เซียวซู่ฟังคำสั่งแล้วก็ออกไปก่อนออกไปก็ยังปิดประตูไว้ให้เย่โม่เซิน ห้องกลับมาเงียบอีกครั้งเย่โม่เซินเอาผ้าขนหนูที่ใช้แล้ววางไว้บนโต๊ะพร้อมเม้มปาก “ร้องไห้แล้วจะแก้ปัญหาอะไรได้” เสิ่นเฉียวน้ำตาไหลลงมาไม่ขาดสาย เขาเช็ดน้ำตาให้เธอแล้วชักแล้วกลับ พร้อมยิ้มเย้ยหยันแล้วพูดว่า “ไม่ยินยอมก็ขัดขืนสิ บนโลกนี้น้ำตาเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ที่สุด” ถึงแม้เสิ่นเฉียวจะดื่มจนเมาแต่เธอก็ยังคงได้ยินเสียงคนกระซิบอยู่ข้างๆ หู แต่ฟังไม่ชัดว่าเขาพูดอะไรแค่รู้สึกปวดหัวจนแทบระเบิด หนังตาก็หนักไปหมด แต่กลับเห็นร่างสูงยาวอยู่ในห้อง สถานที่คุ้นๆ จัง แต่ว่าใครล่ะ หนังตาหนักไปหมด เสิ่นเฉียวหลับตาลง ไม่น่านนักก็หลับไปอีก หลังจากสร่างเมาก็รู้สึกปวดหัวมาก วันที่สองเสิ่นเฉียวตื่นขึ้นมาก็ยังคงปวดหัวอยู่เหมือนเดิม ปวดจนต้องกุมขมับแล้วนั่งลงไป เมื่อเธอมองเห็นแสงสว่างจากในห้องเธอจึงค่อยๆ ใจเย็นลง นั่งเหม่ออยู่ประมาณสิบนาทีเสิ่นเฉียวก็เดินกลับที่เตียงของ เขานอนอยู่ที่นั่นตามเคย เห็นได้ชัดว่ายังไม่ตื่น เสิ่นเฉียวอยากหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแต่กลับพบว่าโทรศัพท์ไม่ได้อยู่ที่ใต้หมอนแล้ว ทำได้แค่เพียงปีนลงจากเตียงแล้วเดินไปห้องน้ำ เมื่อเธอเดินผ่านโต๊ะไปพบว่าของบนโต๊ะเป็นของของเธอทั้งนั้น เสิ่นเฉียวมองดูเวลา และพบว่าตอนนี้ยังเป็นเวลาเช้ามาก เธอไปห้องน้ำล้างหน้า แล้วรู้สึกว่าไม่ได้ปวดหัวมากแล้ว ภาพเธอในกระจกที่เห็นตอนนี้คือตอบตาดำโหล หน้าขาวซีด ผมยุ่งกระเซิง ตาบวม ทำไมขี้เหร่ขนาดนี้เนี่ยเสิ่นเฉียวยื่นมือมาจับหน้าตัวเองอย่างไม่น่าเชื่อว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ได้ อีกนิดหนึ่งคิดว่าเห็นผีซะแล้วเสิ่นเฉียวหยิกหน้าตัวเองแรงๆ หยิกจนพอดูมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง จากนั้นจึงใช้ผ้าขนอุ่นและน้ำอุ่นประคบตา จากนั้นตาของเธอก็ไม่ได้บวมมากแล้ว ดูเป็นผู้เป็นคนขึ้นมาหน่อยเสิ่นเฉียวถอนหายใจแล้วออกมาจากห้องน้ำอีกครั้ง เดินผ่านเตียงของเย่โม่เซิน เสิ่นเฉียวอดไม่ได้ที่จะหันไปมองเขา ภาพในหัวปรากฏขึ้นเป็นเงาสูงเดินไปเดินมา