ภาคที่ 4 บทที่ 164 เล่นถึงตาย

ราชันบัลลังก์เลือด(原血神座)

บทที่ 164 เล่นถึงตาย

“พลังใจไม่สำคัญ ! สิ่งที่สำคัญคือความแข็งแกร่ง !”

“ถ้าแค่กัดฟันสู้ก็เพียงพอที่จะชนะได้แล้ว ความแข็งแกร่งจะมีไว้เพื่ออะไรกัน ?”

“ตั้งสมาธิ ปลดปล่อย ! เผ่าอาร์คาน่าอยู่ยงคงกระพัน !”

อาซือถิงรู้สึกเหมือนกำลังได้ยินเสียงคำพูดเก่า ๆ ของเขาตัวเองดังแว่วเข้ามาในหู

ช่างน่าสนใจเสียจริง ตัวเขาที่ก่อนหน้านี้เชื่อมั่นเพียงแค่ความแข็งแกร่ง และไม่เคยแยแสในพลังใจ พลังแฝง หรือแรงผลักดันเลยแม้แต่น้อย แต่ตอนนี้เขากลับเริ่มผลักดันและปลดปล่อยพลังที่ซ่อนอยู่ในตัวเขาออกมา

สำหรับชาวอาร์คาน่าแล้ว การปลดปล่อยพลังแฝงถือเป็นเรื่องยากเป็นพิเศษ

แต่หากทำสำเร็จผลลัพธ์ที่ได้ก็จะน่ากลัวอย่างยิ่ง

อาซือถิงรวบรวมพลังทั้งหมดของเขา ทำให้แรงกดดันกระจายตัวออกไปทั่วอีกครั้ง จนแม้แต่ซูเฉินก็ยังรู้สึกถึงความอันตรายนี้

อาซือถิงกำลังจะใช้วิชาอาคมอาร์คาน่าระดับ 6 อีกครั้ง

อาซือถิงเป็นปรมาจารย์อาคมอาร์คาน่าระดับ 5 โดยปกติแล้ว เขาจะสามารถใช้ได้เพียงวิชาอาร์คาน่าที่จัดเป็นอาคมระดับ 5 เท่านั้น แต่เช่นเดียวกับที่ผู้แข็งแกร่งสามารถหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของพลังต้นกำเนิดได้ เหล่าปรมาจารย์อาร์คาน่าเองก็มีวิธีการของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดพวกนี้เช่นกัน ในช่วงต้นสมัยการปกครองของอาณาจักรอาร์คาน่า เผ่าอาร์คาน่าได้พัฒนาวิธีการนานัปการเพื่อเอาชนะข้อจำกัดเหล่านี้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ซูเฉินไม่แปลกใจที่อีกฝ่ายสามารถใช้อาคมอาร์คาน่าระดับ 6 ได้

แต่เพราะมันเป็นการก้าวข้ามระดับ อาซือถิงเลยใช้ได้เพียงรัศมีเพลิงเท่านั้น แม้รัศมีเพลิงนี้จะเป็นวิชาอาคมอาร์คาน่าระดับ 6 แต่ก็มีไว้เพื่อใช้กับเป้าหมายหมู่ ดังนั้นพลังทั่วไปของมันจึงไม่ได้สูงไปกว่าคลื่นทมิฬมรณะมากนัก ที่เขาเลือกวิชานี้มาเมื่อหลายปีก่อน นั่นเป็นเพราะเขารู้สึกว่าตนมีโอกาสที่จะเผชิญกับการถูกล้อมโจมตีมากกว่าที่จะถูกไล่ล่าโดยผู้แข็งแกร่งเพียงหนึ่ง

นับแต่นั้นมา นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเริ่มเสียใจกับการตัดสินใจในตอนนั้น

รัศมีเพลิงไม่ทรงพลังพอที่จะที่จะกำจัดคู่ต่อสู้ของเขา แต่อย่างน้อยที่สุดอาซือถิงก็รู้ว่ามันเป็นภัยคุกคามต่อซูเฉิน

วิชาอาคมอาร์คาน่าระดับ 6 อันทรงพลังที่มีไว้เพื่อใช้งานกับเป้าหมายเดียว จะต้องสามารถสังหารศัตรูตรงหน้าเขาได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นในเวลานี้ อาซือถิงจึงได้ตัดสินใจที่จะตัดเส้นทางการล่าถอยของเขา

