บทที่ 636 : วิชาพลังมังกร – คัมภีร์เสวียนหวง!

Dragon Emperor Martial God จักรพรรดิ์เทพมังกร

บทที่ 636 : วิชาพลังมังกร – คัมภีร์เสวียนหวง!

ทันทีที่หลิงหยุนเข้าไปในห้องและนั่งลงบนโซฟา เขาก็จัดการสั่งสอนสองหนุ่มเพลย์บอยอย่างเผ็ดร้อน จนแม้แต่ลูกน้องของแก๊งมังกรเขียวเองก็ถึงกับตกใจ

“จับพวกมันสองคนโยนออกไปข้างนอก แล้วให้พวกมันรีบออกจากจิงฉูภายในหนึ่งวัน!”

จากนั้นหลิงหยุนก็ไม่สนใจเด็กหนุ่มทั้งสองคนอีกเลย สำหรับหลิงหยุนทั้งคู่ก็เป็นแค่คนหน้าโง่สองคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง เขาก็เพียงแค่ต้องการสั่งสอนให้ทั้งคู่ได้รับบทเรียนบ้างก็เท่านั้น

-จากนี้ไป..  พวกแกสองคนห้ามมาเกาะแกะวุ่นวายกับมู่หลงเฟยจื่ออีก ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังมีชีวิตอยู่ต่ออีกเลย!-

ก่อนที่หนุ่มเพลย์บอยทั้งสองคนจะถูกจับโยนออกไป หลิงหยุนก็ได้ใช้กระแสจิตกำชับทั้งสองคน  และเมื่อทั้งคู่ได้ยินก็ถึงกับขนหัวลุกทันที

ตอนนี้ทั้งสองคนต่างก็รู้ซึ้งแล้วว่า.. คำพูดของหลิงหยุนนั้นไม่มีอะไรเล่นๆ!

………

จากนั้น หลิงหยุนก็ขับรถพาตี้เสี่ยวอู๋ออกจากไนท์คลับไปฝึกวิชานู่เตา และให้คำแนะนำในการฝึกฝนกับเขา

หลิงหยุนสอนตี้เสี่ยวอู๋ฝึกวิชาจนกระทั่งเช้าตรู่ เขาจึงขับรถกลับเข้าเมืองมุ่งหน้าไปยังบ้านเลขที่-1 และปล่อยให้ตี้เสี่ยวอู๋วิ่งตามรถของเขาไป

หลิงหยุนเหยียบคันเร่ง และเริ่มจากการขับช้าๆเป็นหอยทาก และค่อยๆเพิ่มความเร็วให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ จนถึงเร็วที่สุด และในที่สุดตี้เสี่ยวอู๋ก็สามารถใช้วิชานู่เตาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อเข้าไปถึงที่จอดรถภายในบ้าน หลิงหยุนก็เดินลงมาจากรถ แล้วหันไปถามตี้เสี่ยวอู๋ที่นั่งเหงื่อตกหมดแรงแต่กลับสดชื่น

“นายรู้สึกยังไงบ้าง?”

“พี่หยุน.. ตอนนี้ฉันรู้สึกว่ากำลังภายในที่เกิดจาการฝึกวิชานู่เตากำลังกระเพื่อมคล้ายกับคลื่นอยู่ในร่างกาย ฉันรู้สึกคล้ายกับว่าภายในร่างกายมีคลื่นกระเพื่อมอยู่..”

จากการฝึกฝนวิชานู่เตาภายใต้คำแนะนำอย่างใกล้ชิดของหลิงหยุนเมื่อคืนนี้ ทำให้การบ่มเพาะพลังด้วยวิชานู่เตาของตี้เสี่ยวอู๋นั้นมีพื้นฐานที่ดีแล้ว และเขาสามารถฝึกฝนต่อด้วยตนเองได้แล้ว

“ถูกต้อง.. คลื่นพลังภายในร่างกายของนายนั้น เป็นผลจากการฝึกวิชานู่เตา พื้นฐานของนายดีแล้ว จากนี้ไปก็ค่อยๆฝึกฝนไปตามวิธีที่ฉันเขียนให้”

