ค่ำคืนนี้จิ่งเหิงปัวนอนไม่หลับแล้ว นางพลิกไปมาราวแผ่นแป้งทอดอยู่บนเตียงครั้งแล้วครั้งเล่า ในสมองที่พลิกไปมาเป็นฉากที่กงอิ้นดื่มน้ำแกงปานดื่มคารวะฉากหนึ่งนั้นทั้งนั้น ฉากหนึ่งนั้นกะทันหันสั่นสะเทือนเกินไป ล้มล้างความรู้ความเข้าใจที่นางมีต่อกงอิ้น ถึงขนาดที่ตอนนั้นนางไม่ได้รู้สึกตัวโดยสิ้นเชิง หลังเรื่องราวถึงนึกขึ้นมาได้ว่ามีอารมณ์อยากหัวเราะ แต่รู้สึกว่าในใจไม่สบายใจ อยู่ดีๆ ทำไมกงอิ้นวิ่งไปแย่งน้ำแกง? หรือว่าไม่พอใจพฤติกรรมเมื่อวานของเหยียลี่ว์ฉี ตนเองเลยลอกเลียนบ้างสักหน่อย? ไม่ถูกต้อง เขาน่ะไม่ยอมเลียนแบบคนอื่นหรอก จะเป็นศัตรูกับนางอย่างบริสุทธิ์? นางส่งให้ใคร เขาก็ไม่ให้คนนั้นได้ดื่มเหรอ? มีคนไร้เดียงสาขนาดนี้ด้วย? สติปัญญาเขาถดถอยแล้วเหรอ? แต่พอย้อนกลับมาครุ่นคิด สติปัญญาของมหาเทพกงเกินมาตรฐานพุ่งตรงเหนือปลายเมฆ แต่ความฉลาดทางอารมณ์คงไม่ได้เลิศล้ำมากมายล่ะมั้ง? นี่มันอยู่ในขอบเขตของความฉลาดทางอารมณ์ชัดๆ เลย เฮ้อ! จะไปใส่ใจสติปัญญาหรือความฉลาดทางอารมณ์ของเขาทำไม ปัญหาที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือ เขาดื่มน้ำแกงที่เพิ่มวัตถุดิบนั้นไปแล้ว! ตอนนี้…อยู่ในสภาวะแบบไหนกัน? เหยียลี่ว์ฉีแบบสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังคุ้มค่าให้เฝ้ารอคอยอย่างยิ่ง กงอิ้นแบบสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง…รู้สึกว่าแปลกๆ ตรงไหนแฮะ อีกอย่างนิสัยแบบกงอิ้นนั้น ถ้าตกหลุมพรางคงจะไม่บอกให้คนอื่นรู้ ถ้าเกิดอ่อนแรงอยู่บนเตียงขึ้นมา…ต้าฮวงจะเกิดการก่อกบฏไหมเนี่ย? จิ่งเหิงปัวรู้สึกว่าตนเองไม่กังวลว่าต้าฮวงจะเกิดการก่อกบฏเลยแม้แต่น้อย แต่นางลุกขึ้นมาอย่างพิลึกพิลั่นแล้ว หลังสวมผ้าคลุมนอกชุดนอนใส่รองเท้าแตะพื้นนุ่ม นางเดินออกไปข้างนอกอย่างมือเบาเท้าเบา ในพระราชวังนางไม่มีใครตื่นอยู่ นางในที่เฝ้ายามข้างนอกกำลังสัปหงก จิ่งเหิงปัวเดินไปยังประตูข้างที่เชื่อมกับจิ้งถิงอย่างอิสระมาก ไม่มีใครรบกวนตลอดทาง ในใจนางร่าเริง นางคงไม่รู้แน่นอนว่า ครู่หนึ่งนั้นเองที่นางก้าวออกจากตำหนักบรรทม พระราชอุทยานของตนเองรวมทั้งพระราชอุทยานข้างห้องมีคนนับไม่ถ้วนกำลังทำสัญญาณมือสอบถามกันยกใหญ่ “ราชินีออกจากตำหนัก” “คอยสังเกตการณ์” “มาทางจิ้งถิง” “ยกเลิกสังเกตการณ์” “ราชินีไปทางประตูข้างของจิ้งถิง” “ดีมาก ถอนหน่วยรักษาการณ์ลับ ปลดกุญแจลับ ห้ามเปล่งเสียงใดๆ ห้ามรบกวนราชินี