ตอนที่ 889

The Divine Nine Dragon Cauldron

DND.889 – กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ
  “เหยามู่เต๋าเหริน!”
  รองผู้จัดการใหญ่ถอนหายใจ
  “เขาคือคนที่แข็งแกร่งถึงขีดสุดทั้งยังหาได้ยากแต่เขาตายในป่าปีศาจร้างโดยไม่มีใครรู้สาเหตุ”
  เมื่อได้ฟังซือหยูคิด…เป็นเขาจริงๆด้วย! นั่นแสดงว่าสิ่งที่เขียนในคู่มือเป็นเรื่องจริง! ถ้าอย่างนั้น ทรายสีทองที่ข้าได้มามันมีความหมายอะไรกัน?
  แม้ว่าซือหยูจะรู้ทุกคำในทรายทองแล้วเขาก็มิอาจเชื่อมต่อมันเป็นความเรียงได้ ไม่ว่าจะพยายามเรียงกี่รูปแบบก็ดูเหมือนทรายสีทองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้าความทั้งหมด น่าจะมีคำที่หายไปอยู่
  “เจ้ารู้แค่นี้ก็พอแล้วไม่จำเป็นที่ข้าต้องพูดมากกว่านี้ ทีนี้ข้าจะบอกเจ้าถึงเรื่องในงานเซ่น”
  รองผู้จัดการใหญ่กล่าว
  “ในอดีตงานเช่นสื่อถึงการเซ่นสังเวยเท่านั้น แต่ตั้งแต่ที่มีกลุ่มอำนาจของเขตกลางรุกร้ำมาที่เมืองเทียนหยา เรื่องราวก็เปลี่ยนไป”
  เขาพูดต่อ
  “ในสงครามครั้งใหญ่เมื่อร้อยปีก่อนเมืองเทียนหยาถูกทำลายในข้ามคืน จากนั้น ทั้งสองฝ่ายก็พักรบและสร้างเมืองส่วนในขึ้นมาใหม่ แต่ดินแดนมีดสวรรค์ที่ติดกับดินแดนพรสวรรค์ไม่คิดจะจบความขัดแย้ง พวกมันเลยทำลายเมืองส่วนใน ตำหนักโลหิตกับตำหนักเมฆาม่วงหมดหวังที่จะเจรจากับจ้าวดินแดนมีดสวรรค์”
  รองผู้จัดการใหญ่ส่ายหน้า
  “ท้ายสุดเราสรุปว่าดินแดนมีดสวรรค์จะไม่จู่โจมเมืองเทียนหยาอีก แลกกับที่ดินแดนมีดสวรรค์จะได้สิทธิ์ในการค้าขายที่เมืองเทียนหยา”
  เขาหยุดพักและพูดต่อ
  “นี่เป็นเหตุในมีเรื่องงานเซ่นมาเกี่ยวข้องในแต่ละปี ฝ่ายใดที่พยายามเซ่นมากที่สุดจะได้สิทธิ์ในร้านค้าต่างๆ แน่นอนว่ามันรวมถึงการค้าของสิบแปดสำนักในดินแดนพรสวรรค์ด้วย”
  เขายิ้มและพูดต่อ
  “เพราะดินแดนพรสวรรค์ของพวกเขาค่อนข้างเล็กขณะที่ดินแดนมีดสวรรค์มีเขตกลางหนุนหลังอยู่ พวกเขาเต็มไปด้วยผู้มีพรสวรรค์ ยังมียอดอัจฉริยะภาษาไม้ถึงสองคน”
  เขากระพริบตาและพูดต่อ
  “ดังนั้นดินแดนมีดสวรรค์จึงได้สิทธิ์ในการเปิดร้านทุกปีก็อย่างที่เจ้าเห็น กว่าครึ่งของร้านในเมืองเทียนหยาอยู่ใต้การควบคุมของเขตมีดสวรรค์”
  เขาสรุป
  “ข้าหวังว่าเจ้าจะพยายามให้ดีที่สุดในปีนี้ข้าไม่คิดว่าเจ้าจะเอาชนะอัจฉริยะสองคนของพวกมันได้ ข้าแค่หวังว่าเจ้าขัดขวางพวกเขาได้บ้าง ที่สำคัญที่สุด โปรดอย่าให้พวกเราแพ้อย่างไร้เกียรติ”
  ซือหยูสงสัยในเรื่องนี้มาก่อนเขาสงสัยอยู่ตลอดว่าทำไมการค้าในเขตกลางถึงขยายมาอย่างรวดเร็ว เขาได้คำตอบแล้ว!