“และตั้งแต่อาทิตย์หน้าเป็นต้นไป ฉันจะเริ่มสอนการจี้จุด วิชาตัวเบา แล้วก็การใช้อาวุธลับให้กับนาย นายคงต้องหาอาวุธที่ถนัดมือมา”

“คืนนี้บ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่  ฉันเองจะต้องออกไปทำธุระข้างนอก นายฝึกฝนอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน”

พูดจบ.. ร่างของหลิงหยุนก็หายออกไปจากบ้านทันที เขามุ่งหน้าตรงไปยังหออวี้ติงเซวียน และไปถึงในเวลาตีสามพอดิบพอดีไม่ขาดไม่เกิน

หลิงหยุนใช้วิชามังกรพรางร่าง ทำให้สามารถเคลื่อนได้ครั้งละสามร้อยเมตร เรียกได้ว่าความเร็วในการเคลื่อนไหวของหลิงหยุนนั้น รวดเร็วราวกับหายตัวได้ และแม้แต่กล้องก็ไม่สามารถจับภาพของเขาไว้ได้

เซียนหยกได้จัดการเคลียร์พื้นที่ไว้ให้หลิงหยุนตามที่สั่งเรียบร้อยแล้ว และตอนนี้ตัวเขาเองก็มายืนรอหลิงหยุนอยู่ที่หน้าประตูทางเข้าแล้ว

หลิงหยุนไม่ปิดบังความแข็งแกร่งของตนเองอีกต่อไป ทันทีที่ร่างของหลิงหยุนมาปรากฏต่อหน้าเซียนหยก เขาก็ส่งยิ้มทักทายพร้อมกับส่งกระแสจิตถาม

-เซียนหยก.. ไม่ทราบว่าคุณจัดการปิดกล้องวงจรปิดภายในร้านทั้งหมดแล้วหรือยัง?-

“ฉันได้จัดการปิดตามที่เธอสั่งไว้แล้วล่ะ..”  เซียนหยกตอบพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบๆคล้ายกำลังมองหาอะไรบางอย่าง

หลิงหยุนจึงร้องถามขึ้นอย่างแปลกใจ “เซียนหยก.. คุณกำลังมองหาอะไร?”

เซียนหยกร้องถามอย่างแปลกใจ “อะไรกัน.. นี่เธอมาคนเดียวงั้นรึ?”

หลิงหยุนคนเดียวจะมายกหินมังกรเขียวที่หนักกว่ายี่สิบตันได้ยังไงกัน? นั่นมันเท่ากับสองหมื่นกิโลกรัมเชียว.. เป็นไปไม่ได้?!

หลิงหยุนตอบเสียงเบา “เซียนหยก.. คืนนี้ผมจะให้คุณได้เปิดหูเปิดตา แต่ไม่ว่าอะไรที่คุณได้รู้ได้เห็นในคืนนี้ คุณต้องปิดปากให้สนิท และอย่าได้นำไปพูดต่อ..”

หลังจากพูดจบหลิงหยุนก็ยิ้มให้กับเซียนหยกเล็กน้อย แล้วจึงเดินไปยืนข้างๆหินมังกรเขียวก้อนมหึมานั้น

หลิงหยุนโคจรดาราคุ้มกายขั้นสุด และแขนหนึ่งข้างของเขาก็จะสามารถยกของที่มีน้ำหนักได้ถึงสามพันกิโลกรัม สองข้างก็รวมเป็นหกพันกิโลกรัม! และนั่นคือพละกำลังของหลิงหยุน!

และด้วยกำลังที่อยู่ในระดับสูงสุดของขั้นปรับร่างกาย-8 บวกกับการเดินลมปราณด้วยวิชาพลังลับหยินหยาง ทำให้แขนทั้งสองข้างของหลิงหยุนสามารถรับน้ำหนักเพิ่มได้อีกถึงข้างละหนึ่งพันกิโลกรัม และนี่เทียบได้กับกำลังของยอดฝีมือขั้นเซียงเทียน-5

นี่เท่ากับว่าหลิงหยุนมีพละกำลังที่จะสามารถยกของที่มีน้ำหนักได้ถึงแปดพันกิโลกรัมแล้ว!

แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะยกหินมังกรเขียวที่หนักกว่าสองหมื่นกิโลกรัมก้อนนี้ได้ หลิงหยุนจึงต้องใช้วิชาพลังมังกรที่สามารถเพิ่มระดับกำลังภายในที่มีอยู่เดิม ให้สูงขึ้นเป็นสิบเท่าในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของผู้บ่มเพาะ และสภาพแวดล้อม

วิชาพลังมังกรนี้นับว่าเป็นวิชาที่น่าอัศจรรย์วิชาหนึ่ง และสามารถนำไปใช้ในการต่อสู้กับศัตรูได้ดี เพราะเป็นวิชาที่สามารถดึงเอาพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวของนักบ่มเพาะออกมาใช้ได้ และไม่ว่าผู้ฝึกจะอยู่ในลำดับขั้นใหนก็ตาม หากฝึกวิชานี้ก็สามารถนำเอาพลังที่ซ่อนอยู่ออกมใช้ได้!

และด้วยพรสวรรค์ของหลิงหยุนที่มีนั้น เขาสามารถใช้วิชาพลังมังกรนี้เพิ่มพละกำลังให้กับตนเองได้ถึงสิบเท่า นี่จึงนับว่าเป็นไพ่ตายอีกหนึ่งใบของหลิงหยุนนอกเหนือจากกำลังภายในที่บ่มเพาะตามลำดับขั้น และที่สำคัญหลิงหยุนเองก็ไม่เคยใช้วิชานี้มาก่อนเช่นกัน!

คืนนี้.. เพื่อเคลื่อนย้ายหินมังกรเขียวก้อนนี้ หลิงหยุนจึงตัดสินใจที่จะใช้วิชาพลังมังกรดูสักครั้ง!

หลิงหยุนโคจรดาราคุ้มกาย เดินลมปราณด้วยวิชาพลังลับหยินหยาง และวิชาพลังมังกรไปพร้อมกัน จากนั้นจึงยกมือขึ้นผลักหินมังกรเขียว..

“ห๊ะ!”

เสียงร้องอุทานดังออกมาจากปากของเซียนหยกที่ทั้งตะลึงและตื่นเต้นเมื่อได้เห็นหินมังกรเขียวก้อนมหึมานั้นค่อยๆขยับ..

เซียนหยกถึงกับยกมือขึ้นปิดปากของตัวเอง และตกใจจนต้องกลั้นลมหายใจไว้อย่างลืมตัว!

ระหว่างที่ฐานของหินมังกรเขียวเปิดขึ้นนั้น หลิงหยุนก็รีบแทรกตัวเข้าไป และใช้มือทั้งสองข้างยกขึ้นกลางอากาศทันทีราวกับว่ามันเป็นของที่มีน้ำหนักเบา!

หากเป็นคนอื่น หรือต่อให้เป็นยอดฝีมือขั้นเซียงเทียน-7 หากทำเช่นหลิงหยุนเวลานี้ก็คงต้องกลายเป็นเนื้อบดไปแล้วอย่างแน่นอน

แกร๊ก.. แกร๊ก..

ระหว่างที่หลิงหยุนกำลังยืดร่างให้ตรงนั้น ด้วยน้ำหนักที่มหาศาลของหินมังกรเขียว ทำให้พื้นหินแกรนิตใต้ฝ่าเท้าของเขาถึงกับแตกออกจากกัน

หลิงหยุนได้แต่คิดในใจว่า.. ‘ช่างหนักมากจริงๆ!’

ในเวลานั้น แม้แต่หลิงหยุนเองยังไม่กล้าพูด ทำได้เพียงผ่อนลมหายใจเบาๆ เพราะเกรงว่าหินมังกรเขียวในมือจะล้มลงไป..