สังหารนกและแมลงที่ร้องได้ให้สิ้น จะต้องให้ราชินีเข้าสู่ห้องบรรทมของราชครูอย่างราบรื่น” “ราชินีไปถึงห้องหนังสืออย่างราบรื่น” “ราชินีไปถึงโถงหน้าอย่างราบรื่น” “ราชินีไปถึง…ห้องบรรทมของราชครูอย่างราบรื่น” “แผนการใหญ่สำเร็จลุล่วง! เปลี่ยนเวรยามใหม่อีกครั้ง!” … ตำหนักบรรทมของกงอิ้นอยู่มุมตะวันตกเฉียงใต้ของจิ้งถิง ติดกับห้องหนังสือ เดินผ่านระเบียงทางเดินรอบตำหนักเส้นหนึ่งก็ถึงแล้ว ทั่วทั้งจิ้งถิงต่างเงียบสงัดยิ่ง ไร้ซึ่งแสงตะเกียงแม้แต่น้อย บริเวณหัวมุมของระเบียงทางเดินรอบตำหนักประดับเพียงไข่มุกสว่างคอยส่องแสง ลำแสงขาวซีดเยือกเย็นไม่แปดเปื้อนแสงสีประหนึ่งกงอิ้น ทั้งถ่อมตนทั้งหรูหรา สำหรับการไม่พบเจอองครักษ์สักคนตลอดเส้นทาง แน่นอนว่าจิ่งเหิงปัวไม่ได้สังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย แต่นางขี้เกียจจะครุ่นคิดตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่มีใครขวางยิ่งดี ก่อนนางจะมาได้สืบถามตำแหน่งห้องบรรทมของกงอิ้นเรียบร้อยแล้ว และได้ยินว่ากลางคืนกงอิ้นไม่ต้องการให้มีคนเฝ้ายามทั้งในห้องนอกห้องเหมือนกับนาง แต่ตอนยืนอยู่ตรงจุดสิ้นสุดของระเบียงทางเดินรอบตำหนัก นางยังต้องมองจนงงงวย ประตูอยู่ตรงไหน? เบื้องหน้าคือกำแพงฝั่งหนึ่ง กำแพงศิลาสีขาว วัสดุคล้ายหยกแต่ไม่ใช่หยก บนกำแพงศิลามีภาพภูเขาและสายน้ำที่ลงน้ำหนักกว้างไกลสูงตระหง่านภาพหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าเกิดตามธรรมชาติหรือแกะสลักภายหลัง รอยร่องซอกหินกลายเป็นภูเขาและสายน้ำขนาดใหญ่โดยธรรมชาติ โดดเด่นน่าตื่นตะลึงอย่างยิ่ง ตรงนี้คงจะเป็นประตูแล้วสินะ ดูท่าทางยังมีกลไกเครื่องหมายลับ หรือว่านี่คือสาเหตุที่กงอิ้นไม่ต้องการองครักษ์แล้ว ประตูนี้มองแวบเดียวควบคุุมยากเหมือนเขาเลย แน่นอนว่าจิ่งเหิงปัวสามารถผ่านไปได้อย่างไม่มีปัญหาเลยแม้แต่น้อย แต่นางมีอยากรู้อยากเห็นมากตั้งแต่ไหนแต่ไร อดจะต้องเท้าคางศึกษาสักหน่อยไม่ได้ จากนั้นนางพบว่าบนบานประตูมีอักษร อักษรเหล่านั้นคล้ายเป็นลายฉลุ นางยื่นมือลูบคลำ พบว่าไม่ใช่ลายฉลุ แต่เป็นอักษรเคลื่อนไหว อักษรทุกตัวสามารถเคลื่อนย้ายได้ ทินกรกว้างลึกล้ำระเริงสายธารเหิงจิ่งหวนคล้อยทวนคืนวิหคงามขานผันกาลระรื่นแผ่มวลคลื่นลมปัวยามแรกเริ่ม อักษรสับสนวุ่นวายแถวหนึ่ง ไม่รู้ว่าหมายความว่าอะไร จิ่งเหิงปัวมองอยู่เนิ่นนาน ลองนับตัวเลขแล้วคิดว่าคงเป็นบทกวีที่เรียงมั่วซั่ว