  “แน่นอนว่าข้าจะทำให้ดีที่สุดแต่ขอข้าถามสักหน่อย…ข้าคือคนเดียวจากตำหนักโลหิตที่จะเข้าพิธีเซ่นสังเวยหรือไม่?”
  ซือหยูถาม
  รองผู้จัดการใหญ่หัวเราะ
  “เจ้าต้องไม่ใช่คนเดียวอยู่แล้ว!ยังมีคนอื่นอยู่อีก!”
  “ผู้ใดหรือ?”
  ซือหยูถาม
  “ตอนนี้ข้าบอกเจ้าไม่ได้ยิ่งตัวตนเป็นที่รู้จักเร็วเท่าใด นั่นก็ยิ่งอันตรายมากเท่านั้น ปีที่แล้ว อัจฉริยะภาษาไม้ของตำหนักโลหิตถูกเขตกลางลอบสังหารเพราะถูกเปิดเผยตัวตน!”
  รองผู้จัดการใหญ่กล่าว
  ซือหยูใจหายเมื่อตระหนักได้ถึงอันตรายที่กำลังเผชิญก่อนที่จะเข้าร่วมงาน ตัวตนของเขาคือความลับ แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับเขาหลังจากนั้นเล่า? ถ้าเขาต้องพบชะตาเดียวกันกับคนที่ปีที่แล้วล่ะ!
  รองผู้จัดการใหญ่ยิ้มราวกับอ่านใจซือหยูออก
  “เจ้าไม่ต้องห่วง…ข้าจะส่งคนคุ้มกันเจ้าจนกลับถึงตำหนักถึงแม้งานเซ่นจะทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย มันก็จะให้ประโยชน์กับเจ้าอย่างมาทีเดียว!”
  เขาอธิบายต่อ
  “ระหว่างงานพลังบริสุทธิ์จะออกมาจากป่าปีศาจร้าง ในฐานะของผู้รู้ภาษาไม้ เจ้าจะเป็คนแรกที่ได้รับพลังนั้น นั่นจะช่วยเพิ่มฐานพลังของเจ้าได้มาก!”
  ซือหยูครุ่นคิดและพยักหน้าแต่เขาก็ยังสงสัย…ฐานพลังที่เพิ่มขึ้นของข้ามันจะคุ้มกับความปลอดภัยได้ยังไง?
  ต่อให้ซือหยูรอดชีวิตกลับตำหนักเขาก็จะถูกผู้มีอำนาจจากเขตกลางจับตามอง นั่นหมายความว่าเขาจะยังคงมีอันตรายอยู่ เขารู้สึกว่างานเซ่นสังเวยครั้งนี้เสี่ยงเกินไปสำหรับเขาเล็กน้อย
  แต่เขาก็ไม่คิดจะผิดสัญญาเพราะความลับในทรายทองคำของเหยามู่เต๋าเหรินนั้นอาจจะน่าตกตะลึง จะอย่างไรเขาก็ต้องเดินทางไปที่ป่าปีศาจร้างให้ได้
  “เจ้าพักที่นี่หนึ่งวันหลังวันพรุ่งนี้เจ้าจะถูกพาไปจุดรวมพลลับที่คนรู้ภาษาไม้จากดินแดนพรสวรรค์รู้กัน เจ้าต้องพยายามสามัคคีกับพวกเขาให้มาก เพราะเจ้าจะต้องแข่งกับสองคนจากเขตกลาง…”
  รองผู้จัดการใหญ่กล่าว
  มีคนรู้ภาษาไม้จากสำนักอื่นด้วยรึ?ซือหยูคิดพลางพยักหน้า
  หลังจากผ่านไปหนึ่งวันรองผู้จัดการใหญ่พาซือหยูไปที่ชั้นใต้ดินของอาคารเก้าชั้น ค่ายกลที่ซ่อนอยู่ถูกใช้งานอย่างลับๆ
  “นี่คือค่ายกลที่ตำหนักสร้างมาคุ้มกันพวกเราจากอันตรายห้ามบอกผู้ใดเด็ดขาด….”
  รองผู้จัดการใหญ่เตือนซือหยูขณะที่ใช้ค่ายกล
  คลื่นพลังแล่นผ่านตัวซือหยูเมื่อเขาลืมตาอีกครั้งก็พบว่าเขาอยู่ห่างจากเมืองเทียนหยาไปมาก เขาปรากฏตัวในที่โล่งไร้ผู้คน
  “ตามข้ามา!”
