เล่มที่ 25 เล่มที่ 25 ตอนที่ 746 สนามรบมีการเปลี่ยนแปลง

สนมโง่เจ้าจะหนีไปไหน

ในค่ำคืนที่มืดมิด ไม่อาจมองเห็นร่างของจิ่วหรงได้อย่างสิ้นเชิง

จิ้นอี้เฉินมองไปยังทิศทางที่จิ่วหรงจากไป การแสดงออกในดวงตาของเขาค่อยๆ หายไป

สกุลจง

เป็นดั่งคำพูดของจิ่วหรง ซูจิ่นซีไม่ได้มีอันตรายอันใด หลังจากพักผ่อนไปไม่กี่ชั่วยาม นางก็กลับมาได้สติ

เยี่ยโยวเหยาก็ไม่มีความผิดปกติอันใดเช่นกัน หลังจากทานยาที่จิ่วหรงให้มา การเดินลมปราณของเขาก็สงบนิ่งมากขึ้น

เมื่อซูจิ่นซีกลับมาได้สติ เยี่ยโยวเหยากำลังนั่งข้างเตียงของนางเพื่อปรับลมปราณภายใน

แสงสีฟ้าอ่อนทอประกายรอบตัวเขา

แม้แสงนั้นจะดูอ่อนโยน ทว่าซูจิ่นซีกลับสัมผัสได้ถึงพลังที่แข็งแกร่งและทรงอานุภาพอย่างชัดเจน

ในเวลาเดียวกัน ดวงตาของเยี่ยโยวเหยาถูกกดดันอย่างหนัก เส้นเลือดและหยาดเหงื่อเย็นเฉียบปรากฏชัดที่หน้าผากของเขา

ซูจิ่นซีในวันนี้ไม่ใช่ผู้ที่มีวรยุทธ์ต่ำต้อยอีกแล้ว นางไม่ใช่สตรีที่ไม่รู้สิ่งใด และไม่ใช่ ‘ดอกไม้สีขาวอันอ่อนโยนบริสุทธิ์’ อีกต่อไป

นางสามารถมองเห็นได้อย่างรวดเร็วว่า เยี่ยโยวเหยาอยู่ในขั้นตอนการเลื่อนขั้นวรยุทธ์ ทว่าต้องเผชิญกับปัญหาบางอย่างในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

แสงสีฟ้าอ่อนรอบตัวเขาในเวลานี้ แสดงให้เห็นว่าวรยุทธ์ของเขาได้ก้าวหน้าในระดับขั้นที่ไม่ธรรมดา พลังภายในของเขาแข็งแกร่งอย่างมาก หากผิดพลาดเพียงเล็กน้อยอาจมีอันตรายถึงชีวิตได้

อย่างไรก็ตาม ซูจิ่นซีจำได้ชัดเจนว่าตอนที่ต่อสู้กับจิ้นอี้เฉินก่อนหน้านี้ นางได้ดูดพลังภายในของเยี่ยโยวเหยาโดยไม่ได้ตั้งใจ

เยี่ยโยวเหยาซึ่งสูญเสียพลังภายในไปบางส่วน ในเวลานี้มีสภาพที่อ่อนแออย่างมาก แน่นอนว่าไม่ใช่จังหวะที่ดีที่จะเลื่อนระดับขั้นวรยุทธ์

แย่แล้ว…

หัวใจของซูจิ่นซีพลันเต้นแรง เวลานี้ เยี่ยโยวเหยาต้องตกอยู่ในอันตรายแน่นอน

ดังนั้น ซูจิ่นซีจึงฝืนลุกจากเตียง พยายามเดินโซเซไปยังข้างกายของเยี่ยโยวเหยา

เยี่ยโยวเหยาราวกับรับรู้ได้ถึงการเคลื่อนไหวของซูจิ่นซี เส้นเลือดที่หน้าผากของเขากระตุกเล็กน้อย