ระหว่างนั้นหลิงหยุนก็ค่อยๆขยับตัวเข้าหาจุดศูนย์กลางของหินมังกรเขียว เนื่องจากฐานของมันกว้างถึงสามเมตร การขยับเข้าหาจุดศูนย์กลางจึงไม่สามารถทำได้ง่าย หลิงหยุนจึงต้องตัดสินใจวางหินมังกรเขียวลงที่พื้นอีกครั้ง

หลังจากนั้น หลิงหยุนก็ใช้กรงเล็บทั้งสองข้าง เจาะลงไปที่ใต้ฐานของหินมังกรเขียวอีกครั้ง เขาหยุดนิ่งทำสมาธิในท่านั้น จากนั้นจึงใช้พลังทั้งหมดที่มีออกแรงยกหินมังกรเขียวขึ้นไว้เหนือศรีษะพร้อมกับร้องตะโกนออกมาเสียงดัง

“ขึ้นมา!”

‘หนักไม่น้อยกว่าสองหมื่นกิโลกรัมทีเดียว!’

หลิงหยุนยกหินมังกรเขียวขึ้นเหนือศรีษะ จึงรู้ว่าหินมังกรเขียวนี้หนักว่าที่เขาคาดคิดไว้มาก แต่ด้วยวิชาพลังมังกรที่เพิ่มกำลังภายในให้กับหลิงหยุนถึงสิบเท่าในช่วงเวลาสั้นๆนี้ ทำให้เขายังมีพลังเหลือที่จะแบกหินมังกรเขียวกระโดดขึ้นไปบนกำแพง ก่อนจะหันมายิ้มให้กับเซียนหยกที่ยืนตะลึง แล้วจึงกระโดดลงไปที่พื้น

หลิงหยุนแบกหินมังกรเขียวที่หนักถึงยี่สิบตันนั้น มุ่งหน้าไปทางผาหยกด้านใต้  และปีนขึ้นไปทางด้านหลังของภูเขาตรงไปยังหลุมยักษ์

ระหว่างที่ไปถึงปากหลุมยักษ์แล้ว หลิงหยุนก็อาศัยหลักการโมเมนตัม จัดการทุ่มหินมังกรเขียวขนาดใหญ่ลงไปในหลุมยักษ์ด้วยมือที่สั่นเทา

เสียงของหินมังกรเขียวตกลงไปที่ก้นหลุมยักษ์ ในเวลานี้สถานที่สำหรับซ่อนหินมังกรเขียวขนาดมหึมานี้คงไม่มีที่ใหนดีไปกว่าก้นหลุมยักษ์แห่งนี้อีกแล้ว

หลิงหยุนหมดเรี่ยวหมดแรง และถึงกับใบหน้าซีดเซียว เขาไม่เหลือแม้แต่เรี่ยวแรงที่จะชะโงกดูหินมังกรเขียวที่กำลังตกลงไปด้วยซ้ำ

“ให้ข้าแบกหินนั่นอีกครั้งข้าก็ทำไม่ได้แล้ว.. ทำได้เพียงแค่ครั้งเดียว..!”

หลิงหยุนรู้ดีว่าครั้งนี้เขาใช้พละกำลังเกินไปมาก และคงต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งอาทิตย์กว่าจะฟื้นตัว

หลิงหยุนเรียกน้ำลายมังกรออกมาดื่มเข้าไปหลายอึก แล้วนั่งลงขัดสมาธิอาศัยพลังชีวิตจากน้ำลายมังกรเดินลมปราณอยู่ครู่หนึ่งจึงลุกขึ้นยืน

“หากต้องการจะนำหินมังกรเขียวขึ้นมาจากหลุมยักษ์ ก็คงต้องรอให้เข้าสู่ขั้นพลังชี่-7 และฝึกวิชาเคลื่อนย้ายภูเขาให้ได้เสียก่อน..” หลิงหยุนจ้องมองก้นหลุมยักษ์ในขณะที่พึมพำกับตัวเอง

หากเข้าสู่ขั้นพลังชี่-7 และหลังจากฝึกวิชาย้ายภูเขาได้สำเร็จ หินไม่กี่สิบตันนี้ก็จะไม่อยู่ในสายตาของหลิงหยุนอีกเลย เขาจะสามารถยกมันเล่นได้ไม่ต่างจากของเด็กเล่น