  รองผู้จัดการใหญ่เรียกสายลมไปที่เท้าของซือหยูเพื่อให้เขาบินขึ้น
  ครึ่งชั่วยามต่อมาณ ชายแดนอันว่างเปล่าในป่าหิน
  เมื่อรองผู้จัดการใหญ่มาถึงลำแสงที่มีพลังอันน่าตกใจส่องประกายออกมาจากป่าหินแห่งนี้ หากมองงใกล้ๆจะพบว่าพวกเขาล้วนเป็นจ้าวเทวะชั้นสูงที่มีพลังระดับเจ็ดเหมือนกับรองผู้จัดการใหญ่!
  “ข้าเอง!”
  รองผู้จัดการใหญ่ร้องเรียกขณะที่ปล่อยพลังของตัวเองออกไป
  ทันทีที่พลังของป่าหินอ่อนลงคนมากมายก็บินออกมาจากป่าหิน ในบรรดาผู้คนเหล่านั้นมีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งบุรุษและสตรี
  “ปีศาจเฒ่าอู๋ใยเจ้าใช้เวลานานนัก?”
  นักบวชศีรษะแดงล้านใบหูใหญ่ถามด้วยเสียงแหบพร่า
  รองผู้จัดการใหญ่เป็นคนสกุลอู๋นี่เอง!ซือหยูคิดเมื่อได้ยิน
  “ขออภัยที่ข้ามาช้าข้ากำลังทำเรื่องสำคัญอยู่”
  รองผู้จัดการใหญ่ยิ้มและประสานมือทักทาย
  นักบวชหัวแดงหูใหญ่เหลือบมองซือหยู
  “นี่หรืออัจฉริยะคนใหม่ที่เจ้าหามา?เขาดูดีทีเดียว แต่ข้าไม่รู้ว่าเขามีความสามารถหรือไม่ อย่าให้เขามาขวางตำหนักเมฆาม่วงล่ะ!”
  นักบวชผู้นี้คือผู้นำจากตำหนักเมฆาม่วงเขาพูดบ่งบอกว่าซือหยูนั้นมีรูปลักษณ์ที่ใช้ได้และดูมีภาวะอารมณ์ที่ดี แต่เขาก็ไม่แน่ใจว่าซือหยูมีความรู้เรื่องภาษาไม้จริงหรือไม่
  “ข้าเคยเลือกคนผิดมาก่อนหรือ?ไปคุยกันข้างในเถอะ ให้เขาได้ทำความรู้จักกับคนอื่นๆเสียก่อน รีบคุ้นเคยกันเท่าที่จะเป็นไปได้คือเรื่องดี…”
  รองผู้จัดการใหญ่กล่าว
  ซือหยูถูกพาไปยังป่าหินนี่เป็นเวลาที่เขาพบว่ามีโลกอีกใบอยู่ด้านใน มันตกแต่งอย่างงดงามและมีค่ายกลฝังอยู่ มันกันเสียงและต้านทานการสั่นของพลัง! ทั้งหมดก็เพื่อทำให้ยากที่ภายนอกจะรู้ว่าเกิดอะไรในด้านใน
  ซือหยูมองรอบๆและคิดในใจ…ว้าว!พวกเขาปกป้องคนรู้ภาษาไม้ถึงขนาดนี้!
  “เจ้าของร้านซือท่านมาสักทีนะ!”.novel-lucky
  เสียงหัวเราะยินดีดังขึ้นมา
  เมื่อซือหยูกันไปมองก็พบชายแก่ในสายตาเขาแปลกใจที่ได้เห็นอาจารย์เกา!
  “อาจารย์เกาทำไมท่าน…หรือว่า….คนรู้ภาษาไม้อีกคนของตำหนักโลหิตคืออาจารย์เกางั้นรึ?”
  ชายคนนี้คืออาจารย์เกาที่เป็นพิธีกรในงานประมูลของตำหนักโลหิต!เขาเป็นที่รู้จักในด้านที่มีความรู้กว้างขวาง แม้แต่อสูรเนรมิตรยังต้องการคำชี้แนะจากเขา เขาเป็นคนที่มีเกียรติอย่างมากในเมืองเทียนหยา
  “ข้าควรจะรู้อยู่แล้วว่าเป็นท่าน!”
