ตอนที่ 519 เลี้ยงน้องสาวมาร้อยปี ยังอยากใช้...(1)

ศิษย์พี่ของข้าจะมั่นคงเกินไปแล้ว

ตอนที่ 519 เลี้ยงน้องสาวมาร้อยปี ยังอยากใช้…(1)

อันใดกัน… นี่คือขอบเขตใดกัน?

บัดนี้ จิตใจของหลิงเอ๋อร์ กลับมาจากการตรัสรู้เต๋าของนาง นางสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในปราณวิญญาณและร่างเต๋าของนางอย่างระมัดระวัง

สิ่งแรกที่ผู้ฝึกบำเพ็ญมืออาชีพต้องทำหลังจากออกมาจากการปิดด่านคือ การตรวจสอบและมองเข้าไปภายใน

หลิงเอ๋อร์มองดูตัวนางเอง หัวใจที่บริสุทธิ์ละเอียดอ่อนมีชีวิตชีวาและเบาสบายของนางเต็มไปด้วยพลังเซียนดั่งน้ำพุและสายน้ำบนภูเขา มันเงียบและนิ่งเฉย แต่ก็มีอักขระเต๋าที่ซุกซนสนุกสนานเล็กน้อย…

ปราณวิญญาณจำลองเล็กๆ ที่สวมชุดกระโปรงเทพธิดากำลังทำสมาธิอย่างจริงจัง ส่วนต่างๆ ของร่างเซียนของนางนั้นเชื่อมโยงกับปราณวิญญาณของนางอย่างใกล้ชิดยิ่ง

และร่างนี้ก็ได้บรรลุไปถึงระดับ ที่บริสุทธิ์ ไร้มลทิน มีชีวิตชีวา และสงบเงียบแล้ว เซียนเทียน!

หัวใจของหลิงเอ๋อร์ปั่นป่วน บัดนี้ นางไปถึงเซียนเทียนแล้ว!

นี่!

ไม่มีอะไรต้องแปลกใจ เพราะทั้งหมดนั้น ศิษย์พี่ของนางก็คอยแนะนำนางมาตลอดทาง และนั่นน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของการเตรียมการของเขา

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ หลิงเอ๋อร์ก็รู้สึกขมขื่นเล็กน้อย นางรู้สึกราวกับว่าชีวิตทั้งหมดของนางล้วนได้รับการจัดการจากศิษย์พี่ของนาง… อายุขัยของเซียนเสิ่นนั้นไม่นาน

อายุขัยของเซียนเสิ่นนั้นสั้น เป็นเพียง ‘ฮุ่ย'[1] แต่อายุขัยของเซียนเทียนนั้นอาจยาวนานเท่ากับหนึ่งหยวน ซึ่งมากกว่าหนึ่งร้อยปี

ในโลกบรรพกาล ยังมีสองแนวคิดสำหรับ “หยวนฮุ่ย”

ตามกฎของเต๋าสวรรค์ หนึ่งหยวนฮุ่ยมีอายุหนึ่งแสนสองหมื่นเก้าพันหกร้อยปี แต่ละหยวนฮุ่ยแบ่งออกเป็นสิบสองส่วน แต่ละส่วนมีอายุหนึ่งหมื่นแปดร้อยปี

กล่าวด้วยเหตุผลแล้ว หนึ่งหยวนฮุ่ย ควรมีความยาวเท่ากับ “หยวนเฉิงฮุ่ย” แต่โดยสถานการณ์ส่วนใหญ่แล้ว การกล่าวถึง “หนึ่งหยวนฮุ่ย” ล้วนหมายถึงขนาดของ “หยวน”

กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ว่านางจะไม่อาจทะลุทะลวงได้ในอนาคต แต่นางก็สามารถติดตามศิษย์พี่ของนางไปได้ถึงหนึ่งแสนสองหมื่นเก้าพันหกร้อยปี

‘ไม่รู้ว่า นานมากถึงเพียงนี้ ศิษย์พี่จะรำคาญข้าหรือไม่’

หลิงเอ๋อร์พึมพำในใจ ปราณวิญญาณของนางรู้สึกกังวลเล็กน้อย นางค่อยๆ กวาดสัมผัสเซียนรับรู้ของนางออกไปทั่ว และสถานการณ์ของสำนักเซียนทั้งหมดก็ปรากฏขึ้นในใจนาง

เพียงขยับความคิดในใจเล็กน้อย ปลาวิญญาณในทะเลสาบก็สะบัดหางเบาๆ จนเกิดคลื่นกระเพื่อมไหวเป็นระลอกบนผิวน้ำ ปลอดโปร่ง สดใส อ่อนโยน เบาสบาย… ราวกับกระเพื่อมอยู่ในทะเลแห่งความคิด ดุจขนนกที่ล่องลอยอยู่บนท้องฟ้า ดุจผีเสื้อที่บินร่อนพเนจรท่ามกลางมวลบุปผา

