เมื่อสัตว์อสูรบุกมาที่โลกนี้ ฉิงจีก็ไม่ทันได้ตั้งตัว เขาไม่อาจจะปกป้องดินแดนที่นี่ได้ และได้แต่ปล่อยให้โลกที่เขาชอบโดนทำลายลงไป ตอนนั้นเขาพยายามที่สุดเพื่อจะช่วยที่นี่เอาไว้ ที่ผ่านมาเมื่อนึกถึงเมื่อก่อน เขาเต็มไปด้วยประสบการณ์ที่น่าเจ็บปวด ทุกอย่างที่เขารักถูกทำลายไป สุดท้ายเขาก็ได้แต่มองดูทุกอย่างที่เสื่อมโทรมลงไปเรื่อย ๆ แต่เขาไม่อาจจะทำอะไรได้เลย เขาคิดว่าสักวันโชคชะตาคงจะส่งใครสักคนให้มาที่นี่ แต่เขาแค่ต้องรอ และไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหน ตอนที่ฉิงจีเห็นหวังเย่า ฉิงจีก็รู้ว่านี่คือคนที่จะมาแทนที่เขา “คนที่กลับมาเกิดใหม่ คือคนที่สามารถมองเห็นอดีตหรือระลึกชาติได้” คำอธิบายของฉิงจีนั้นถือเป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับชูหยุน ชูหยุนมองไปที่ประตูนั้นและรู้สึกว่ามันกำลังเรียกเธออยู่ ทางเข้านี้มันเหมือนกับว่าได้ย้อนกลับไปในอดีต ชูหยุนรู้สึกว่าชายแก่ได้พาเธอมายังสถานที่ลึกลับ หลังจากที่เดินมาสักพัก สุดท้ายพวกเขาก็มาถึงที่หมาย มันมีประตูหินตั้งอยู่ หากหวังเย่าอยู่ที่นี่ เขาคงสับสนอย่างมาก เพราะประตูหินนี้คือประตูที่หวังเย่าเคยทำลายมาก่อน ทำไมมันถึงได้มาโผล่ที่นี่อีก ! “เปิดประตูสิ” ฉิงจีบอกกับชูหยุนที่อยู่ด้านหลัง ชูหยุนมองไปที่ฉิงจีด้วยสีหน้าสับสน เธอไม่รู้ว่าทำไมชายแก่ถึงได้บอกให้เธอเปิดประตู “เปิดประตู อย่าถามอะไรมาก เมื่อเปิดประตูออกแล้ว เธอจะรู้เองว่าทำไมฉันถึงให้เธอทำแบบนี้” ฉิงจีไม่ได้อธิบายอะไร เขามองไปที่ประตูด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความหมาย ชัดแล้วว่าเขาจะให้ชูหยุนเปิดประตูนี้ เมื่อรู้ว่าชายแก่ไม่คิดจะอธิบายอะไร ดังนั้นชูหยุนจึงไม่ได้ถามอะไรมาก เธอเดินไปข้างหน้าแล้วผลักประตูออก แม้ว่ามันจะหนักแต่ก็ยังพอเปิดออกได้ หากเทียบกับการเปิดประตูของหวังเย่าแล้ว การเปิดประตูของเธอนั้นง่ายกว่าอย่างมาก หวังเย่าต้องใช้เวลาหลายวันในการทำลายประตู แต่เธอกลับแค่ผลักออกด้วยแรงปกติของเธอ หากชูบ้าให้ชูหยุนเปิดประตูตั้งแต่แรก เดาว่าพวกเขาคงได้สมบัติของเผ่าชูมิมาตั้งนานแล้ว ชูหยุนเปิดประตูออกและพบกับฉากตรงหน้า มันทำให้เธอรู้แล้วว่าทำไมชายแก่ถึงได้ให้เธอเปิดประตูนี้ออก เธอเห็นพ่อและคนอื่น ๆ พวกเขานั่งอยู่รอบกองไฟ ชูหยุนเห็นสีหน้าสลดของพ่อเธอแล้วหันกลับไปถามชายแก่ “ทำไมพ่อฉันถึงได้มาอยู่ที่นี่ ? นี่มันที่ไหนกัน ? ” “ ลองเรียกพ่อเธอดูว่าเขาได้ยินเธอรึเปล่า” ชูหยุนพยายามเรียกพ่อของตัวเองอยู่หลายครั้ง แต่พ่อของเธอกลับยังแสดงท่าทีเฉยเมยออกมา ชูหยุนยื่นมือไปแตะชูบ้า แต่มือเธอกลับทะลุตัวเขาไปได้ “ทำไมพ่ออยู่ที่นี่ ? เกิดอะไรขึ้นกับพ่อ ? ทำไมพ่อไม่ได้ยินที่ฉันพูด ? ” ฉิงจียิ้มและอธิบายออกมา “ พ่อเธอไม่ได้ยินเธอ เพราะเราไม่ได้อยู่ที่เดียวกันกับเขา เธอก็แค่เห็นเขาแต่สัมผัส พูดคุยไม่ได้” “ แต่ฉันเห็นพ่อชัดเจน เขาน่ะอยู่ตรงหน้าฉันแท้ ๆ ! ” ชูหยุนไม่เข้าใจ พ่อของเธอนั้นอยู่ตรหน้าเธอแล้ว แต่ทำไมเธอเรียกเขาแล้วเขาไม่ได้ยิน เธอจะแตะตัวเขา แต่ก็ไม่อาจจะทำได้ “นี่มันก็แค่สิ่งที่เธอเห็น ? มันมีหลายอย่างในโลกที่เธอเห็น แต่ใช่ว่ามันจะเป็นความจริง และก็มีหลายอย่างที่เธอไม่อาจจะมองเห็นได้” สายตาของฉิงฉีแสดงความเศร้าออกมา การมีชีวิตมานานอาจจะไม่ใช่เรื่องดี เวลาส่วนมากอาจจะจมไปกับความเศร้า “คุณเหมือนจะมีประสบการณ์เยอะ” ชูหยุนเห็นว่าฉิงจีสีหน้าเปลี่ยนไป เธอจึงถามขึ้น นี่อาจจะเป็นประสบการณ์ที่น่าเศร้าของชายแก่ก็เป็นได้ ฉิงจีถามขึ้นมา “ท่านจำฉันได้รึเปล่า ? ” เมื่อเห็นใบหน้าที่ย่นของฉิงจี ชูหยุนก็ส่ายหน้า “ฉันไม่เคยเจอคุณมาก่อน เดี๋ยวนะ คุณเรียกฉันว่า…ท่านงั้นหรือ ? ” “ท่าน ! ” ฉิงจีพูดซ้ำ “ท่านอะไร ! ” เธอเริ่มสับสน ฉิงจีปิดประตูลงแล้วเปิดออกอีกครั้งและพบว่าชูบ้าหายตัวไปแล้ว ด้านในกลายเป็นห้องขนาดใหญ่ มันมีแสงที่ส่องประกายออกมาจากลูกปัด ชูหยุนมองไปที่ลูกปัดนั้น เธอรู้สึกดีกับมันอย่างบอกไม่ถูก และเธอก็รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นจากมัน “นี่มันอะไร ? ” ชูหยุนชี้ไปที่ลูกปัดแล้วถามขึ้นมา “นั่นคือลูกปัด” เมื่อเห็นลูกปัดนั้น ชูหยุนก็รู้สึกได้ว่าเหมือนกับโชคชะตาพาเธอให้มาเจอกับสิ่งนี้ เธอเดินเข้าไปที่นั่นพร้อมกับยื่นมือออกไป “มันเป็นของฉันงั้นหรือ ? ” ชูหยุนถามขึ้นมา “ใช่แล้ว” ตอนนั้นชูหยุนก็เหมือนจะเข้าใจ เธอรู้แล้วว่าทำไมชายแก่ถึงได้พูดถึงการกลับมาเกิด และการมาที่นี่ก็อาจจะหมายถึงการเกิดใหม่ของเผ่าชูมิด้วยเช่นกัน ………. ตอนนั้นหอกมิติไม่ได้ทะลุตัวงูทันที พูดตามตรงคือหอกของเขาแค่ทำลายเกล็ดของมัน แต่เมื่อหวังเย่าพยายามใช้โอกาสนั้นแทงหอกให้ลึกเข้าไปอีกเพื่อปลิดชีวิตมัน เขาก็ต้องแปลกใจเมื่อพบว่าตอนที่ยกหอกนั้น งูกลับสลัดเกล็ดออกไป “นี่มันบ้าอะไร ! ” ตอนนั้นงูได้สลัดตัวไปมาเพื่อให้ตัวมันหลุดพ้นจากโซ่มิติ “ยอมแพ้ได้แล้ว !” เมื่อรู้สึกว่าโซ่จะหลุด หวังเย่าก็หงุดหงิดขึ้นมา โซ่มิตินั้นรัดแน่นขึ้นไปอีก งูที่กำลังจะสลัดตัวออกมาได้ก็ต้องโดนรัดอีกครั้ง ตอนนั้นตาของมันเริ่มแดงก่ำขึ้นมา ฉิงจีรับรู้ถึงอาการของอสูรตัวเองและพูดขึ้น “กลับทำให้อสูรของฉันโกรธ ฮ่าฮ่า เด็กน้อย นายนี่เหมาะจะสู้กับงูของฉันจริง ๆ ” งูนั่นยังคงดิ้นไปมาแต่ยิ่งมันดิ้นเท่าไหร่ โซ่ก็ยิ่งรัดแน่นขึ้นเท่านั้น “ถ้าจัดการแกไม่ได้ ฉันก็จะรัดแกไว้แบบนี้แหละ” หวังเย่าคิดหาทางกำจัดมันไม่ได้ ดังนั้นเขาคงทำได้แค่มัดมันไว้ที่นี่ ถึงอย่างนั้น หวังเย่าก็ยังหงุดหงิดในใจอยู่ดี อัจฉริยะของหัวเซี่ยที่มีถึงอสูรมิติ ทำไมต่อหน้าสัตว์อสูรระดับสวรรค์ขั้นสูง แต่กลับทำอะไรมันไม่ได้