  ซือหยูอุทานเพราะอาจารย์เกานั้นมีความรู้มาก ไม่แปลกใจที่เขาจะรู้ภาษาไม้ด้วย
  อาจารย์เกายิ้มอย่างนอบน้อม
  “ข้าก็เพิ่งจะได้รู้ว่าคนที่รองผู้จัดการใหญ่หามาไม่ใช่ใครที่ไหนแต่เป็นเจ้าของร้านซือ!วารีผงกลั่นดวงใจที่ท่านนำมาเหมือนกับพรจากสวรรค์แก่ยอดฝีมือในเมืองเทียนหยาไม่มีผิดเพี้ยน”
  “โอ้?เขาคือเจ้าของร้านซือที่ขายวารีผงกลั่นดวงใจรึ?”
  คนรอบๆคนหนึ่งทำสีหน้าแปลกใจ
  “ฮ่าๆๆข้าก็คิดอยู่แล้วเชียวว่าจะเป็นใคร? กลายเป็นว่าเจ้าของร้านซือที่แก้ผ้าว่ายน้ำกลางวันแสกๆแล้วไปล่วงเกินสตรีนั่นเอง!”
  อีกคนกล่าวขึ้นมา
  ซือหยูชายตามองคนที่พูดทันทีเขาเห็นชายวัยกลางคนสองคน ชายด้านซ้ายสวมชุดคลุมสีส้มหลวมๆ เขากำลังจ้องมองซือหยูด้วยความตกใจ ฐานพลังของเขาอยู่ในขอบเขตจ้าวเทวะระดับหนึ่ง!
  ส่วนอีกคนสวมเสื้อสีดำเขาหน้าแดงและทำหน้ายิ้มเยาะ ฐานพลังของเขาอยู่ในขอบเขตจ้าวเทวะระดับสอง!
  ซือหยูสับสนกับคำพูดของคนที่สองเขาคิด…ข้าไปแก้ผ้าว่ายน้ำกับล่วงเกินสตรีตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?
  เขาไม่อยากจะเสียเวลาอธิบายกับคนเหล่านี้เขาจึงเดินไปยืนข้างอาจารย์เกาเงียบๆ เขาอยากจะเก็บแรงไว้สำหรับงานเซ่น
  “เจ้าของร้านซือท่านยังมีวารีผงกลั่นดวงใจอีกหรือไม่?”
  เสียงอ่อนโยนไพเราะอันคุ้นเคยลอยมาถึงหูของซือหยู
  ซือหยูตกใจเมื่อได้ยินเมื่อเขาลืมตามองหาต้นเสียงก็เบิกตากว้างเล็กน้อย แต่เขาก็รีบใจเย็นลงและถามออกไป
  “ใช่แล้วแม่นางลู่ต้องการเท่าใดหรือ?”
  สตรีตรงหน้าเขาคือลู่จือยี่!นางก็เป็นผู้ที่รู้ภาษาไม้เช่นกัน นางถูกแต่งตั้งให้มาที่นี่!
  ซือหยูนึกถึงวันแรกที่เขามาเมืองเทียนหยาเขาจำได้ว่าเห็นนางออกจากฐานของตำหนักเมฆาม่วง ครั้งนั้นเขาสงสัยว่าลู่จือยี่เดินทางมาที่เมืองเทียนหยาเพราะอะไร แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเพราะงานเซ่นครั้งนี้!
  ลู่จือยี่หัวเราะเบาๆรอยยิ้มของนางไม่ต่างกับบุพผาบานสะพรั่ง
  “ข้าตกใจนักที่เจ้าของร้านซือยังจำข้าได้”
  วันนั้นที่ประตูหน้าบ้านจันทร์กระจ่าง ลู่จือยี่คิดว่าเขาคือซือหยู นั่นแสดงให้เห็นว่านางจดจำเขาได้อย่างลึกซึ้ง
  “เป็นเกียรติสำหรับข้านัก”
  ซือหยูไม่แม้แต่เงยหน้าเมื่อหยิบวารีผงกลั่นดวงใจออกมาสามขวดและยื่นให้นางก่อนจะถาม
  “เท่านี้พอหรือไม่?”
  ลู่จือยี่ตาเป็นประกายใบหน้าซีดของนางแดงระเรื่อเล็กน้อย
  “ข้าไปที่ร้านตงหลินแต่ก็น่าเสียดายที่ข้าช้าไป ขอบคุณเจ้าของร้านซือที่เอื้อเฟื้อ”
  นางกำลังจะเรียกแก้วออกมาจ่ายแต่ซือหยูก็ถามขึ้นมา
  “แม่นางลู่ท่านอยากจะได้วารีผงกลั่นดวงใจไปใช้เองหรือ?”
