บทที่ 430 เอาชนะไท่จื่อเฟย

สามีข้าคือขุนนางใหญ่

บทที่ 430 เอาชนะไท่จื่อเฟย

นางจำเขาได้

เขาคือองครักษ์ที่ยอมมอบเห็ดหลินจือพันปีให้กู้เจียวแต่ไม่ยอมมอบให้ตนนี่เอง

จนถึงบัดนี้ นางยังคงจำความรู้สึกอับอายขายหน้าในตอนนั้นได้อยู่

บ่าวที่ไม่เชื่อฟังนาย ถ้าเป็นที่ตำหนักป่านนี้คงถูกเฉดหัวไล่ออกไปนานแล้ว

ไท่จื่อเฟยยังคงพยายามตีหน้าญาติดีเอาไว้ “โปรดแจ้งทีว่าข้าต้องการเข้าพบองค์หญิง”

หลงอีไม่ขยับ

ไท่จื่อเฟยอ้ำอึ้ง “ข้าไม่เคยพบเจอเจ้ามาก่อน คงไม่เคยไปทำเรื่องอะไรให้เจ้าไม่พอใจไว้หรอกนะ มีเรื่องอะไรเข้าใจผิดระหว่างเจ้ากับข้าอย่างนั้นหรือ”

หลงอียังคงไม่ขยับไปไหน

ไท่จื่อเฟยไม่เคยเห็นองครักษ์หลงอิ่งมาก่อน ไม่รู้ว่าหลงอีเป็นองครักษ์หลงอิ่ง จึงคิดไปว่าคนผู้นี้กำลังกลั่นแกล้งนางอยู่

นางกำลังคิดว่าถ้าองค์หญิงตื่นจริงๆ ย่อมต้องได้ยินเสียงเคลื่อนไหวที่ประตู และถ้าองค์หญิงไม่ออกมาก็เท่ากับว่ายังไม่ตื่น

ช่างปะไร ไม่ใช่กงการของนางที่จะต้องมามีปากเสียงกับองครักษ์ เสียภาพลักษณ์หมด

ไท่จื่อเฟยตัดสินใจเดินทางกลับ และขณะที่นางเดินออกมา ก็ดันเจอกับกู้เจียวที่เพิ่งกลับมาจากตรอกปี้สุ่ยพอดี

ไท่จื่อเฟยถึงกับตกอกตกใจ พลางถาม “เจ้าเองรึ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ หรือว่าเจ้า…” ไท่จื่อเฟยหันไปมองเรือนด้านหลังที่นางเพิ่งเดินออกมา และถามอย่างไม่แน่ใจนักว่า “มาที่นี่รึ”

กู้เจียวชำเลืองมองไท่จื่อเฟย พลางนึกในใจอยากจะถามคำถามเดียวกันกลับไป

“นี่ข้าถามเจ้าอยู่นะ” ไท่จื่อเฟยเอ่ย

“แล้วข้าต้องตอบด้วยรึ” กู้เจียวเลิกคิ้ว

ตอนแรกก็หลงอี คราวนี้เป็นกู้เจียว ไท่จื่อเฟยเริ่มใกล้จะหมดความอดทน “แม่นางกู้ จริงอยู่ที่เจ้าได้รับความเอ็นดูจากไทเฮาและฝ่าบาท แต่จะคงอยู่ได้นานแค่ไหนกัน วันหน้าข้าจะได้ขึ้นเป็นฮองเฮาหลังจากที่องค์รัชทายาทขึ้นครองบัลลังก์ ข้าไม่ได้ตั้งใจทำให้เจ้าอับอาย แต่อย่าสร้างปัญหาให้ตัวเองนักเลย”

น้ำเสียงที่คุ้นเคย ทั้งคำพูดและประโยคเดิมๆ

เคยได้ยินจากที่ไหนนะ

อ๋อ

หนิงอ๋องนั่นเอง

อย่างที่โบราณว่าไว้ไม่มีผิด กำแพงมีหู ประตูมีช่อง

เมื่อคนคนหนึ่งมีความสัมพันธ์อันลึกลับกับอีกคน ทุกคำพูดและการกระทำจะแทรกซึมเข้าไปในนิสัยของกันและกันโดยไม่รู้ตัว

