หายนะ นางก็คือเด็กสาวนางหนึ่งที่มีความกำเริบเสิบสานแจ่มชัดแตกต่างจากผู้อื่น หลงตนเองไปนิด อัปลักษณ์ไปหน่อย คล้ายจะโง่เขลาอยู่บ้าง ทว่าช่วงเวลาสำคัญกลับปราดเปรียวยิ่งนัก ภายใต้รูปลักษณ์จิ้มลิ้มพริ้มเพรา ก็ผุดเผยความคิดแจ่มแจ้งสดใสไร้ซึ่งอำพราง  เขามองนางประดุจมองเห็นกองเพลิงกองหนึ่งในวันเหมันตฤดู ลุกโชนแพรวพราวดึงดูดให้ผู้คนชิดใกล้ ทว่ากลับถูกความย่ามใจไร้ระวังนั้นทำให้ตกตะลึงจนไม่กล้าสืบเท้าเข้าใกล้  จิ่งเหิงปัวหัวเราะออกมาอย่างเปิดเผย คอเสื้อหลุดลุ่ยน้อยๆ เขาไม่หวังสืบเสาะลงไปจึงเบนสายตามองเลียบขึ้นไปตามลำคอขาวเนียน แล้วทอดลงบนริมฝีปากแดงเพริศแพร้ว นางหัวเราะอย่างไร้สิ่งกั้นขวาง ฟันดุจเปลือกหอยร้อยเรียงเปล่งประกายเจิดจรัส  สายตาของเขาลอยล่องไป สีหน้าราวกับกำลังคิดตรึกตรอง  จิ่งเหิงปัวใช้กระต่ายย่างในมือชี้ไปยังปากของเขา ยิ้มพลางกล่าวว่า “ไม่ต้องเอ่ยๆ ข้าเป็นสุภาพสตรีให้ข้ากินก่อน”  กงอิ้นยิ้มเพียงครั้ง ไม่ได้เอ่ยวาจา เบื้องลึกในใจนุ่มนวลอบอุ่นดั่งหาดทรายภายใต้แสงสุริยันยามวสันตฤดู ทว่าถูกกรวดทรายที่ค่อยๆ อุ่นร้อนขัดเกลาจนเจ็บแสบเพียงน้อย  “เจ้าสานรองเท้าฟางได้เชี่ยวชาญเช่นนี้ เหตุใดจึงย่างกระต่ายไม่เป็นเล่า”  “ตอนยังเล็กไม่เคยกินกระต่ายย่าง ส่วนภายหลังข้าไม่จำเป็นต้องย่างกระต่ายเอง”  “ไม่สิ เจ้าสานรองเท้าฟางได้ ตอนยังเล็กก็ย่อมต้องเดินป่าเดินเขาบ่อยครั้ง เดินป่าเดินเขาอาศัยภูเขายังชีพ แล้วจะไม่มีโอกาสได้กินสัตว์ป่าเลยหรือ”  “มีโอกาส เพียงแต่ไม่เคยถึงคราวที่ข้าได้กิน”  จิ่งเหิงปัวเงียบไป มองดูเล็บมือพร่างพราวของเขา จินตนาการได้ยากยิ่งว่าตอนยังเล็กเขาเป็นเด็กหนุ่มธรรมดาสามัญได้อย่างไร  “ถามหน่อยสิ” นางเขยิบเข้ามาด้วยท่าทีสนอกมสนใจเป็นอย่างมาก พลางถามว่า “เด็กหนุ่มธรรมดาสามัญกลายเป็นชายหนุ่มสูงสง่าร่ำรวยหล่อเหลาได้อย่างไร หรือเป็นเพราะว่าพานพบคุณหนูสูงศักดิ์รูปงามร่ำรวยผู้ตามีแววล่วงรู้ความปรีชาสามารถ?”  กงอิ้นคล้ายกำลังเหม่อลอย ตอบโพล่งไปว่า “เจ้ารู้ได้อย่างไร”  จิ่งเหิงปัวชะงักงัน นึกไม่ถึงว่าคำตอบจะเป็นแบบนี้จริงๆ  หา? เกาะผู้หญิงกินจนมีวันนี้จริงเหรอเนี่ย? เศรษฐีนีที่เลี้ยงดูเขาคนนั้นเป็นใครนะ ราชินีองค์ก่อนหรือ? เศรษฐีนีเลี้ยงดูไอ้หน้ามนแล้วถูกไอ้หน้ามนฆ่าอย่างนั้นเหรอ  เรื่องราวนี้ฟังดูมีเหตุผลมาก แต่นางกลับรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเล็กน้อย  สายตาของกงอิ้นแฉลบผ่านใบหน้านาง มองเห็นความงงงวยและหดหู่เบาบางอย่างชัดแจ้ง ในใจของเขาเขาสะท้านน้อยๆ เพียงครั้ง จากนั้นก็หัวเราะออกมาโดยไร้เสียง  นางคงคิดมากไปแล้วสินะ?  ได้พานพบเพียงชั่วยามนั้น จากนั้นพานพบยิ่งเจ็บปวดมิสู้มิพบพาน เขาหลุดพ้นความยากจนข้นแค้นในยามนั้นมาได้ แต่ไหนแต่ไรไม่ใช่เพื่อมือขาวเนียนคู่นั้นที่ยื่นออกมาจากรถม้าทองคำในสารทฤดูปีนั้น  การคบหาเป็นเพียงใบไม้ร่วงลอยล่องในลมสารทคราหนึ่ง ทั้งเปี่ยมล้นด้วยความรักและการครอบครองอย่างแปลกประหลาด อีกทั้งยังซ่อนเร้นด้วยความหลอกลวง การทรยศ ความโกรธแค้นและความเจ้าอารมณ์ บดขยี้ทุกมุมทุกแห่งหนท่ามกลางสายลม ผสมปนเปกลายเป็นความจริงที่ไม่สมบูรณ์พร้อม  สายตาของเขาทอดลงบนใบหน้าของนาง ดวงพักตร์นี้ที่อยู่เบื้องหน้า มีความคล้ายเคียงนางเมื่อสมัยนั้นบางส่วนจริงๆ เอ่ยขึ้นมาแล้วก็แปลกประหลาดนัก ราชินีกลับชาติมาเกิดในรัชศกก่อนหน้า มีเพียงวิญญาณกลับชาติมาเกิด แต่ไม่เคยได้ยินว่าแม้แต่หน้าตาก็ยังคล้ายกันเช่นนี้  หรือคือวัฏจักรที่รังสรรค์ท่ามกลางความวิเวก? สำหรับเขาแล้วคือหายนะหรือวาสนากันแน่นะ  ทั้งสองคนเงียบลงแล้ว จิ่งเหิงปัวย่างกระต่ายอย่างเงียบเชียบ กลิ่นหอมค่อยๆ ลอยตลบอบอวล นางนำกระต่ายลงมาแก้หญ้าเซียงเหมาออกด้วยมืออันสั่นเทา พลางพึมพำว่า “ฟู่…ร้อน! ฟู่…ร้อน!”  พลันมีมือข้างหนึ่งยื่นเข้ามารับกระต่ายไปตามใจตน แกะหญ้าเซียงเหมาออก ฉีกขาสองข้างออกมาแล้วส่งไปให้นาง  จิ่งเหิงปัวเท้าคาง ในใจคิดว่านี่นับว่าเป็นความเป็นห่วงเป็นใยที่มหาเทพมีต่อนางหรือไม่นะ?  เนื้อกระต่ายที่ใส่หญ้าเซียงเหมาสดนุ่มอวบแน่นดังที่คาดไว้ นางแทะขาสองข้างเสร็จภายในพริบตาเดียว พอกะพริบตามองเห็นกงอิ้น ก็เห็นว่าเขายังคงกินขาข้างหนึ่งอย่างเอื่อยเฉื่อยเชื่องช้าด้วยท่วงท่าสง่างาม จิ่งเหิงปัวจึงร้องเฮอะเสียงหนึ่งด้วยความเหยียดหยามและอิจฉา ขณะที่กำลังเตรียมจะฉีกเนื้อกระต่ายออกมาบ้างนั้น กลับพบทันทีว่าร่างกระต่ายที่วางไว้ข้างกายนั้นหายไปแล้ว  ข้างหลังแว่วเสียงดังกรอบแผ่วเบาราวหนูมุดเข้ารัง นางหันหน้าไปมองก็เห็นเฝยเฝยตัวนั้นกำลังยัดกระดูกกระต่ายชิ้นน้อยชิ้นสุดท้ายเข้าไปในปาก  “ฮะๆๆ ที่แท้ก็เป็นเฟยเฟยนี่เอง” จิ่งเหิงปัวที่แต่เดิมเตรียมจะด่าคน กลับเปลี่ยนเป็นท่าทางรักใคร่ประจบเอ็นดูทันทีพลางกล่าวว่า “หอมหรือไม่ กินอิ่มหรือยัง ถ้ายังข้าจะให้กงอิ้นเอากวางโรสักตัวมาให้เจ้าอีกดีหรือไม่ เราจะกินแบบไหนดีนะ ตุ๋นน้ำแดงหรือแกงน้ำใส?”  