เขาขมวดคิ้วและต้องการพูดอันใดบางอย่าง ทว่าไม่สามารถพูดสิ่งใดได้

ซูจิ่นซีเดินมาทางด้านหลังของเยี่ยโยวเหยา ก่อนจะยื่นมือออกไปและพยายามเข้าใกล้เยี่ยโยวเหยาอย่างเชื่องช้า

คราแรก นางคิดว่าคงถูกแสงสีฟ้าอ่อนรอบตัวของเยี่ยโยวเหยาขัดขวาง กลับไม่คิดว่าแสงนั้นไม่เพียงไม่ขัดขวาง ทว่านางยังสัมผัสร่างของเยี่ยโยวเหยาได้อย่างราบรื่น และวางมืออ่อนนุ่มของนางลงบนแผ่นหลังของเยี่ยโยวเหยาได้สำเร็จ

จากนั้น ซูจิ่นซีจึงใช้โอกาสนี้นั่งลงด้านหลังเยี่ยโยวเหยา และส่งพลังภายในเข้าสู่ร่างกายของเยี่ยโยวเหยาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อรู้สึกได้ถึงพลังภายในที่นุ่มนวลแต่มั่นคงจากฝ่ามืออันอ่อนโยนของสตรีที่อยู่ด้านหลัง คราแรกเยี่ยโยวเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อยและแสดงอาการต่อต้าน ทว่าเขาสามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและยอมรับพลังภายในของซูจิ่นซี

ด้วยความช่วยเหลือจากพลังภายในที่แข็งแกร่งของซูจิ่นซี เยี่ยโยวเหยาจึงปรับพลังลมปราณอย่างเชื่องช้า

ผ่านไปครู่หนึ่ง เส้นเลือดสีเขียวบนหน้าผากของเยี่ยโยวเหยาก็ค่อยๆ สงบลง สีหน้าของเขาดูดีขึ้นมาก

ทั้งสองดึงฝ่ามือออกพร้อมกัน

ปฏิกิริยาแรกของเยี่ยโยวเหยาคือหันไปมองซูจิ่นซี

ใบหน้าของซูจิ่นซีซีดขาว ร่างของนางตกลงสู่อ้อมแขนของเยี่ยโยวเหยา

เยี่ยโยวเหยาคว้าร่างของซูจิ่นซี พลางบีบมือของนางและขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ซูจิ่นซี… ”

ซูจิ่นซียกยิ้มมุมปากแผ่วเบา มุมตาและคิ้วของนางปรากฏความสุขใจ “ท่านอ๋อง ขอแสดงความยินดีกับท่านด้วย วิชายุทธจิ่วเซียวได้พัฒนาขึ้นไปอีกระดับหนึ่งแล้ว”

ใช่ เมื่อครู่นี้ อาศัยพลังภายในอันแข็งแกร่งของซูจิ่นซีที่ส่งให้เยี่ยโยวเหยา ทำให้วิชายุทธจิ่วเซียวของเยี่ยโยวเหยาพัฒนาขึ้นไปอีกระดับขั้น ตอนนี้เขาฝึกฝนจนถึงระดับที่แปดแล้ว

ทว่า “ซูจิ่นซี ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าเสี่ยงอันตรายเช่นนี้? ”

สตรีนางนี้ นางรู้หรือไม่ว่าเมื่อครู่อันตรายมากเพียงใด?

การพัฒนาวิชายุทธจิ่วเซียวของเยี่ยโยวเหยาในครั้งนี้ เป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาสม

ทุกครั้งที่วิชายุทธจิ่วเซียวพัฒนาขึ้นหนึ่งระดับ จำเป็นต้องใช้ผู้ที่มีพลังจิตและพลังภายที่แข็งแกร่งรองรับ

ทว่าก่อนหน้านี้ เยี่ยโยวเหยาถูกซูจิ่นซีดูดพลังไปไม่น้อย ทำให้ตอนนี้ เขามีพลังภายในที่ใช้เพื่อเลื่อนระดับขั้นวิชายุทธจิ่วเซียวไม่เพียงพอ

ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ซูจิ่นซีรีบส่งพลังให้เยี่ยโยวเหยา ซึ่งเป็นการเสี่ยงอันตรายอย่างไม่ต้องสงสัย

หากทำไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงว่าเยี่ยโยวเหยาจะตาย แม้แต่ซูจิ่นซีก็จะตายไปด้วยเช่นกัน

ซูจิ่นซีไม่ได้โต้แย้ง นิ้วเรียวของนางบีบเสื้อบริเวณหน้าอกของเยี่ยโยวเหยา ผ่านไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากของนางค่อยๆ เปิดออก ก่อนที่นางจะพูดอันใดบางอย่าง

“สามีประสบปัญหา ท่านอ๋องจะให้จิ่นซียืนดูเฉยๆ อย่างนั้นหรือ? ”

นางไม่เคยลืมว่า หลายครั้งที่นางตกอยู่ในอันตรายที่อาจถึงแก่ชีวิต เยี่ยโยวเหยายังคงปกป้องอยู่เคียงข้างนางอย่างสุดกำลัง

“เมื่อครู่ หากเปลี่ยนเป็นท่านอ๋อง ท่านอ๋องจะทำอย่างไร”

ดวงตาสดใสและชัดเจนของซูจิ่นซีจ้องมองเยี่ยโยวเหยาราวกับพยายามค้นหาคำตอบ

เยี่ยโยวเหยายังจะพูดสิ่งใดได้อีก?

คำว่า ‘สามี’ ของซูจิ่นซี ได้กุมหัวใจของเยี่ยโยวเหยาเรียบร้อย

เมื่ออยู่ต่อหน้าซูจิ่นซี เขายอมจำนนตั้งนานแล้ว

ดังนั้น เยี่ยโยวเหยาจึงอุ้มซูจิ่นซีเดินไปที่เตียง และวางนางลงบนเตียงอย่างปลอดภัย

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง? ให้จงรุ่ยอันพ่อลูกเข้ามาตรวจดูอาการดีหรือไม่”

แม้นางจะรู้สถานการณ์ของตนเองอย่างชัดเจน แต่เมื่อคิดได้ว่าที่นี่คือสกุลจง ทั้งท้องฟ้ายังสว่าง จงรุ่ยอันพ่อลูกและฮูหยินเฒ่าหานต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับร่างกายของนางอย่างแน่นอน พวกเขาอาจไม่ได้นอนทั้งคืน

ซูจิ่นซีจึงพยักหน้า “ท่านยายและพวกเขายังรออยู่ที่ห้องโถงใช่หรือไม่? ให้พวกเขาเข้ามาเถิด! ”

เยี่ยโยวเหยาสั่งให้บ่าวรับใช้ที่รออยู่ด้านนอกไปเชิญจงรุ่ยอันพ่อลูกและฮูหยินเฒ่าหานเข้ามา

ฮูหยินเฒ่าหานตรวจร่างกายของซูจิ่นซีด้วยตนเอง เมื่อพิจารณาแล้วว่าไม่มีอันตรายร้ายแรง นอกจากร่างกายอ่อนแอเล็กน้อย เพราะการหลอมรวมพลังภายในที่ร่างกายของนางเพิ่งดูดเข้าไปเท่านั้น

หลังจากนั้น ทุกคนต่างสนทนากัน ก่อนที่คนทั้งสามที่ไม่ได้นอนทั้งคืนจะกลับไปพักผ่อน

ซูจิ่นซีนั่งลงบนเตียงและปรับพลังภายใน นางพบว่าพลังภายในร่างกายของตนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่มองเยี่ยโยวเหยา นางมักจะมีท่าทางรู้สึกผิดอยู่เล็กน้อย