โชคยังดีที่อวี้จิ่นโผล่เข้ามาห้ามศึกทันพอดี

“ท่านหมอกู้มาแล้วหรือ เข้ามานั่งด้านในก่อนเจ้าค่ะ” อวี้จิ่นยิ้มพลางเอ่ยกับไท่จื่อเฟย “หม่อมฉันเป็นคนเชิญท่านหมอกู้มาตรวจอาการให้องค์หญิงเจ้าค่ะ”

“ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง” ไท่จื่อเฟยเบือนสายตาที่จับจ้องใบหน้าของกู้เจียว “เช่นนั้น ไว้องค์หญิงตื่นแล้วข้าค่อยมาเยี่ยมอีกทีแล้วกัน”

เอ่ยจบ ไท่จื่อเฟยก็เดินก้าวข้ามธรณีประตู

ระหว่างที่กู้เจียวละไท่จื่อเฟยเดินสวนไหล่กัน จู่ๆ กู้เจียวก็พลันนึกอะไรขึ้นได้ “เจ้ามีส่วนเกี่ยวข้องเรื่องที่เซียวลิ่วหลังหายตัวไปหรือไม่”

กู้เจียวแค่เอ่ยปากถามเท่านั้น

ใครจะไปนึกล่ะว่าไท่จื่อเฟยพอได้ยินคำถามก็เกิดตัวแข็งทื่อ

กู้เจียวสัมผัสได้ถึงพิรุธของนาง จึงรีบคว้าแขนของนางแล้วดึงลากเข้ามา “พูดให้มันชัดเจนนะ!”

“เจ้าบังอาจ!” ไท่จื่อเฟยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา หลังจากถูกกู้เจียวลากตัวจนชนเข้ากับกำแพง นางไม่พอใจที่กู้เจียวกระทำและเอ่ยวาจาสามหาวเช่นนี้

ความรู้สึกผิดในแววตาของนางมิอาจเล็ดรอดสายตาของกู้เจียวไปได้

กู้เจียวคว้าคอเสื้อของนางแล้วผลักนางชนเข้ากับกำแพง ก่อนจะใช้สายตาอาฆาตจ้องเขม็ง “ข้าไม่สนหรอกว่าเจ้าจะเป็นไท่จื่อเฟยหรือฮองเฮา อย่าบังคับให้ข้าต้องลงไม้ลงมือ”

“เจ้ากล้า…”

เพี้ยะ!

กู้เจียวง้างมือตบไท่จื่อเฟยจนร่วงลงไปกองที่พื้น!

ส่วนอวี้จิ่นผู้เห็นเหตุการณ์ถึงกับสูดปาก!

ทหารของไท่จื่อเฟยรีบเข้ามาช่วย แต่กลับเจอกับลูกเตะของกู้เจียวเข้าเต็มๆ !

กู้เจียวกดร่างของไท่จื่อเฟยลงกับพื้น “ใครเป็นคนทำ เป็นเจ้าเอง หรือมีผู้สมรู้ร่วมคิด”

ไท่จื่อเฟยกัดฟันพูด “ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น! ปล่อยข้า!”

องค์หญิงซิ่นหยางถูกเสียงโครมครามข้างนอกรบกวนจนสะดุ้งตื่น

“หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”

องค์หญิงเดินออกมาในสภาพผมปล่อยยาว อาจเป็นเพราะเพิ่งลุกจากเตียงเลยไม่ทันได้แต่งองค์ทรงเครื่องใดๆ

แน่นอนว่ากู้เจียวไม่มีทางวางมือลงง่ายๆ เพราะครั้งนี้เซียวลิ่วหลังเกือบเอาชีวิตไม่รอด

กู้เจียวโมโหสุดขีด!

กู้เจียวคว้าร่างของไท่จื่อเฟยแล้วทุ่มลงกับพื้น!

องค์หญิงซินหยางไม่เคยนึกฝันมาก่อนว่าเซียวเหิงจะแต่งงานกับผู้หญิงที่เอาแต่ใจเช่นนี้ “เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าบอกให้หยุดหรือ! ถ้าเจ้ายังทำแบบนี้อีก ข้าจะไม่เกรงใจกับเจ้าแล้วนะ!”

กู้เจียวก็โกรธเป็นเหมือนกัน

เหอะ!

อยากทำอะไรก็เชิญ!