และเมื่อถึงตอนนั้น หลิงหยุนก็อาจจะสร้างแหวนพื้นที่ที่มีความจุกว้างใหญ่กว่านี้ แล้วจึงลงไปที่หลุมยักษ์และเรียกหินมังกรเขียวเข้าไปเก็บไว้ด้านใน ทั้งง่ายและไม่ยากที่จะเรียกออกมาเมื่อต้องการ

หลิงหุยนมั่นใจว่าหินมังกรเขียวก้อนนี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับมังกรอย่างแน่นอน ไม่เช่นนั้นแล้วคงเป็นไปไม่ได้ที่มันจะดูดซับเอาน้ำลายมังกรเข้าไปทันที และดูเหมือนว่ามันจะเป็นสมบัติล้ำค่ามากชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว ไม่เช่นนั้นเขาคงจะไม่แย่งของรักชิ้นนี้มาจากเซียนหยกอย่างแน่นอน

หลังจากพักผ่อนครู่ใหญ่ หลิงหยุนก็ออกจากหลุมยักษ์และมุ่งหน้าไปยังทุ่งหญ้าหยิน หญ้าหยาง และหญ้าน้ำลายมังกร เขาจัดการดูดซับเอาพลังชีวิตเข้าไปทดแทนที่สูญเสียไป

เวลาผ่านไปเร็วอย่างไม่รู้ตัว จนกระทั่งท้องของหลิงหยุนร้อง  เขาจึงหยุดฝึกและออกเดินทางกลับไปยังบ้านเลขที่-1

เมื่อกลับไปถึง หลิงหยุนก็เห็นตี้เสี่ยวอู๋ยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ เขาจึงไม่รบกวน และเดินตรงเข้าไปยังห้องรับแขก แล้วจัดการเรียกต้นหลิวเทวะออกมาจากแหวนพื้นที่

สิ่งที่ทำให้หลิงหยุนรู้สึกประหลาดใจก็คือ ภายในแหวนพื้นที่ไม่มีทั้งน้ำและแสงแดด ไม่เพียงต้นหลิวเทวะไม่มีทีท่าว่าจะเหี่ยวเฉาแม้แต่น้อย แต่กลับมีชีวิตชีวาและมีพลังชีวิตกระจายออกมามากมาย!

ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าดอกตูมของมันกลับจะโตขึ้นมากกว่าเดิมเสียอีก และเริ่มดูเหมือนว่าจะมีใบงอกออกมาด้วย

“ดูสิว่าเจ้ายังจะดื่มเลือดของข้าอยู่อีกหรือไม่..?” หลิงหยุนกัดนิ้วและหยดเลือดลงไปบนต้นหลิวเทวะ

และครั้งนี้หลิวเทวะดูดเลือดหลิงหยุนไปเพียงเล็กน้อย ไม่มากมายเหมือนเมื่อครั้งก่อน

“คงจะกินไปจนอิ่มแล้วล่ะสิ..” หลิงหยุนหัวเราะ ขณะที่เก็บหลิวเทวะกลับเข้าไปในแหวนพื้นที่ดังเดิม

จากนั้นจึงเรียกคัมภีร์เสวียนหวงออกมา หลังจากที่พยายามฝึกวิชาตามคัมภีร์นั้น จุดตันเถียนของหลิงหยุนก็ปล่อยพลังปราณสีเหลือและสีดำออกมา

“พลังปราณสีเหลืองและสีดำนี้ เป็นพลังปราณบนโลกใบนี้งั้นรึ?” หลิงหยุนพึมพำกับตนเองอย่างแปลกใจ

เมื่อแสงบนท้องฟ้าเริ่มทอประกาย หลิงหยุนก็เดินออกมาจากห้องนั่งเล่น และตรงเข้าไปเรียกตี้เสี่ยวอู๋ที่ยังคงฝึกฝนไม่หยุด ทั้งสองคนออกไปหาอาหารเช้ากินก่อนไปโรงเรียน