แสงสีเขียวที่ดูน่าสยดสยองสอดประสานกับเส้นแสงสีดำที่บิดเบี้ยว ควบรวมตัวกันอยู่ที่เบื้องหน้าของอาซือถิง เห็นได้ชัดว่าวิชาอาร์คาน่าที่เขากำลังจะใช้ออกนั้นต้องเป็นวิชาที่มีพิษร้ายแรงอย่างแน่ แต่เขาก็ไม่ได้หยุดเพียงแค่นี้

ในเวลาเดียวกันกับที่ไอพิษมรณะสีเขียวปรากฏขึ้น ร่างโปร่งแสงของหญิงสาวผู้มีเสน่ห์ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อม ๆ กัน นางเงยหน้าขึ้นและเริ่มบรรเลงบทเพลงที่ฟังดูคร่ำครวญโศกเศร้าด้วยเสียงไพเราะ

น้ำเสียงที่มีเสน่ห์และชวนหลงใหลของนาง มันทำให้คนที่ได้ฟังอยากจะยอมจำนนให้

เมื่อวิชานี้ถูกใช้งาน ร่างกายของอาซือถิงก็เริ่มแก่ชราลงอย่างรวดเร็ว การฝืนใช้วิชาอาร์คาน่าข้ามระดับเป็นผลทำให้พลังชีวิตของเขาหมดไปอย่างรวดเร็ว

“ไปซะ พรายดรุณี ฆ่าไอ้เวรนั่นซะ !”

พรายดรุณีผู้งดงามหัวเราะคิกคักอย่างมีเสน่ห์ให้ซูเฉิน ในขณะที่คลื่นไอพิษที่หนาแน่นพุ่งเข้าหาเขา

“งั้นนั่นคือวิชาที่แกร่งที่สุดของเจ้า ? ใช้วิชาจิตควบคู่ไปกับพิษที่ช่วยเสริมพลังให้กัน ในตอนที่วิชาจิตลบล้างความสามารถในการนึกคิดของเป้าหมาย ความสามารถในการต้านทานพิษก็จะลดลงตามไปด้วย และความเสียหายที่เพิ่มขึ้นจากพิษก็จะทำให้เป้าหมายรับมือกับการโจมตีจากวิชาจิตได้ยากขึ้น แต่นี่ก็หมายความว่าหากใช้การโจมตีนั่นเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ไม่ได้ทรงพลังอะไรเป็นพิเศษ แต่พวกมันจะแข็งแกร่งขึ้นเมื่อใช้ออกพร้อมกัน ….”

“ … ข้าเข้าใจแล้ว ! นี่คงจะเป็นผลจากการผสมผสานวิชาอาคมอาร์คาน่าระดับ 4 ทั้ง 2 อย่างให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่น่าแปลกใจเลยที่เจ้าสามารถใช้วิชาข้ามระดับเช่นนี้ได้ เพราะเจ้ามีรากฐานอยู่ก่อนแล้วนี่เอง”

ร่างกายของซูเฉินทอประกายจาง ๆ ไม่เพียงแต่จะขวางกั้นการโจมตีทางจิตของพรายดรุณีเอาไว้ได้เท่านั้น เขายังวิเคราะห์ดูพิษของวิชาอาร์คาน่าตรงหน้าอย่างใจเย็นอีกด้วย

“นี่- เป็นไปได้ยังไงกัน ?” อาซือถิงจ้องไปที่ชายหนุ่มด้วยความตกใจ

อีกฝ่ายป้องกันตัวเองจากการจู่โจมของพรายดรุณีได้ง่าย ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร ?

ซูเฉินจ้องมองกลับด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ “ดูเหมือนว่าสติปัญญาของเจ้าจะต่ำกว่าความแข็งแกร่งที่มีมากเลยนะ เจ้าไม่เคยตรวจสอบเบื้องหน้าเบื้องหลังของข้ามาก่อนเลยหรือ ? อีกเพียงครึ่งก้าวข้าก็เป็นนักปรุงยาระดับปรมาจารย์แล้ว พิษจากอาคมระดับ 4 จะทำอะไรข้าได้อย่างไร ? ส่วนการลอบโจมตีของพรายดรุณี เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าวิชาควบคุมจิตของอาร์คาน่าทั้งหมดก่อนหน้านี้ที่เจ้าเคยใช้กับข้ามันไม่เคยได้ผล ?”