คาดเดาว่าถ้าเรียงตามสัมผัสทำนองอะไรสักหน่อย เรียงเสร็จแล้วประตูคงเปิดออก แน่นอนว่างานฝีมือแบบนี้นางทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด แต่อักษรแถวนี้ทำให้นางมีความรู้สึกแปลกประหลาดโดยตลอด เหมือนว่าได้มองเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งคุ้นเคยมาก นางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ส่ายหน้า ไม่คิดจะเสียเวลาอยู่ที่นี่ เรือนร่างกะพริบวูบผ่านเข้าไปด้านในแล้ว แวบแรก ใหญ่มาก ห้องบรรทมของกงอิ้นมองเพียงแวบเดียวไม่สุดทาง กว้างโล่งดุจตำหนักใหญ่ แนวตั้งและแนวนอนกว้างทั้งสิ้นหลายจั้ง แวบที่สอง ขาวมาก ทั่วทั้งตำหนักบรรทมล้วนเป็นสีขาว กำแพงขาวพื้นศิลาสีขาว แม้แต่เตียงตั่งโต๊ะเก้าอี้ล้วนเป็นสีขาว ขาวบริสุทธิ์จนคล้ายถ้ำหิมะ แวบที่สาม หนาวมาก แตกต่างจากห้องหนังสือธรรมดาของจิ้งถิงโดยสิ้นเชิง ห้องบรรทมของกงอิ้นหนาวมาก อุณหภูมิต่ำกว่าภายนอกอย่างน้อยที่สุดสิบองศา โชคดีที่ไม่รู้สึกว่ามืดครึ้มหนาวเหน็บ เป็นเพียงไอหนาวปานน้ำแข็งหิมะบนผาสูงแบบหนึ่ง จิ่งเหิงปัวพินิจรอบด้านครู่หนึ่งถึงพบว่าจุดสิ้นสุดของตำหนักใหญ่คือศิลาขาวทั้งก้อนก้อนหนึ่ง รูปร่างผิดปกติ เปล่งประกายแสงขาวละเอียดอ่อนเล็กน้อย ไอขาวจางลอยสูงรำไร ไอหนาวทั่วทั้งตำหนักบรรทมได้กำจายออกมาจากตรงนั้น ส่วนเตียงนอนของกงอิ้นอยู่ด้านล่างศิลาขาวนั้นเอง ม่านกระโจมสีขาวราวหิมะพลิ้วสยาย งดงามดุจแท่นบรรทมของเทพเซียน จิ่งเหิงปัวแบะปากแสดงความรังเกียจต่อบางคนที่แสร้งทำยิ่งใหญ่สูงส่งอยู่ตลอดเวลา นางเหลียวซ้ายแลขวาอยู่ชั่วครู่ รอให้กงอิ้นตะโกนถามอย่างไม่สะทกสะท้าน ในสถานการณ์ปกติ นางเข้าใกล้ตำหนักบรรทม เขาควรจะรู้แล้ว ไม่มีเสียง ถึงขนาดไม่รู้สึกถึงลมหายใจของมนุษย์ในตำหนัก ที่นี่คล้ายดั่งเป็นตำหนักร้างแห่งหนึ่ง จิ่งเหิงปัวหวาดผวาขึ้นมากะทันหัน ลูบขนแขนที่ลุกชันขึ้นมา หรือว่ากงอิ้นไม่ได้นอนที่นี่? หรือว่าที่นี่เป็นตำหนักร้าง? หรือว่าอีกเดี๋ยวหลังม่านจะมีผีดิบขนขาวตัวหนึ่งนั่งอยู่เหมือนที่นิยายขโมยสุสานกล่าวไว้แบบนั้น… “ไอ้เวรเอ้ย!” จิ่งเหิงปัวที่ถูกตนเองคิดเชื่อมโยงจนตกใจ ได้แต่เปล่งเสียงเองว่า “เฮ้ กงอิ้น พี่มาเยี่ยมเยือนเจ้าแล้ว รีบลุกจากเตียงมาต้อนรับ!” เสียงกระแทกดังสะท้อนหวึ่งๆ ในตำหนักใหญ่ที่ว่างเปล่าไม่หยุดหย่อนว่า “รีบมาต้อนรับรีบมาต้อนรับรีบมาต้อนรับ…” ยังคงไม่มีคนตอบกลับ “ไอ้เวรเอ้ย