึงได้​แต่​คัดเลือก​นางกำนัล​คน​หนึ่ง​ผู้​คุ้นเคย​กับ​ซิน​ หรู​มาทำหน้าที่​ปรนนิบัติ​นาง​ นางกำนัล​นาง​นี้​ชื่อ​ หว่าน​ชิว​ ก่อนหน้านี้​นาง​สนิทสนม​กับ​ซิน​หรู​เป็น​อย่าง​ดี​ เป็น​นางกำนัล​มือ​เท้า​คล่องแคล่ว​ว่องไว​คน​หนึ่ง​ หลังจาก​หว่าน​ชิว​ปรนนิบัติ​หลิน​ชิงเวย​ล้างหน้าล้างตา​แล้ว​ นาง​เรียก​เหล่า​นางกำนัล​นำ​อาหารเช้า​มาขึ้นโต๊ะ​ ทว่า​นาง​ออก​ไปนาน​ผิดปกติ​ ในที่สุด​หว่าน​ชิว​ก็​กลับ​เข้ามา​ นาง​เดิน​นำ​นางกำนัล​เข้ามา​ ขึ้น​อาหาร​บน​โต๊ะ​อย่าง​เป็นระเบียบเรียบร้อย​ โบกมือ​ไปมาให้​เหล่า​นางกำนัล​ถอย​ออก​ไป ดวงตา​คู่​นั้น​กลอก​มอง​ไปรอบ​ๆ แล้ว​ค่อย​หันมา​มอ อง​หลิน​ชิงเวย​ที่อยู่​ใน​ตำหนัก​บรรทม​ เห็น​หลิน​ชิงเวย​สวม​กระโปรง​สีเขียว​อ่อน​ เรือนร่าง​บอบบาง​ราว​กิ่ง​หลิว​จึงพูด​กลั้ว​หัวเราะ​ “แม่นาง​รีบ​มารับ​อาหารเช้า​เถิด​เจ้าค่ะ​” “อืม​” หลิน​ชิงเวย​ตอบ​เรียบๆ​ ต่อมา​หลิน​ชิงเวย​เดิน​มานั่งลง​ข้าง​โต๊ะ​ ตัก​ข้าวต้ม​ถ้วย​หนึ่ง​เข้า​ปาก​ แล้ว​กิน​อาหารว่าง​รสเค็ม​ชิ้น​หนึ่ง​ หลิน​ชิงเวย​พลัน​รับรู้​ได้​ว่า​มีสายตา​คมปลาบ​จับจ้อง​ร่าง​ของ​นาง​ไม่วางตา​ นาง​อดเงยห หน้า​ขึ้น​มอง​ไปไม่ได้​ กลับ​เห็น​หว่าน​ชิว​รีบ​เลื่อน​สายตา​ไปทาง​อื่น​ หลิน​ชิงเวย​พูด​คล้าย​ยิ้ม​คล้าย​ไม่ยิ้ม​ “เจ้าหิว​แล้ว​เช่นกัน​” หว่าน​ชิวต​อบ​ “ข้าน้อย​ไม่หิว​เจ้าค่ะ​” อึ้ง​ไปครู่หนึ่ง​จึงกล่าว​เสริม​ว่า​ “หาก​แม่นาง​กิน​อาหาร​มากมาย​เหล่านี้​ไม่หมด​ รอ​ให้​แม่นาง​กิน​แล้ว​ข้าน้อย​ค่อย​กิน​เจ้าค่ะ​” “…” หลิน​ชิงเวย​พูด​ขึ้น​ว่า​ “ได้​ ข้า​กิน​เหลือ​แล้ว​ค่อย​ให้​เจ้ากิน​” ดังนั้น​หลิน​ชิงเวย​จึงก้มหน้า​ลง​กิน​อาหารเช้า​ต่อ​ หว่าน​ชิว​ยืน​อยู่​ที่นั่น​อย่าง​ไม่เป็นตัวของตัวเอง​นัก​ ดูเหมือน​แขนขา​ทั้ง​สี่ของ​นาง​จะอยู่​ไม่เป็นสุข​ เริ่ม​จาก​ยก​มือขึ้น​ลูบ​เส้น​ผม​ของ​ตนเอ อง​ แล้ว​ค่อย​ลูบไล้​ใบหน้า​ของ​ตน​ ก้มหน้า​มอง​หน้าอก​ของ​ตนเอง​ที่​กระเพื่อม​ขึ้น​ลง​ ราวกับ​มิใคร่​พึงพอใจ​นัก​ แล้ว​ยก​มือขึ้น​จับ​หน้าอก​ของ​ตนเอง​พยายาม​ดัน​หน้าอก​ให้​สูงขึ้น​ ประจวบ​เหมาะกับ​เป็นจังหวะ​ที่​หลิน​ชิงเวย​เงยหน้า​ขึ้น​มาเห็น​หว่าน​ชิว​จับ​หน้าอก​ของ​ตนเอง​ด้วย​ท่าที​ประดักประเดิด​ หลิน​ชิงเวย​หยุดชะงัก​ จากนั้น​พ่น​ข้าวต้ม​ออก​มาจาก​ปากคำ​หนึ่ง​ นาง​กระแอมกระไอ​อยู่​หลายครั้ง​แล้ว​หยิบ​ผ้าแพร​ที่​วาง​อยู่​ด้าน​ข้าง​มาเช็ด​มุมปาก​ก่อน​จะกลับมา​หายใจ​ตามปกติ​ได้​อย่าง​มิง่ายดาย​ “หว่าน​ชิว​ตัวจริง​เล่า​? ไปไหน​?” หว่าน​ชิว​ยังคง​เสแสร้ง​แกล้ง​โง่ “อะไร​เจ้าคะ​? ผู้น้อย​ก็​คือ​หว่าน​ชิว​ตัวจริง​เจ้าค่ะ​” “ยัง​จะเสแสร้ง​อีก​” หลิน​ชิงเวย​เหลือบมอง​เขา​แล้ว​พูดว่า​ “นางกำนัล​ใน​วัง​ล้วน​เรียก​ตัวเอง​ว่า​บ่าว​ ไม่ใช่ผู้น้อย​ ลำดับ​แรก​คือ​วิธีการ​ของ​เจ้าไม่ถูกต้อง​” “ใช่หรือ​” หว่าน​ชิว​ดัน​หน้าอก​ของ​ตน​ขึ้น​มาอีก​ “ข้า​เห็น​สตรี​ข้างนอก​ล้วน​เรียก​ตัวเอง​ว่า​ผู้น้อย​ทั้งนั้น​” “ข้างนอก​คือ​ข้างนอก​ ใน​วัง​คือ​ใน​วัง​” หลิน​ชิงเวย​ตวัดสายตา​ใส่หว่าน​ชิว​ด้วย​สีหน้า​รังเกียจ​ “เจ้ายัด​หน้าอก​ใหญ่​ถึงเพียงนี้​ ไม่คิด​ว่า​หน้าอก​หนัก​เกินไป​หรือ​?” “ต้อง​ใหญ่​จึงจะชวนมอง​” หลิน​ชิงเวย​ลุกขึ้น​เดิน​ไปหยุด​เบื้องหน้า​เขา​ “หลี​เช่อ​ เจ้าเข้ามา​ได้​อย่างไร​?” “โอ้โห​” ยาม​นี้​หว่าน​ชิว​ไม่ใช้น้ำเสียง​ที่​พยายาม​ดัด​เป็น​เสียง​หญิงสาว​อีกแล้ว​ แต่​เป็น​เสียงแหบ​ห้าว​ของ​บุรุษ​ทั้ง​แท่ง​ เมื่อ​ประกอบ​กับ​ใบหน้า​ของ​สตรี​ ฟังอย่างไร​ก็​รู้สึก​อเนจอนาถ​อยู่​นั่น นเอง​ “เจ้าร้ายกาจ​เช่นนี้​ ยัง​ไม่เห็น​ใบหน้า​ของ​ข้า​ ไย​จึงรู้​ว่า​ข้า​เป็น​ใคร​?” หลิน​ชิงเวยยก​ยิ้มมุมปาก​มอง​เขา​ขึ้นๆ ลงๆ​ ด้วย​สายตา​ประเมิน​ในที​ “ที่​เจ้าสวม​อยู่​มิใช่หน้ากาก​ที่​ข้า​ทำให้​เจ้าหรอก​หรือ​ เจ้ายัง​หวัง​ว่า​ข้า​จะไม่รู้​ว่า​เจ้าเป็น​ใคร​? ตกลง​เจ้าเข้ามา​ได้​อย่า างไร​กัน​แน่​?” หลี​เช่อ​ไม่คิด​จะปิดบัง​นาง​เช่นกัน​ เขา​พูดตาม​ความจริง​ “เป็น​เซี่ยน​อ๋อง​ไหว้วาน​ให้​คน​พา​ข้า​เข้ามา​ใน​วัง​ ที่แท้​การ​เดิน​เข้าทาง​ประตู​หลัง​เป็น​ความรู้สึก​เช่นนี้​นี่เอง​ คิดไม่ถึง​จริงๆ​ ว่า​ ข้า​จะยิ่ง​อยู่​ยิ่ง​ได้ดี​ มีโอกาส​เข้ามา​ใน​วังหลวง​แห่ง​นี้​” เส้นเลือด​สีเขียว​ข้าง​ขมับ​หลิน​ชิงเวย​กระตุก​อีกครั้ง​ แม้ตัว​เซียว​อี้​จะมิอาจ​เข้า​วัง​ได้​อย่าง​อิสระ​ แต่​การ​ให้​ใคร​สัก​คน​เข้ามา​ใน​วัง​ หลิน​ชิงเวย​เชื่อ​ว่า​เขา​ทำได้​ หลิน​ชิงเวย​ถาม “เซี่ยน​อ๋อง​ให้​เจ้าเข้า​วัง​มาทำ​อัน​ใด​?” หลี​เช่อ​หัวเราะ​ฮิๆ “กลัว​ว่า​เจ้าจะเหงา​ มาเล่น​เป็นเพื่อน​เจ้า” “…” หลิน​ชิงเวย​อับจน​คำพูด​ไปอึดใจหนึ่ง​ “หว่าน​ชิว​เล่า​ เจ้าเอา​นาง​ไปไว้​ที่ไหน​?” หลี​เช่อ​ “วางใจ​ วางใจ​ ย่อม​มีคน​พา​นาง​หลบ​ไปอยู่​ที่อื่น​ อย่างไร​อาหาร​สามมื้อ​ไม่ขาดตกบกพร่อง​” เป็น​หู​ตา​ที่​เซี่ยน​อ๋อง​วาง​เอาไว้​ใน​ตำหนัก​ฉางเหยี่ยน​อีก​คน​ล่ะ​สิ —————– [1] น้ำ​มาคลอง​เกิด​ หมายถึง​ เมื่อ​เงื่อนไข​ต่างๆ​ พร้อมมูล​ เรื่อง​ทุกอย่าง​ย่อม​บรรลุ​ผลสำเร็จ​