อาซือถิงหมดสิ้นคำพูด

พรายดรุณีกรงเล็บโจมตีเจาะการป้องกันอย่างดุร้าย แต่นางไม่สามารถบุกรุกเข้าไปในจิตใจของซูเฉินได้เลย

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่นางจะทำลายกำแพงพลังจิตอันทรงพลังที่ซูเฉินสร้างขึ้นรอบ ๆ หัวใจของเขา

วิชาอาคมอาร์คาน่าระดับ 6 ทรงพลังอย่างแท้จริง และการโจมตีผสานด้วยพลังจิตกับพิษก็รุนแรงพอแล้วที่จะจัดการกับคู่ต่อสู้ส่วนใหญ่ แม้แต่หลี่ฉงซานก็คงไม่มีความกล้าพอที่จะเผชิญหน้ากับการผนวกวิชาเช่นนี้

อย่างไรก็ตาม ถึงวิชาหรือทักษะเหล่านั้นจะทรงพลังและมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน แต่หากใช้กับคู่ต่อสู้ผิดคนพลังของมันก็จะอ่อนแออยู่ดี

อาจกล่าวได้ว่าซูเฉินนับเป็นศัตรูตัวฉกาจของวิชาอาร์คาน่าประเภทพิษกับประเภทพลังจิตโดยสมบูรณ์ หากใช้วิชาประเภทใดประเภทหนึ่งในนี้เพื่อหวังจะจัดการกับเขา ก็นับได้ว่าทำพลาดครั้งใหญ่และต้องเจอกับความล้มเหลวอย่างแน่นอน

“ถึงตาข้าแล้วใช่ไหม ?” ซูเฉินยิ้มอย่างโหดร้ายให้คู่ต่อสู้ของเขา

ผมของอาซือถิงกลายเป็นสีขาวสนิทหมดแล้ว

ไม่ว่าผลลัพธ์สุดท้ายของวิชาอาคมอาร์คาน่าระดับ 6 จะเป็นอย่างไร ค่าตอบแทนเพื่อใช้พวกมันย่อมต้องไม่น้อย

“ตาย !” ซูเฉินตะโกนออกมาและวาดดาบของเขา

เคร้ง !

เสียงเหล็กสั่นสะเทือนดังก้องราวกับเสียงคำรามของมังกรที่ทะยานผ่านกลุ่มเมฆ คลื่นพลังเดือดพล่านราวกับน้ำหลากทะลักออกจากตัวดาบ

ซูเฉินได้อัดพลังสายฟ้าและเปลวเพลิงทั้งหมด รวมไปถึงพลังจิตของเขาใส่ลงไปในดาบนี้

ผลลัพธ์ที่ได้คือพลังทำลายล้างอันไร้ขอบเขตที่กลืนกินทุกสรรพสิ่งรอบข้าง

ช่างน่ากลัว ! ชายหนุ่มผู้นี้ที่อยู่เพียงแค่ด่านทะลวงลมปราณ แต่กลับสามารถปลดปล่อยการโจมตีทรงพลังในระดับที่มีเพียงด่านสู่พิสดารเท่านั้นที่ควรจะทำได้ออกมาได้อย่างไร ?

อาซือถิงตกใจ แต่เขาก็ไม่มีเวลาให้คิดแล้ว

ประสบการณ์การต่อสู้เกือบร้อยปีช่วยให้เขาสร้างกำแพงป้องกันจำนวนมากขึ้นมาได้ในเวลาสั้นโดยสัญชาตญาณ และในขณะเดียวกันร่างของเขาก็จางหายไปในความว่างเปล่า

อาซือถิงเตรียมที่จะถอยกลับ

เขาต้องการจะถ่วงเวลาเอาไว้จนกว่ากำลังเสริมของเผ่าคนเถื่อนจะมาถึง แล้วร่วมมือกับพวกเขาเพื่อสังหารซูเฉิน

คมดาบตัดผ่านเกราะป้องกันทั้งหลายประหนึ่งตัดเนย พุ่งเข้าหาอาซือถิงที่ดูเหมือนกับกลุ่มควันที่กำลังลอยหนีไป แม้มันจะช่วยให้อยู่ยงคงกระพันได้ชั่วคราวแต่ก็ทำให้เขาไม่สามารถโจมตีได้ ตอนนี้เป้าหมายเดียวของเขาคือการถ่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม ยิ่งเขาลากถ่วงเวลาออกไปนานเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกเหมือนว่ามีบางอย่างผิดปกติ

ทำไมเผ่าคนเถื่อนถึงยังไม่มาอีก ?

มันไม่ช้าเกินไปหน่อยหรือ ?