คงจะไม่ถูกเทียนซือซั่นจัดการจนสลบไปแล้วหรอกมั้ง?” จิ่งเหิงปัวรู้สึกผิดปกติ อยากเดินออกไปแต่ไม่วางใจ แม้ว่ากงอิ้นเองรังแกนางไม่น้อย เขาแย่งดื่มน้ำแกงเพิ่มวัตถุดิบรับกรรมที่ทำไว้นางก็อยากเห็นผลสำเร็จ แต่ถ้ากงอิ้นถูกน้ำแกงเป็ดเพิ่มวัตถุดิบนั้นจัดการจนเกิดปัญหาจริง นางคงมีปัญหาใหญ่แล้ว “แหมๆๆ เขินแน่ะ…” นางเปลี่ยนสีหน้าท่าทาง ขยำขยี้สองมือ ใบหน้ายิ้มลามกประชิดเข้าไป ร้องว่า “กงที่รัก กงเด็กดี กงหน้าอ่อน กงอิ้นอิ้น เสี่ยวอิ้นอิ้น เด็กดีน้อย…เจ้าเอ่ยวาจาสิ พี่สาวมาเยี่ยมเจ้าแล้ว…หากยังไม่เอ่ยวาจาพี่สาวจะขึ้นเตียงเจ้าแล้วนะ…” กล่าวคำพูดเหลวไหลเต็มปากเต็มคำไปพลาง ประชิดใกล้อย่างเงียบเชียบไปพลาง นางน่ะไม่เชื่อหรอกว่าต่อให้กงอิ้นเล่นเล่ห์เพทุบายอะไร ได้ยินคำพูดนี้ยังทนไหวได้? ผู้มีคุณธรรมแบบเขานั้นน่ะต้องผลักนางออกอย่างสูงส่งเย็นชาหยิ่งทระนงแน่นอน มีความเคลื่อนไหวแล้วดังคาดการณ์ ม่านไหมที่ทับซ้อนเป็นชั้นอยู่ไม่ไกลสะบัดขึ้นมาทันที สิ่งของสีขาวเช่นกันคำรามเวียนวนออกมาพุ่งตรงสู่เบื้องหน้าใบหน้าของจิ่งเหิงปัว จิ่งเหิงปัวหมอบลงไปบนพื้นดังสวบ ของสิ่งนั้นเฉียดผ่านเส้นผมของนางแล้วกระแทกพื้นแหลกละเอียดดังเพล้งเสียงหนึ่ง จิ่งเหิงปัวหันหน้ากลับมามอง สิ่งที่กระแทกแหลกละเอียดคือหมอนกระเบื้อง นี่หมายความว่าให้นางไม่ต้องเข้ามาใกล้สินะ? จิ่งเหิงปัวหันหลังจะจากไป กลัวเจ้าจะเป็นอะไรไปถึงได้มาเยี่ยมเยือน ในเมื่อเจ้ามีแรงเขวี้ยงหมอน คิดว่าคงสบายดีมากแน่ พี่ยังจะอยู่ทำอะไร? ต่างฝ่ายต่างมองตากันทะเลาะวิวาทกับเจ้าเหรอ? ความโกรธเมื่อตอนกลางวันยังไม่หายเลย! นางหันหลังครั้งหนึ่งด้วยฝีเท้ารวดเร็ว พลันเหยียบโดนเศษกระเบื้องใต้ฝ่าเท้า พื้นผิวแผ่นกระเบื้องอิ่มเอิบเต็มเปี่ยม ศิลาขาวเบื้องล่างเกลี้ยงเกลาอย่างยิ่งเช่นกัน พอเหยียบลงไป เรือนร่างของจิ่งเหิงปัวหงายไปด้านหลังแล้วล้มลงลื่นไถลออกไป! “พลั่ก” เสียงหนึ่ง นางพลิกคว่ำอยู่บนเตียงนอนของกงอิ้น หลังเอวกระแทกจนเจ็บปวด ผ้าขาวที่ทับซ้อนเป็นชั้นร่วงลงมาปกคลุมใบหน้าของนาง “ถุ้ยๆๆ” จิ่งเหิงปัวคว้าผ้าขาวที่ร่วงลงมาในปากออกไป สะบัดสิ่งกีดขวางเบื้องหน้า ร้องโอดโอยอยากจะลุกขึ้นแต่เอวเจ็บปวดอย่างรุนแรง ได้แต่รักษาสภาพเดิม นอนคว่ำหน้าหันลำคอไปมา จากนั้นนางรู้สึกว่าสัมผัสเบื้องล่างลำคอผิดปกติ จากนั้นนางเบิกตากว้าง จากนั้นนางชะงักงันแล้ว จากนั้น…ทั่วทั้งตำหนักบรรทมคล้ายเยือกแข็งในพริบตา