  นางเป็นจ้าวเทวะอยู่แล้วฤทธิ์ของวารีผงกลั่นดวงใจคงจะเล็กน้อยต่อนาง ต่อให้เป็นจ้าวเทวะระดับหนึ่งก็ไม่สนใจโอสถนี้อยู่แล้ว ซือหยูจึงสงสัยว่าทำไมนางถึงดีใจนัก?
  ลู่จือยี่ลังเลไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบ
  “จริงๆแล้วมันมิใช่ความลับหรอก….ตอนที่ข้าไปฝึกที่กระโจมเทพสวรรค์วิญญาณของข้าบาดเจ็บ ข้าต้องหาสิ่งชดเชยมาฟื้นคืนดวงวิญญาณของข้า”
  เพราะโอสถชั้นยอดที่มีฤทธิ์ทำให้วิญญาณแข็งแกร่งที่จ้าวเทวะจะใช้ได้หายากยิ่งกว่าวารีผงกลั่นดวงใจแม้จะมีเงินทองก็มิอาจได้มาโดยง่าย นางจึงหมดหวังและเลือกที่จะซื้อวารีผงกลั่นดวงใจที่ฤทธิ์อ่อนกว่ามาแทน
  “กระโจมเทพสวรรค์รึ?”
  ซือหยูพูดเบาๆเขามองลู่จือยี่และเจ็บปวดที่หัวใจอย่างไม่คาดคิด
  เขาคิด…มิใช่ว่าการบาดเจ็บของวิญญาณนางเป็นเพราะผลที่เกิดจากข้ารึ?
  ในตอนนั้นแสงสว่างส่องประกายที่มือซือหยูอีกครั้ง วารีผงกลั่นดวงใจอีกเจ็ดขวดปรากฏออกมา เขากล่าว
  “ฤทธิ์ของสามขวดคงจะน้อยเกินไป…สิบขวดคงจะดีกว่าสำหรับท่าน”
  ลู่จือยี่ดีใจนางอุทาน
  “สิบขวดเลยรึ!ได้…ราคาคือหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นดวงใช่หรือไม่?”
  “ไม่ต้องจ่ายหรอกถือว่าเป็นของขวัญจากข้าก็แล้วกัน”
  ซือหยูส่ายหน้าและพร้อมจะกลับไปที่ข้างอาจารย์เกา
  ลู่จือยี่ตกใจเล็กน้อยที่ซือหยูหันหน้าไปจากนางและเรื่องของขวัญนางมองซือหยูด้วยความแปลกใจก่อนจะเรียกเขา
  “เจ้าของร้านซือเราเพิ่งพบกันเพียงหนึ่งครั้ง! ข้ารับของขวัญมีค่ามากเช่นนี้จากท่านไม่ได้หรอก!”
  นางดึงดันที่จะจ่ายให้ซือหยูซือหยูพูดตอบเบาๆ
  “เห็นแก่ที่ท่านโหยหาคนผู้นั้น…ท่านรับไปเถอะ”
  คนนอกคงจะไม่เข้าใจความหมายที่ซือหยูพูดแต่ลู่จือยี่กลับตัวสั่นและทำได้แค่จ้องมองซือหยู คำพูดของเขาทำให้นางตกใจอย่างเห็นได้ชัด
  เขาหมายความว่ายังไงกัน?เขารู้ว่าข้าเข้าใจผิดว่าเขาคือหยินหยูงั้นรึ? หรือว่า…เขาให้ของขวัญกับข้าไปส่งๆเช่นนั้นเอง? ลู่จือยี่สับสน นางคิดจนหัวแทบจะระเบิด นางจ้องมองซือหยูอยู่ตลอดเวลาและพยายามจะหาวี่แววจากสีหน้าของเขา
  “ศิษย์พี่ลู่ถ้าเขาเสนอก็รับไปเสียเถอะ ท่านยังไม่รู้อีกหรือว่าเขาอยากจะได้สิ่งตอบแทนจากท่าน?”
  ชายเสื้อดำหน้าแดงพูด
  “เขาค่อนข้างฉลาดทีเดียวกับการซื้อความเป็นมิตรจากท่านด้วยเงินแค่หนึ่งแสนหนึ่งหมื่น! ถ้าเป็นยามปกติ เขาคงจะทำให้ท่านหันมองไม่ได้ด้วยเงินจำนวนนั้นหรอก!”