ไม่รู้ว่านางเรียนวรยุทธ์ดูดพลังมาจากที่ใด

ก่อนหน้านี้นางเคยดูดพลังภายในของอู๋จุน ต่อมาก็เป็นที่โลกเขตแดน และตอนนี้ยังดูดพลังภายในของเยี่ยโยวเหยาอีก

ในโลกนี้ นางดูดพลังของผู้ใดก็ไม่รู้สึกผิดเท่ากับดูดพลังของเยี่ยโยวเหยา

น่าเสียดายที่นางยังไม่เชี่ยวชาญวิชานี้อย่างเต็มที่ และยังไม่สามารถใช้มันได้ตามอำเภอใจ

หากวันหนึ่ง นางกับเยี่ยโยวเหยากำลังทำภารกิจรักใคร่เสน่หา ทว่านางไม่สามารถควบคุมได้ทำให้ใช้วิชานี้โดยไม่ทันตั้งตัว คงเกิดอันตรายขึ้นเป็นแน่…

ซูจิ่นซีเฝ้าครุ่นคิดวนเวียนไม่รู้จบ นางขมวดคิ้วเล็กน้อย ใบหน้าบูดบึ้งกลายเป็นซาลาเปา ทันใดนั้น องครักษ์ผู้หนึ่งที่อยู่ด้านนอกก็เคาะประตูสามครั้ง

เยี่ยโยวเหยาเปิดประตูออกไป เป็นคนของมู่หรงฉีและจิ้นหนานเฟิงที่รออยู่หน้าประตูและกำลังกล่าวทักทาย

ทันทีที่เห็นเยี่ยโยวเหยา จิ้นหนานเฟิงจึงมอบจดหมายในมือให้เขาด้วยความนอบน้อม

“เกิดอันใดขึ้น? ”

เยี่ยโยวเหยาถามขึ้นแผ่วเบา

องครักษ์กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า “โยวอ๋อง จดหมายนี้มาจากชายแดนแคว้นหนานหลีกับแคว้นตงเฉิน เป็นจดหมายที่ท่านอ๋องเขียนด้วยตนเอง และกำชับให้กระหม่อมรีบนำส่งมาให้ถึงมือฉางอันกงจู่โดยด่วน ท่านอ๋องยังกำชับอีกว่า ต้องส่งให้ถึงมือกงจู่ด้วยตนเอง”

อย่างไรเสีย องครักษ์ก็เป็นคนของมู่หรงฉี เขาดูเหมือนไม่เชื่อใจเยี่ยโยวเหยา จึงพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อยเพื่อให้ซูจิ่นซีที่อยู่ในห้องได้ยิน

เยี่ยโยวเหยาเป็นคนเช่นไร เหตุใดเขาจะไม่เข้าใจความคิดรอบคอบขององครักษ์ผู้นี้ แววตาของเขาพลันปรากฏความเย็นชา

อย่างไรก็ตาม เยี่ยโยวเหยาไม่ได้พูดอันใด เขาเพียงรับจดหมายมาและเดินเข้าไปข้างใน

ซูจิ่นซีได้ยินเสียงองครักษ์ดังมาจากข้างนอก จึงลุกขึ้นนั่ง

เยี่ยโยวเหยายื่นจดหมายให้ซูจิ่นซี ด้านบนเขียนด้วยตัวอักษรตัวใหญ่ว่า ‘ส่งถึง น้องหญิงจิ่นซี’

ในเวลานี้ แคว้นหนานหลีและแคว้นตงเฉินกำลังอยู่ท่ามกลางสงครามที่รุนแรง มู่หรงฉีอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่อันตรายอย่างมาก ผู้ที่เคยผ่านสนามรบมาอย่างโชกโชน มีสถานการณ์แบบใดบ้างที่รับมือไม่ได้? เขาต้องการปรึกษาอันใดกับซูจิ่นซี?

ทั้งยังจงใจส่งจดหมายลับดังกล่าวมาอีกด้วย?

เกิดสิ่งใดขึ้นที่สนามรบแนวชายแดน?