ซูจิ่นซีใช้มือหนึ่งลูบท้องน้อย ส่วนอีกข้างก็ค้ำกำแพงรถม้า เสียงของนางสั่นเทา
“เยี่ยโยวเหยา เร็ว ให้อวิ๋นจิ่นเข้ามาเร็ว! ”
ยังไม่ทันสิ้นเสียงของซูจิ่นซี เยี่ยโยวเหยาก็เลิกม่านขึ้นแล้วตะโกนออกไป “อวิ๋นจิ่น! ”
เพราะเสียงของเยี่ยโยวเหยาดูเป็นกังวลอย่างมาก ปฏิกิริยาแรกของอวิ๋นจิ่นคือรู้ว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับซูจิ่นซี เขาจึงกระโดดขึ้นรถม้าราวกับบินได้โดยไม่คิดอันใดทั้งนั้น
ซูจิ่นซีคว้ามืออวิ๋นจิ่น พลางสบตาของเขาด้วยแววตาอ้อนวอน
“อวิ๋นจิ่น ได้โปรดช่วยลูกข้าด้วย ต้องช่วยลูกข้าให้ได้”
อวิ๋นจิ่นจับข้อมือของซูจิ่นซีและวางนิ้วลงบนจุดชีพจรของนาง เพียงครู่เดียวก็เลิกคิ้วขึ้น สีหน้าของเขาพลันเปลี่ยนไป
หลังจากนั้น เขาก็ปล่อยมือของซูจิ่นซีและเอ่ยกับเยี่ยโยวเหยาด้วยความเคารพ “ท่านอ๋อง พระองค์ได้โปรดออกไปก่อนเถิด! ”
เยี่ยโยวเหยาส่งสายตาเย็นชาและไม่ขยับตัว เห็นได้ชัดว่าไม่ยอมไป
อวิ๋นจิ่นกล่าวย้ำอีกครั้ง “ท่านอ๋อง ได้โปรดหลบไปก่อนเถิด สถานการณ์ตอนนี้ของพระชายาอันตรายอย่างมาก ไม่ใช่อาการลมในครรภ์เคลื่อนที่ทั่วไป ทว่าเป็นเพราะนางใช้วิชาของเผ่าเม้ยจึงไปกระตุ้นคำสาปของเผ่าเม้ย”
เยี่ยโยวเหยาไม่ดึงดันอีกและเดินออกไปอย่างเงียบงัน
ทันทีที่เขาออกไป อวิ๋นจิ่นก็คว้าแขนของซูจิ่นซี ดวงตาเต็มไปด้วยความกังวล เจ็บปวด ดิ้นรน สับสน คิดไม่ตก และอดกลั้น… เพียงชั่วพริบตา อารมณ์ก็ตีรวนกันหลายครั้งแล้ว
หากเป็นไปได้ ตอนนี้เขาอยากพาสตรีผู้นี้หนีไปให้ไกล และไม่กลับมาอีกตลอดกาล
ทว่าในไม่ช้า เหตุผลก็อยู่เหนืออารมณ์ที่กำลังสับสนและแรงกระตุ้นจากภายในของเขา ทว่าเขายังคงอดกลั้น พยายามทำให้เสียงที่ไม่สงบนิ่งของตนเองฟังดูสงบขึ้น
“พระชายา พระองค์ไม่ต้องการมีชีวิตแล้วหรือ? หรือว่าพระองค์ไม่รู้สถานะของตนเอง ในฐานะเทพธิดาเผ่าเม้ย พระองค์ไม่เพียงไม่สามารถแต่งงานกับคนนอกเผ่าเม้ยได้ และยิ่งไม่สามารถมีบุตรกับคนนอกเผ่าเม้ยได้อีก
ตอนนี้พระองค์กระทำทั้งสองอย่างครบถ้วน ไม่เพียงเท่านั้น ยังใช้วิชาลับของเผ่าเม้ยโดยพลการ พระองค์คิดว่าคำสาปเผ่าเม้ยที่มีมานับพันปีเป็นเพียงเรื่องล้อเล่นหรือพ่ะย่ะค่ะ? ”
ในเวลานี้ อวิ๋นจิ่นดูไม่เหมือนอวิ๋นจิ่นแล้ว ยิ่งไม่เหมือนจิ่วหรง เขาบิดเบี้ยวผิดรูปโดยสมบูรณ์
เพราะเขาได้สูญเสียสิ่งต่างๆ ไปมากมาย รอทุกอย่างเป็นเวลาพันปี และกำลังจะสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง
เนื่องจากเขากำลังพยายามยับยั้งและอดกลั้นอย่างสุดความสามารถ ร่างกายของอวิ๋นจิ่นจึงสั่นเทาเล็กน้อย ดวงตาทั้งสองแดงฉาน
ท่าทางของอวิ๋นจิ่นทำให้ซูจิ่นซีตกใจกลัว นางตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้ตัวว่าเรื่องนี้ร้ายแรงมากเพียงใด
น้ำเสียงของนางแหบแห้งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางถามอวิ๋นจิ่นอย่างตะกุกตะกักว่า “ท่าน… มี… มี… ”
ซูจิ่นซียังพูดไม่ทันจบ อวิ๋นจิ่นก็ปล่อยมือของซูจิ่นซีและเบือนหน้าหนี “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ! พระชายา กระหม่อมไม่มีวิธี กระหม่อมเป็นเพียงคนธรรมดา จะมีความสามารถสู้กับคำสาปเผ่าเม้ยได้อย่างไร? ”
ขอบตาของซูจิ่นซีพลันแดงก่ำ ร่างกายของนางสั่นเทาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน มือแข็งทื่อเล็กน้อยค่อยๆ ยกขึ้นราวกับพยายามต่อสู้กับความยากลำบากภายในจิตใจ เวลาราวกับผ่านไปร้อยล้านปีแสง นางใช้มือที่แข็งทื่อจับแขนเสื้อของอวิ๋นจิ่น น้ำตาไหลนองหน้า
ริมฝีปากของนางสั่นเครืออย่างควบคุมไม่ได้ จนเกือบจะพูดคำว่า ‘อาจารย์’ ออกมา อวิ๋นจิ่นหันศีรษะกลับมาทันเวลา ดวงตาของเขาแปลกไปอย่างที่ซูจิ่นซีไม่เคยเห็นมาก่อน
“ทว่า กระหม่อมครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ยังมีอีกวิธีหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ บางทีอาจจะช่วยพระชายากับทารกในครรภ์ได้”
ซูจิ่นซีน้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย นางไม่รู้ว่าตนเองพูดอันใดแล้ว “วิธีอันใดหรือ? ”
อวิ๋นจิ่นค่อยๆ ยื่นมือออกมา ตัวอักษรสีเหลืองทองเป็นประกายเหมือนคาถาค่อยๆ ปรากฏบนฝ่ามือ เป็นคำว่า “พันธสัญญา”
ในขณะเดียวกัน ซูจิ่นซีก็ได้ยินเสียงของอวิ๋นจิ่นพูดเสริมว่า “พระชายาและกระหม่อมลงนามในสัญญาความเป็นความตาย ใช้โชคชะตาของกระหม่อมเพื่อทำให้โชคชะตาของพระชายามั่นคงมีเสถียรภาพ ตราบใดที่พลังปราณมั่นคง ทารกในครรภ์จะปลอดภัยไร้กังวลแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
ลงนามสัญญาความเป็นความตาย?
ซูจิ่นซีเคยได้ยินเรื่องสัญญาความเป็นความตาย
ปฏิกิริยาแรกในใจคือไม่ได้อย่างเด็ดขาด
นับจากนี้ ชะตาชีวิตของอวิ๋นจิ่นจะเชื่อมโยงกับชะตาชีวิตของซูจิ่นซี นางจะทำให้อวิ๋นจิ่นลำบากไปด้วยมิใช่หรือ?