คิดไปคิดมาเสิ่นเฉียวจึงเดินกลับมายืนตรงที่เดิม เมื่อวานเธอก็เมามากหรือจะเป็นหลอนคิดไปเอง แต่ทำไมมันถึงชัดเจนจังล่ะ เงานั้นเหมือนเขามากเลย แต่ว่า…… เสิ่นเฉียวมองไปยังรถเข็นที่อยู่ข้างๆ ที่ผ่านมาเขาก็นั่งบนรถเข็นนี้ตลอด แถมเธอยังเคยช่วยเขาอีก ชัดเจนเลยว่าเขาไม่มีเรี่ยวแรงเลย หรือฉันอาจจะเบลอไปเองดูคนผิดเหรอ หรือว่าฉันฝันไป เสิ่นเฉียวจับกุมขมับแล้วไปยังเตียง เพื่อที่จะนอนต่ออีกสักหน่อย เมื่อเธอทิ้งตัวนอนลงไป ภาพในสมองของเธอก็ผุดขึ้นมา เป็นภาพที่เย่โม่เซิน กอดเธอไว้ในอ้อมอก ภาพที่เธอคล้องคอเขาและภาพที่เขาโอบเอวของอีกทั้งยังจูบในลิฟต์อีก ภาพทั้งหมดหยุดเพียงเท่านี้ ถึงแม้จะเลือนรางแต่พอมารวมกันก็เดาได้ไม่ยากเลยว่าเกิดอะไรขึ้น เธอราวกับโดนไฟฟ้าช็อต ได้แต่นอนอยู่อย่างนั้นไม่กล้าขยับ เมื่อคืนเธอดื่มมากไปจริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่าจะทำเรื่องแบบนั้นหรือว่าเมื่อก่อนฉันก็เป็นแบบนี้ ไม่ ฉันไม่ได้เป็นคนแบบนี้นี่ปกติหลังจากกลับบ้านฉันจะทำกับข้าว อาบน้ำแล้วก็เข้านอน แต่ว่าเมื่อวานมันเกิดอะไรขึ้น หรือว่าเสียใจจนเกินไปหรือว่าคิดว่าไว้ใจได้ก็เลยทำแบบนั้น เสิ่นเฉียวคิดฟุ้งซ่านไปหมด เธอปิดตาลง ภายในสมองตีกันไปหมด คิดฟุ้งซ่านจนเธอหลับไป เมื่อเธอตื่นขึ้นอีกครั้งด้วยเสียงกริ่งของห้อง เธอเปิดตาขึ้นเสิ่นเฉียวลุกขึ้นนั่งพบว่าเย่โม่เซิน ตื่นแล้วกำลังอาบน้ำอยู่ เสิ่นเฉียวพลิกตัว จากนั้นจึงดึงผ้าห่มขึ้นมาถึงหน้าผาก คิดว่าไม่มีหน้าจะไปเจอใคร เมื่อคืนทำเรื่องน่าขายหน้าขนาดนั้น น่าอึดอัดชะมัด เธอจะต้องรอจนเขาออกไปแล้วเธอค่อยตื่น ทางที่ดีอย่าเผชิญหน้ากันเลยดีกว่า เมื่อตัดสินใจดังนี้เธอจึงถอนหายใจออกมา เมื่อเสียงประตูห้องน้ำดังขึ้น เสียงล้อรถเข็นก็ตามมา เสิ่นเฉียวแอบมองจากในผ้าห่ม กลับพบว่าเขานั่งอยู่บนรถเข็น ก็บอกแล้วไง ว่าเขายืนได้ยังไง ต้องเป็นเพราะเขาเมาแน่ๆ ไม่งั้นก็ดูคนผิด เดี๋ยวนะ ทำไมรถเข็นมาทางนี้ล่ะเสิ่นเฉียวปล่อยผ้าห่มลง “ตื่นแล้วก็ลุกสิ” เย่โม่เซินพูดด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือกเสิ่นเฉียวที่นอนอยู่ตรงนั้นแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เสแสร้งหลับตาลงแล้วบอกตัวเองว่าเธอหลับแล้ว “รู้จักอายด้วยเหรอ” เสิ่นเฉียวสั่นเทาไปทั่วร่าง เขารู้ว่าเธอตื่นแล้ว “เมื่อคืนยังเก่งอยู่เลย” เย่โม่เซินถามต่อ เสิ่นเฉียวกัดปากตัวเอง ทั้งที่รู้ดีแก่ใจ แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็พอแล้ว ผ่านไปสักพัก ข้างนอกไม่มีเสียงอะไรแล้วเสิ่นเฉียวรู้สึกแปลกใจ จึงค่อยๆ โผล่หัวออกมาจากผ้าห่ม รถเข็นก็ไม่อยู่แล้วเย่โม่เซินคงจะไปแล้ว เสิ่นเฉียวถอนหายใจ ในที่สุดเธอก็โผล่ออกมาจากผ้าห่ม เกือบจะโล่งใจแล้ว เมื่อออกมาจากผ้าห่มเสิ่นเฉียวก็ต้องรู้สึกช็อกเพราะคนที่เธอคิดว่าเขาออกไปแล้วนั้น เขายังอยู่ที่นี่ แค่เปลี่ยนที่เฉยๆ ทั้งสองคนมองตากันด้วยบรรยากาศที่น่าขายหน้าสิ้นดี เงียบสนิท ผ่านไปไม่นานเสิ่นเฉียวกัดปากตัวเอง แล้วลุกขึ้นเดินเข้าห้องน้ำไป “เป็นเพราะเรื่องเมื่อคืนเลยไม่มีหน้าจะไปเจอใครเหรอ” ด้วยคำพูดของเย่โม่เซินทำให้เธอหยุดชะงักเสิ่นเฉียวหันกลับไป จากที่คิดว่าจะหนี แต่ตอนนี้เธอเปลี่ยนใจแล้ว เธอยืนต้องนั้นแล้วกำหมัดแน่น “ไม่ใช่” เสิ่นเฉียวกัดปาก แล้วจ้องเขม็งไปยังใบหน้าอันเย่อหยิ่งของเย่โม่เซิน ริมฝีปากแดงสั่นเล็กน้อย “เมื่อคืนขอบคุณที่พาฉันกลับ” พูดเสร็จเย่โม่เซินเลิกคิ้วแล้วหรี่ตามองเธอ “ดูเหมือนจะจำได้นะ” “ก็จำได้นิดหน่อย ไม่หมดหรอก” เสิ่นเฉียวพูดเสียงเบาพร้อมเอานิ้วเกี่ยวผมตัวเองแล้วกัดปากเบาๆ เธอดูลังเล แล้วจึงเปิดปากถามอะไรบางอย่าง “เมื่อคืนฉันไม่ได้ทำอะไรเกินเลยไปใช่ไหม” เธอจำไม่ค่อยได้และไม่ชัดเจนนัก ที่จำได้ก็มีแค่นั้น แต่ว่า อย่างอื่นก็ไม่รู้แล้วสิ เช่น จูบกันเสร็จแล้วหลังจากนั้นล่ะ เกิดอะไรขึ้นอีก ไม่ได้พูดเพ้อเจ้ออะไรกับเย่โม่เซินหรอกมั้ง เมื่อคิดถึงเรื่องนี้แล้วเย่โม่เซินมองไปยังใบหน้าของเธอ ใบหน้าของเธอร้อนจนเกือบจะเผาไหม้เป็นรู เมื่อเธอหันมาก็พบว่าเขากำลังมองอยู่พอดี “เรื่องเกินเลย” เย่โม่เซินยิ้มเยือกเย็น “เธอคิดว่าไงล่ะ” พูดจบเสิ่นเฉียวจับชายเสื้อตัวเองไว้แน่นกดดันจนขนตาของเธอสั่น “ฉันคงไม่ได้ทำอะไรเธอใช่ไหม” ฉัน ฉันไม่แน่ใจจริงๆ “ทำไม หรือเธอหวังว่าเธอจะทำอะไรฉันเหรอ”