ความสามารถในการยั่วโมโหของนางนั้นช่างเหมือนกับหลงอีไม่มีผิด!

องค์หญิงซิ่นหยางกำหมัดแน่นแล้วตะโกนขึ้น “หลงอี! มาแยกสองคนนี้ที!”

ในเมื่อองค์หญิงออกคำสั่ง หลงอีจึงต้องทำตาม

เพื่อป้องกันไม่ให้หลงอีเล่นตุกติก องค์หญิงซิ่นหยางจึงเลือกที่จะสั่งให้แยกสองคนนั้น แทนที่จะใช้คำว่า ‘จัดการที’

ไม่อย่างนั้น นางเกรงว่าหลงอีจะลงมือทำร้ายไท่จื่อเฟยจริงๆ

เขาได้รับคำสั่งให้แยกทั้งสองคนออกจากกัน ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากก้าวไปข้างหน้าและแยกพวกเขาออกจากกัน

หลงอีเดินมาทางกู้เจียวก่อน

เขาคว้าข้อมือของกู้เจียวอย่างระมัดระวัง ตบหลังมือเล็กๆ ของนางราวกับกำลังสอนเด็ก แล้วค่อยๆ วางมือของนางลงเพราะกลัวว่ากู้เจียวจะรู้สึกเจ็บ

แต่พอถึงคราวไท่จื่อเฟย ท่าทางของหลงอีเรียกได้ว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ จนเขาเกือบจะเผลอพ่นคำสบถออกมาภายใต้หน้ากากหลงอิ่งของเขา

และแล้ว หลงอีก็จับร่างของไท่จื่อเฟยเหวี่ยงออกไปราวกับจับไก่ป่า!

กู้เจียว “…”

องค์หญิง “…”

หลงอีไม่ได้บกพร่องในคำสั่งแต่อย่างใด เพียงแต่องค์หญิงไม่ได้อธิบายให้เขาว่าต้องจับแยกแบบอ่อนโยนหรือหยาบคาย

องค์หญิงได้แต่รู้สึกปวดตับกับองครักษ์คนนี้

แต่ก่อนหลงอีไม่ใช่คนเช่นนี้ ตอนแรกที่เขาเข้ามาอยู่กับองค์หญิง เขายังเป็นองครักษ์หลงอิ่งผู้ซื่อสัตย์ แต่ต่อมาเขาถูกเซียวเหิงวัยสามขวบพาทำให้เสียคน ก็เลยเป็นเช่นนี้!

พอเห็นว่าองค์หญิงเริ่มมีน้ำโห หลงอีหันไปหากู้เจียวแล้วนิ่งไปพักหนึ่ง ก่อนจะคว้าร่างกู้เจียวแล้วหายไปในพริบตา!

ทุกครั้งที่เซียวเหิงทำผิด หลงอีมักจะทำแบบนี้ทุกครั้ง เขาจะรอให้องค์หญิงสงบอารมณ์ก่อนแล้วค่อยพากลับมา

เป็นสิ่งที่เขาสั่งสมประสบการณ์มาและทำจนเชี่ยวชาญ

องค์หญิงซิ่นหยางนึกในใจ ตนคงกลายเป็นนายคนแรกที่ถูกองครักษ์หลงอิ่งโกรธจนอกแตกตายสินะ

ไท่จื่อเฟยที่ทั้งถูกตบเข้าที่ใบหน้าจนบวมช้ำ ซ้ำยังถูกเหวี่ยงลงกับพื้น แขนของนางเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำและรอยขีดข่วน

องค์หญิงซิ่นหยางชำเลืองดูร่องรอยบนร่างของนางพลางถอนหายใจ “เข้ามาก่อนสิ ให้อวี้จิ่นทายาให้”

อวี้จิ่นจึงประคองร่างของไท่จื่อเฟยเข้ามาด้านในเรือนอีกครั้ง

สถานะของไท่จื่อเฟยนั้นสูงรองจากไทเฮา ฮ่องเต้และไท่จื่อ แม้แต่องค์หญิงที่เกิดจากสายเลือดโดยตรงก็ไม่อาจสูงศักดิ์กว่าไท่จื่อเฟยได้ แต่สำหรับองค์หญิงซิ่นหยางแล้ว นางคือองค์หญิงที่มีอำนาจอย่างแท้จริง