ตอนที่พูดจาเช่นนี้ในใจของนางก็รู้สึกอย่างเลือนรางว่ามีความผิดปกติอะไรอยู่บ้าง แต่เมื่อเฟยเฟยเงยหน้าใช้นัยน์ตากลมโตสีม่วงเข้มที่มีลูกตางดงามกะพริบตาใส่นางเพียงครั้ง นางก็ลืมไปเสียว่าอยากจะพูดอะไรไปชั่วขณะ  “กวางโร? อืม? ย่างอีกสักตัวหรือ?” ใบหน้านางเปี่ยมด้วยแสงอันรุ่งโรจน์แห่งความรักใคร่เอ็นดู  เฟยเฟยลูบท้องน้อยๆ ใส่นาง ราวกับอกใบ้ว่าตนเองกินอิ่มแล้ว จิ่งเหิงปัวปีติยินดี…เฝยเฝยตัวนี้แสนรู้จังนะ!  “มันอิ่มแล้วแน่ล่ะ” กงอิ้นเอ่ยอย่างเย็นชาอยู่อีกด้านหนึ่งว่า “กระดูกยังไม่หลงเหลือ”  วาจาสบายๆ ประโยคเดียว แต่ฟังแล้วจิ่งเหิงปัวก็ขนลุกขนพอง จากนั้นจึงนึกออกว่าเป็นตรงไหนที่ผิดปกติกันแน่ ชั่วแวบเดียวเมื่อครู่นี้ เฝยเฝยตัวนี้ก็กินกระต่ายที่ตัวใหญ่กว่ามันจนหมดทั้งตัว ไม่เพียงแต่ไม่มีเสียงอะไร ทว่าแม้แต่เศษซากกระดูกยังไม่เหลือไว้ นี่จะต้องใช้ความเร็วน่ากลัวขนาดไหน ฟันแหลมคมขนาดไหนกัน กินอย่างดุร้ายแค่ไหนกัน ใช้ความเร็วขนาดนี้กินคนคนหนึ่งสักคนใช้เวลาเพียงห้านาที…  นางหนาวเหน็บสั่นสะท้าน แต่ว่าเมื่อเฟยเฟยกะพริบตาเชื่องช้า อวดนัยน์ตางดงามใส่นางอีกครั้ง นางก็ปลอบใจตนเองอย่างรวดเร็วอีกครั้งว่า…บางทีมันก็อาจจะหิวก็ได้นะ อืม กินเร็วหน่อยก็ไม่แปลกอะไรหรอก  พอกินกระต่ายเสร็จ ทั้งสองคนก็พักผ่อนครู่หนึ่ง กงอิ้นใช้ปลายแหลมของกิ่งไม้ปักลงบนพื้น จากนั้นก็ดึงออกมามองดูดินแล้วเอ่ยว่า “ดูจากรูปร่างภูเขาแล้ว เป็นไปได้มากว่าทิศตะวันตกเฉียงใต้มีทางออก”  ทั้งสองคนกำลังจะออกเดินทาง แต่เฝยเฝยตัวนั้นก็พลันกระโดดออกจากอ้อมแขนของจิ่งเหิงปัวแฉลบผ่านไปเบื้องหน้าดุจสายฟ้าฟาด จิ่งเหิงปัวกำลังจะร้องเรียกเสียงดัง จากนั้นพบว่ามันไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ในใจสะท้านเพียงครั้ง สืบฝีก้าวตามขึ้นไปรวดเร็ว เฝยเฝยแวบไปแวบมาในพงหญ้าดังคาด อยู่ในขอบเขตสายตาของนางแต่ต้นจนจบคล้ายว่ากำลังนำทาง  “ดูสิ เป็นเด็กดีที่รู้จักตอบแทนบุญคุณอีกต่างหาก ข้ารู้สึกว่ามันอยากส่งข้าออกไปจากภูเขาล่ะ” จิ่งเหิงปัวยิ้มแย้มเบิกบาน  “อาจจะส่งเจ้าไปสุสานร้างก็ได้” วาจาปากร้ายอย่างเรียบง่ายของกงอิ้น ฟังแล้วพาให้ขนทั่วร่างของจิ่งเหิงปัวลุกชันขึ้นมาอีกครั้ง นางถลึงตาใส่เขาแวบหนึ่งอย่างโกรธเคือง ทว่ากงอิ้นสนใจท่าทางแข็งนอกอ่อนในของนางเสียที่ไหน สายตาของเขาเอาแต่จับจ้องเฝยเฝยตลอดเวลา  เดินทางไปได้สักครู่หนึ่ง ก่อนอาทิตย์ลับฟ้าจิ่งเหิงปัวก็คร่ำครวญออกมาว่าถ้าให้นางเดินไปอีกก้าวนางจะฆ่าตัวตาย เช่นนั้นเฝยเฝยก็หยุดฝีเท้าราวกับจิตใจตรงกัน จิ่งเหิงปัวเอนกายลงตรงนั้น แล้วคิดจะยืดเหยียดกายตนเองออกไป แต่เฝยเฝยกลับกระโดดลงบนท้องของนาง ชี้ไปยังทางข้างหน้า จิ่งเหิงปัวไม่สนใจ ทำให้มันก็กระโดดไปกระโดดมาบนท้องของจิ่งเหิงปัว จิ่งเหิงปัวรู้สึกว่าถ้าให้มันกระโดดต่อไปเช่นนี้ ก็เกรงว่าคงจะเหยียบจนของเสียออกมา จึงได้แต่คว้ามันไว้ครั้งหนึ่ง แล้วถามอย่างมีเรี่ยวแรงไร้กำลังว่า “หือ?”  