ร่างของนางรู้สึกเบามาก ราวกับว่านางกำลังจะโบยบินไปพร้อมกับพลังวิญญาณที่อยู่รอบกายนาง

ขนตายาวของหลิงเอ๋อร์สั่นกระพือ นางลืมตาขึ้น และแสงวิญญาณที่ดูราวกับทรายดวงดาวกระจายออกมาจากหางตาของนาง ดวงตาใสกระจ่างของนางกะพริบไหวเล็กน้อย…

บัดนี้ นางพบว่า ร่างของนางกำลังลอยอยู่เหนือพื้นสามฉื่อ นางจึงค่อยๆ ร่อนลงมาช้าๆ ชุดกระโปรงที่อ่อนนุ่มของนางร่นลงมา และเส้นผมสีดำของนางก็ปลิวไสวเล็กน้อย

นางแบมือออกและมองดูตัวเอง นางรู้สึกว่านางเปลี่ยนไปมาก แต่ดูเหมือนว่า นางจะเปลี่ยนไปไม่มาก

นางเหลือบสายตามองปลายนิ้วอย่างไม่ตั้งใจและพบว่าผิวของร่างเซียนของนางนั้นขาวใสและโปร่งแสงราวกับหยก นางบีบนิ้วเบาๆ สองสามครั้ง และพบว่ามันเรียบเนียนอย่างยิ่ง

“ว้าว…”

หลิงเอ๋อร์ชื่นชมเบาๆ และปล่อยวางไม่ลงทันที นางจิ้มและบีบร่างของนาง ทันใดนั้น ใบหน้าของนางก็ขึ้นสีแดงก่ำ

สัมผัสเซียนรับรู้ของนางจับภาพศิษย์พี่ของนางในกระท่อมมุงจากที่อยู่ข้างๆ แล้วให้รู้สึกเบิกบานใจในทันที

ศิษย์พี่เฝ้าประตูให้ข้าหรือ? เอ่อ ไม่ ดูเหมือนว่าจะเป็นตุ๊กตากระดาษจำลองมนุษย์ที่หยุดเคลื่อนไหว

“เหอะ” หลิงเอ๋อร์ทำหน้ามุ่ย จากนั้นก็คิดว่าศิษย์พี่น่าจะกำลังยุ่งวุ่นวายกับบางสิ่ง นางจึงทำได้เพียงทำใจให้กว้างสักครั้งและให้อภัยเขาต่อไป

ในขณะนั้น นางก็เห็นผลท้อเซียนบนโต๊ะและกระดาษข้อความข้างเตียง

เมื่อหลิงเอ๋อร์กำลังจะจดหยิบกระดาษข้อความนั้น นางก็นึกถึงบางสิ่ง

มีปัญหาบางอย่าง หลิงเอ๋อร์หรี่ตาและหยิบตุ๊กตากระดาษจำลองมนุษย์ออกมาจากแขนเสื้อ จากนั้นนางก็ถอยออกไปที่ด้านข้างประตูและปล่อยให้ตุ๊กตากระดาษจำลองมนุษย์เปิดกระดาษข้อความอย่างระมัดระวัง

หลี่ฉางโซ่วซึ่งทำงานหลายอย่างไปพร้อมๆ กัน ในขณะที่กำลังดื่มอวยพรให้ราชามังกรทะเลกับแม่ทัพตงมู่ เขาก็เฝ้าดูการกระทำของหลิงเอ๋อร์อยู่เงียบๆ เช่นกัน ดูท่าทางเด็กคนนี้จะกลัว…

ในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันค่อนข้างลำบากสำหรับนาง ดังนั้น ในภายหน้า ข้าจะ… เข้มงวดกับนางให้มากขึ้น

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความแข็งแกร่งของนางก็ก้าวกระโดดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเกินไปในขณะที่จิตใจของนางยังไม่นิ่งพอ

ในไม่ช้า หลิงเอ๋อร์ก็อ่านข้อความในกระดาษและอดจะมองไปที่ผลท้อสามลูกไม่ได้… ผลท้อแดนสวรรค์?

การกินผลท้อจะช่วยเพิ่มระดับฐานพลังและรากฐานเซียน ทำให้ผิวขาวขึ้น และรวบรวมพลังวิญญาณได้หรือ?

เชอะ ข้าไม่เชื่อหรอก

ในขณะนั้น หลิงเอ๋อร์ก็ควบคุมตุ๊กตากระดาษจำลองมนุษย์โดยให้ตุ๊กตากระดาษจำลองมนุษย์ค่อยๆ เข้ามาใกล้ แล้วขว้างกริชเล่มหนึ่งออกไปให้ตุ๊กตากระดาษจำลองมนุษย์คว้ามันเอาไว้ จากนั้นนางก็อยากจะจิ้มผลท้อเซียนสักสองสามครั้ง

ทว่าทันใดนั้น เสียงอับจนหนทางของหลี่ฉางโซ่วก็ดังขึ้นทันที…

“นี่ไม่ใช่การทดสอบจริงๆ กินลูกท้อเสีย แล้วฝึกบำเพ็ญต่อไป ข้าจะไปหาเจ้าในอีกสามชั่วยาม ข้ามีเรื่องสำคัญจะคุยกับเจ้าอย่างจริงจัง”

ศิษย์พี่?