เพราะสามีของนางเป็นถึงเซวียนผิงโหวผู้โด่งดัง เป็นที่น่าเกรงขามของทุกคน

ไท่จื่อเฟยเดินตามหลังองค์หญิงซิ่นหยางโดยคิดว่าตัวเองจะถูกพาเข้าไปในห้องนอนขององค์หญิง แต่องค์หญิงซิ่นหยางกลับเลือกเดินข้าไปในห้องอีกปีกหนึ่ง

ทั้งสามคนนั่งลงบนเก้าอี้

บ่าวเดินเข้ามาว่าจะช่วยแต่งตัวให้องค์หญิง แต่คราวนี้องค์หญิงกลับโบกมือเบาๆ พลางเอ่ย “ไปหยิบยาทาแผลมาที”

“เพคะ” บ่าวน้อมรับพลางเดินเข้าไปในห้องบรรทมขององค์หญิง แล้วหยิบยาทาแผลชั้นดีออกมา

อวี้จิ่นล้างมือจนสะอาด จากนั้นจึงหยิบผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดจุ่มยาแล้วเริ่มทาบนแก้มที่บวมของไท่จื่อเฟย

ยาทาแผลนี้ซื้อมาจากโรงหมอของแคว้นเยียน มีฤทธิ์ในการบรรเทาอาการปวดและลดอาการบวม ใช้แล้วเย็น สดชื่น ทาลงไปบนผิวจะรู้สึกเย็นๆ สักพักอาการปวดจะทุเลาลง

จากนั้นบ่าวก็นำของว่างมาวาง

มีขนมเกาลัดที่ไท่จื่อเฟยชื่นชอบ

น่าแปลกที่เซียวเหิงไม่ชอบกินสิ่งนี้ แต่ไท่จื่อเฟยกลับชอบมันเหลือเกิน

พอไท่จื่อเฟยเห็นว่าองค์หญิงซิ่นหยางเตรียมของว่างที่ตนชอบไว้ให้ ก็พลันอารมณ์ดีขึ้น

องค์หญิงซิ่นหยางยกชาขึ้นจิบหนึ่งที จากนั้นเปิดคำถาม “เหตุใดท่านหมอกู้ถึงได้ลงไม้ลงมือกับเจ้า มีเรื่องโกรธแค้นอะไรกันหรือ”

ถ้าเป็นคนทั่วไป คงไม่ถาม แต่ถ้าถามก็คงถามประมาณว่า ‘มีเรื่องอะไรเข้าใจผิดกันหรือไม่’

แต่หากถามเช่นนั้น ด้วยความที่คนที่ลงมือก่อนคือกู้เจียว นั่นแปลว่ากู้เจียวกำลังเข้าใจไท่จื่อเฟยผิด กลายเป็นว่าความผิดทั้งหมดตกไปอยู่ที่กู้เจียวฝ่ายเดียว

แต่หากถามว่ามีเรื่องโกรธแค้นอะไรกันมาก่อน นั่นแปลว่าเป็นปัญหาของพวกเขาทั้งสองแล้ว

“สามีของนางหายตัวไปเพคะ นางคิดว่าเป็นความผิดของหม่อมฉัน” ไท่จื่อเฟยทำหน้าผวา เบือนหน้าลงแล้วเอ่ยตอบด้วยเสียงอันแผ่วเบา

“ท่านป้าอาจยังไม่รู้ แต่สามีของนางมีหน้าตาคล้ายคลึงกับอาเหิงมาก เขาเป็นจอหงวนคนใหม่ และได้ทำงานในสำนักฮั่นหลิน ฝ่าบาทมีรับสั่งให้เขามาช่วยสอนหนังสือองค์รัชทายาท แต่องค์รัชทายาทบ่นกับหม่อมฉันหลายครั้งว่าท่านอาจารย์เซียวเข้มงวดกับเขาเกินไป อีกทั้งองค์รัชทายาทยังเคยมีปากเสียงเล็กน้อยกับท่านอาจารย์เซียวไม่รู้ว่าเป็นเพราะท่านหมอกู้ได้ฟังเรื่องนี้มาหรือไม่ เลยพาลโมโหหม่อมฉันแล้วคิดว่าหม่อมฉันทำเรื่องแบบนั้นเพคะ”