“เจ้าคงกำลังสงสัยอยู่ว่าทำไมพวกกำลังเสริมถึงยังมาไม่ถึงอีกใช่หรือไม่ ?” ซูเฉินกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน

หัวใจของอาซือถิงเต้นอย่างบ้าคลั่ง เขาสัมผัสได้ว่าซูเฉินกำลังจะพูดอะไรบางอย่างที่เขาไม่อยากได้ยิน

ซูเฉินกล่าวต่อ “คนธรรมดามักสงสัยในผล ส่วนคนฉลาดมักสงสัยในเหตุ หากข้าเป็นเจ้า ตอนนี้ข้าจะไม่สงสัยหรือแปลกใจเลย อันที่จริง ข้าคงจะสงสัยทันทีที่คู่ต่อสู้ปล่อยให้ข้าส่งสัญญาณเรียกกำลังเสริมแล้ว… ว่าเหตุใดถึงปล่อยให้ข้าทำเช่นนั้น ?”

“เจ้า… ” อาซือถิงจ้องไปที่ซูเฉิน ด้วยใบหน้าที่ดูสับสน

ซูเฉินถอนหายใจและพูดต่อ “คนธรรมดาจะนั่งรอคำตอบ ในขณะที่คนฉลาดจะมองหาคำตอบ หากข้าเป็นเจ้า ข้าคงจะตระหนักได้ว่าพลังจิตของศัตรูแข็งแกร่งกว่าข้ามาก ทันทีที่การโจมตีด้วยวิชาจิตไร้ผลไปถึง 2 ครั้งแล้ว และผู้ที่มีพลังจิตสูงก็ย่อมจะมีวิชาจิตบางอย่างอยู่ด้วย วิชาจิตมีอยู่แตกต่างกันมากมายหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นในเชิงรุกหรือควบคุม ทว่าเจ้าก็ไม่ได้ถูกโจมตีเลย ดังนั้นข้อสรุปเดียวที่เหลืออยู่ก็คือ … ”

“ภาพลวงตา ! เจ้าใช้วิชาภาพลวงตากับข้า !” อาซือถิงตะโกนเสียงดัง พลางเอื้อมมือเข้าไปในเสื้อผ้าของเขา

จากนั้นเขาก็หยิบของบางอย่างออกมา

ศรส่งสัญญาณ !

กลับกลายเป็นว่าเขาไม่เคยส่งสัญญาณเรียกกำลังเสริมเลยแต่แรก ศรไฟก่อนหน้านี้นั้นล้วนเป็นภาพลวงตา

อาซือถิงโยนศรส่งสัญญาณโยนลูกศรสัญญาณฟ้าตามสัญชาตญาณ ประกายไฟลุกโชนขึ้นบนท้องฟ้าพร้อมกับส่งเสียงดังก้อง

‘คราวนี้ไม่ใช่ภาพลวงตาอย่างแน่นอน ข้าส่งสัญญาณออกไปจริง ๆ’ เขาคิดกับตัวเองอย่างตื่นเต้น

ฉัวะ !

แสงสะท้อนใบดาบตัดผ่านร่างของเขา

ตัวอาซือถิงสั่นสะท้าน เขาก้มศีรษะลงและพบว่าร่างของตนถูกผ่าออกเป็นสองส่วน

มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะปล่อยสัญญาณออกไปในขณะที่เขายังอยู่ในสภาพไร้ตัวตน ดังนั้นเขาจึงกลับสู่ร่างจริงในจังหวะที่ยิงศรขึ้นไปในอากาศ

แม้ว่าจะเป็นเวลาเพียงชั่วครู่ แต่ซูเฉินก็สามารถฉวยโอกาสนั้นไว้ได้

ผ่าศัตรูด้วยดาบเดียว

“เจ้า… ” อาซือถิงกระอักเลือดออกมาและมองที่ซูเฉินอย่างไม่เชื่อสายตา

ซูเฉินกล่าวอย่างไร้อารมณ์ “คนธรรมดาจะคอยตามผู้อื่น แต่คนฉลาดจะชี้นำผู้คน มาลองสมมุติดูอีกครั้ง หากข้าได้ยินศัตรูพูดกับข้ามากมายเช่นนี้ ข้าคงจะตระหนักได้ว่าอีกฝ่ายกำลังรอให้ข้าทำอะไรบางอย่างอยู่”

“ปาเหยียน… จะ… ฆ่าเจ้า”

“เรื่องนั้นคงจะกลับกันเสียหน่อย ข้าตั้งหากที่เล่นมันถึงตาย” ซูเฉินตอบอย่างเย็นชา

เขายกแขนขึ้น ฟันดาบสุดท้ายลง