เฝยเฝยชี้ไปยังด้านหน้าอย่างบ้าคลั่ง จิ่งเหิงปัวพลิกกายอย่างเกียจคร้าน แล้วชำเลืองมองไปเห็นว่าด้านหน้ามีหินก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งซึ่งเรียบลื่นสะอาดสะอ้าน ด้านหลังพิงหน้าผา นับเป็นที่นอนหลับที่ดีแห่งหนึ่ง  “ข้าไปนอนทางนั้นนะ” นางชี้ไปที่กงอิ้นพลางกล่าวว่า “ห้ามเจ้าเข้าใกล้ ห้ามเจ้าแอบดู ห้าม…”  กงอิ้นให้หลังใส่นางครั้งหนึ่ง  “อย่าชิดใกล้ข้า อย่าแอบมองข้า ขอบใจ”  “มองน้องสาวนายน่ะสิ! พี่เคยมองนายตอนไหนกัน? ตาข้างไหนของพี่ชำเลืองมองนายไหว นายมีตรงไหนคุ้มค่าพอให้มอง หือ? ลำคอ? กระดูกไหปลาร้า? ร่องหน้าท้อง? กล้ามแขนสองข้าง?” นิ้วมือเรียวบางของจิ่งเหิงปัวเกือบจะจิ้มลงบนหน้าผากเขา เสียงดังกังวานไร้ซึ่งสีหน้าละอายใจ  กงอิ้นแสดงความนับถือต่อความสามารถ ‘หันหน้าแล้วลืม’ อีกทั้ง ‘ให้ตายยังไม่ยอมรับ’ ของคนแซ่จิ่งบางคนจากใจจริง  จิ่งเหิงปัวเอนกายนอนลงอย่างสบายอกสบายใจ เตรียมจะหลับสักงีบแล้วค่อยลุกมากินกวางโรย่างที่นำมาด้วย ข้างกายมีเฝยเฝยและกงอิ้นอยู่ นางก็ย่อมไม่กลัวสัตว์ป่ามาทักทาย  การนอนหลับงีบนี้ลึกยิ่งนัก  ในความฝัน มีเสือดาวสีแดงคำรามวิ่งมาหา วินาทีต่อมากงอิ้นพุ่งขึ้นจากน้ำบีบคอหอยของเสือดาวเอาไว้ เสือดาวโผล่ฟันสีขาวหิมะใส่นาง นางยืนตัวสั่นอยู่ที่เดิมด้วยความหวาดผวา ทันใดนั้นแสงสว่างสีม่วงคล้ำรำไรสายหนึ่งกะพริบวูบผ่าน กงอิ้นเหวี่ยงเสือดาวชุ่มโชกเลือดในมือมาทางนาง เสียงลมคำราม เลือดเสือดาวเปียกชุ่มโชกหยดใส่ใบหน้า นางตกใจจนถอยหลังไปครั้งหนึ่งรร้อง “กรี๊ดด…”  เสียงเรียกสั่นสะเทือนจนตัวนางเองตื่นขึ้นมา บนแขนเกร็งแน่นกะทันหันด้วยถูกฝ่ามืออบอุ่นบีบเอาไว้แน่น เสียงคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังอย่างขุ่นเคืองข้างหูนางว่า “ตื่นเร็ว!”  จิ่งเหิงปัวลืมตาตื่นขึ้น  แวบแรกที่สายตามองเห็นคือหน้าผาสูงชัน  ชั่วพริบตานางเกือบจะนึกว่าตนเองยังไม่ตื่นขึ้นมา ย้อนกลับไปสู่ในฝันร้ายที่ตกหน้าผาไม่กี่วันก่อนหน้าครั้งนั้น  จากนั้นนางรู้สึกตัวว่าหน้าผาแห่งนี้ไม่เหมือนกัน หน้าผาแห่งนี้ไม่สูงนัก มองเห็นเบื้องล่างมีวัตถุพวกหนึ่งเปล่งแสงสีขาวรำไร  แล้วจากนั้น นางก็พบว่าเท้าข้างหนึ่งของตนเองกำลังห้อยอยู่นอกหน้าผาสูงชัน ส่วนเท้าอีกข้างหนึ่งยื่นออกไปริมหน้าผาครึ่งหนึ่งแล้ว