คำอธิบายของไท่จื่อเฟยเต็มไปด้วยเหตุและผลสนับสนุน แต่คำพูดที่ว่า ‘สามีของนางมีหน้าตาคล้ายคลึงกับอาเหิงมาก’ ดูเหมือนจะเป็นเพียงการกล่าวถึงทั่วไปและไม่ใช่ประเด็นหลักของไท่จื่อเฟย

แต่สำหรับองค์หญิงซิ่นหยางที่นั่งฟังอยู่กลับสะดุ้งจนเป็นอันต้องหยุดจิบชา

ไท่จื่อเฟยรีบขอโทษ “ขออภัยเพคะ หม่อมฉันไม่ควรเอ่ยถึงอาเหิง…”

ดูเหมือนท่าทีขององค์หญิงเริ่มเปลี่ยนเป็นหดหู่ในชั่วพริบตา และเห็นได้ชัดว่านางไม่มีอารมณ์ที่จะคุยกับไท่จื่อเฟยอีกต่อไป “เจ้ากลับไปก่อนเถิด ข้ายังมีเรื่องต้องจัดการ”

“เช่นนั้น ไว้หม่อมฉันมาเยี่ยมท่านป้าใหม่นะเพคะ” ไท่จื่อเฟยเอ่ย

พอเดินออกจากเรือน ไท่จื่อเฟยก็ถึงกับถอนหายใจยาว

โชคยังดีที่องค์หญิงไม่ถามต่อ ไม่เช่นนั้นนางไม่อาจรับประกันได้เลยว่าจะปิดบังไว้ได้

เดิมนางไม่ได้ตั้งใจให้เซียวลิ่วหลังเกิดอุบัติเหตุ อีกทั้งไม่คาดคิดว่าเซียวลิ่วหลังจะตกอยู่ในเงื้อมมือของหนิงอ๋อง แม้ว่าองค์หญิงซิ่นหยางกลับมาแล้ว ไฉนยังมีคนกล้าทำร้ายเซียวเหิงได้อีก

สี่ปีก่อน นางเคยประมาทไปแล้วรอบหนึ่ง คราวนี้องค์หญิงซิ่นหยางจะไม่ประมาทอีกเป็นครั้งที่สอง

หรือที่ผ่านมาตนเข้าใจผิดมาตลอด แท้จริงแล้วเซียวลิ่วหลังไม่ใช่อาเหิง

แต่ได้ยินอย่างชัดเจนว่าเซียวเหิงเอ่ยเรียกท่านจี้จิ่วว่าอาจารย์

มีเพียงคนสองคนเท่านั้นที่สามารถเรียกท่านจี้จิ่วเช่นนั้นได้ คนแรกคือหลีซวี่ ลูกศิษย์ใหญ่ของเหลาจี้จิ่ว ซึ่งลาออกจากตำแหน่งไปแล้ว อีกคนก็คือเซียวเหิง

นอกเสียจากว่าท่านจี้จิ่วรับเซียวลิ่วหลังไว้เป็นศิษย์อีกคน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นท่านจี้จิ่วลั่นคำขาดไว้ว่าจะรับเซียวเหิงเป็นศิษย์คนสุดท้าย

แต่ถ้าเซียวลิ่วหลังเป็นเซียวเหิงจริงๆ เหตุใดเขาถึงไม่ได้รับการคุ้มครองจากองค์หญิงซิ่นหยางล่ะ ในเมื่อองค์หญิงกลับมายังเมืองหลวงนานแล้ว หรือว่าเขาจำองค์หญิงซิ่นหยางไม่ได้

หากเป็นเซวียนผิงโหวนางไม่แปลกใจเลยสักนิด เพราะความสัมพันธ์ของพ่อลูกคู่นั้นเรียกได้ว่าค่อนข้างห่างเหิน ไม่แปลกที่ในใจของเขาจะยังถือโทษโกรธเคืองเซวียนผิงโหว

แต่เขากับองค์หญิงซิ่นหยางสนิทกันมากขนาดนั้น เขายังเคยพูดเลยว่า คนที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือแม่ของเขา

นอกจากนี้ เมื่อครู่นี้ตอนที่นางพูดถึงเซียวเหิง สีหน้าขององค์หญิงซินหยางดูไม่เหมือนคนที่สูญเสียลูกชายไปด้วยซ้ำ