“ไม่ ไม่ได้เด็ดขาด! ” ซูจิ่นซีโพล่งออกมา
แววตาของอวิ๋นจิ่นเฉียบคมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เหตุใดจึงไม่ได้? ”
ดวงตาของอวิ๋นจิ่นสั่นไหวเล็กน้อย ทว่ากลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว แม้แต่ซูจิ่นซีก็มองไม่ออก
เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “หรือว่าพระชายายังมีวิธีอื่น? ”
ความเจ็บปวดที่ร่างกายและความสับสนในจิตใจยังคงอยู่ เหตุผลที่ตอนนี้นางยังพูดคุยกับอวิ๋นจิ่นได้อย่างราบรื่นเป็นเพราะฝืนทนทั้งนั้น ทว่านางรู้ดีว่าตนเองคงฝืนได้อีกไม่นานแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น หากนางมีวิธีอื่นก็คงไม่ขอร้องอวิ๋นจิ่น
สามภพสามชาติที่นางมีชีวิตอยู่นั้น ทำให้บุรุษตรงหน้าเหนื่อยมามากพอแล้ว
ซูจิ่นซีมองอวิ๋นจิ่นแล้วส่ายศีรษะเบาๆ “ต่อให้เอาโชคชะตาของคนผู้หนึ่งมาเพื่อให้โชคชะตาของข้ามั่นคงมีเสถียรภาพ คนผู้นั้นก็ไม่อาจเป็นท่านได้”
“พระชายาคิดว่าในสามอาณาจักรเจ็ดแคว้นยังมีผู้ใดเหมาะสมเป็นตัวเลือกได้อีกหรือ? ”
คำพูดของอวิ๋นจิ่นเฉียบคม ทว่าเป็นความจริงที่ไม่มีผู้อื่นที่เหมาะสมอีกแล้ว
ต่อให้มี ต่อให้เยี่ยโยวเหยาทำได้ ทว่าอย่างไรเสีย อวิ๋นจิ่นก็เป็นหมอ
อวิ๋นจิ่นมองแววตาเศร้าโศกและพัวพันยุ่งเหยิงของซูจิ่นซี แววตาจองเขาพลันปรากฏความปวดใจ เขาจับมือของซูจิ่นซีอย่างอ่อนโยน
น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนจนทำให้น้ำตาเอ่อล้นออกมาได้ “เพราะฉะนั้น พระชายา ทรงอย่าลังเลอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ ยิ่งไปกว่านั้น เวลาของพวกเรามีไม่มากแล้ว เวลาที่พระองค์จะช่วยทารกคนนี้ก็มีไม่มากเช่นกัน พระชายา พระองค์ควรเชื่อกระหม่อม กระหม่อมอยู่ข้างพระองค์เสมอ ปกป้องพระองค์เพื่อให้กำเนิดทารกผู้นี้อย่างปลอดภัยไร้กังวลแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงอ่อนโยนของอวิ๋นจิ่นดังก้องอยู่ในหูราวกับเวทมนตร์ ในขณะเดียวกัน เลือดในร่างกายก็ดูเหมือนจะสูบฉีดอย่างรวดเร็ว มีบางอย่างต่างออกไป ทว่านางก็บอกไม่ถูก ดวงตาทั้งสองข้างหนักอึ้งโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ค่อยๆ หลับไป
ขณะที่ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง นางก็อยู่ในอ้อมแขนของเยี่ยโยวเหยาแล้ว
ไม่รู้ว่าเยี่ยโยวเหยากอดนางไว้นานเท่าไร เมื่อเห็นนางตื่นขึ้น เยี่ยโยวเหยาก็ลูบใบหน้าของนางอย่างเป็นกังวล นิ้วของเขาแข็งทื่อเล็กน้อย
ซูจิ่นซีลูบท้องน้อยโดยไม่รู้ตัว ริมฝีปากอ้าค้าง คิดจะถามอันใดบางอย่าง เยี่ยโยวเหยาเหมือนจะเดาออกว่านางต้องการถามเรื่องอันใด จึงเอ่ยขึ้น
“วางใจ ทารกไม่เป็นอันใดแล้ว เจ้าก็ไม่เป็นอันใดแล้ว ทั้งหมดนี้… ต้องยกความดีความชอบให้อวิ๋นจิ่น”
การจะทำให้เยี่ยโยวเหยาพูดยืนยันได้ไม่ใช่เรื่องง่าย
ตราบใดที่ทารกในครรภ์ของนางไม่เป็นอันใดก็ดีแล้ว รอยยิ้มโล่งใจเผยบนใบหน้าของซูจิ่นซี
ทว่ารอยยิ้มนั้นน้อยลงอย่างกะทันหัน นางพยายามลุกขึ้นนั่ง ยกม่านรถม้าขึ้นอย่างเป็นกังวล และมองออกไปด้านนอก
ด้านนอกยังคงเป็นทะเลทรายที่ไกลสุดสายตา แววตาของนางกวาดมองไปยังทะเลทรายหนึ่งครั้ง และกวาดสายตามองทุกคน ทว่านางไม่เห็นเงาของคนที่นางต้องการจะเห็น
จากนั้น นางจึงหันกลับมาเอ่ยปากถามเยี่ยโยวเหยา “เยี่ยโยวเหยา อวิ๋นจิ่นอยู่ที่ใด? ”
อวิ๋นจิ่นอยู่ที่ใด?