อย่างจริงจัง…

หลิงเอ๋อร์กะพริบตา ใบหน้างดงามของนางแดงระเรื่อเล็กน้อย นางตบเท้าเปล่าเบาๆ แล้วร่างของนางก็ลอยไปที่โต๊ะ จากนั้น นางก็หยิบผลท้อขึ้นมากัดเล็กน้อย ทว่ากลับลิ้มรสอะไรไม่ได้เลย มันเรื่องสำคัญอันใดกัน?

หรือว่าจะเป็น…

“หลิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นศิษย์น้องที่เติบโตแล้ว คืนนี้ข้าจะคุยกับเจ้าถึงสิ่งที่เราควรทำในฐานะคู่บำเพ็ญเต๋า”

นี่!

หลิงเอ๋อร์ที่กำลังกอดลูกท้อพลันหน้าแดงก่ำ มีควันสีขาวพวยพุ่งขึ้นมาจากศีรษะในขณะที่นางเหม่อลอยและดวงตาของนางก็เต็มไปด้วยเหล่าผีเสื้อโบยบิน…

ในขณะนั้น หลี่ฉางโซ่วตรวจสอบภาพเหตุการณ์และอดจะหัวเราะเบาๆ ออกมาไม่ได้ เป็นไปตามที่คาดไว้ ปริมาณไอน้ำย่อมเพิ่มขึ้นมากอย่างแน่นอน

ทันใดนั้นภาพเหตุการณ์ในใจของหลี่ฉางโซ่วก็เปลี่ยนไป เขาเพ่งจิตกลับไปที่สระหยกของศาลสวรรค์ ในงานเลี้ยงผลท้อเซียนที่มีการร้องเพลงเต้นรำ

สาวมังกรในเผ่ามังกรหลายคนต่างก็ออกมาเต้นรำในขณะที่แม่ทัพสวรรค์หลายคนในศาลสวรรค์ต่างประลองทักษะวิทยายุทธ์กับเหล่าบุตรหลานมังกรอย่างสบายๆ ท่ามกลางบรรยากาศที่เงียบและสงบสุข

ในทางกลับกัน มีเพียงนักพรตเต๋าชราหกคนจากสำนักบำเพ็ญประจิมเท่านั้นที่รู้สึกเหมือนกำลังนั่งอยู่บนดงเข็ม[2]

แม้ในเวลานี้จะมีลูกท้ออยู่ข้างหน้าพวกเขา แต่พวกเขาทั้งหมดต่างก็ยังสนใจใบหน้าของตน พวกเขายังคงทำหน้าเคร่งขรึมและปฏิเสธจะแตะต้องพวกมันอย่างเย่อหยิ่ง

ทว่าหลี่ฉางโซ่วก็รู้สึกว่า อย่างน้อยๆ นักพรตเต๋าชราทั้งหกก็ยังน่ารักกว่ารองเจ้าสำนักของพวกเขาเล็กน้อย

ในขณะนี้ เหล่าจื้อได้หายไปแล้ว และสิ่งที่ทำให้หลี่ฉางโซ่วตกใจที่สุดก็คือ ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเหล่าจื้อจากไปตั้งแต่เมื่อใด

พี่จ้าวเป็นคนที่เตือนหลี่ฉางโซ่ว ครั้นเมื่อหลี่ฉางโซ่วมองไปยังที่นั่งของเหล่าจื้อ เขาก็พบว่าไม่มีผู้ใดอยู่ที่นั่นแล้ว

ยิ่งยินเสียงฟ้าร้องยามสงัด รายละเอียดยิ่งเผยชัดในความจริง[3]

นี่คือผู้ดำรงอยู่เหนือธรรมชาติแท้จริง

ทว่าเหล่าจื้อผู้นี้เป็นเพียงร่างจำแลงของจอมปราชญ์เท่านั้น และเขาไม่รู้จริงๆ ว่าพลังเวทของจอมปราชญ์นั้น ลึกล้ำเพียงใด

ครั้นเมื่อเหล่าจื้อจากไป จ้าวกงหมิงก็ผ่อนคลายลงทันที บัดนี้ เขานั่งลงอย่างสบายๆ อีกครั้ง

จ้าวกงหมิงพึมพำว่า “ฉางโซ่ว เราไปทักทายเทพจันทรากันดีหรือไม่? ไม่เช่นนั้น เราอาจรู้สึกห่างเหินกันเมื่อเราไปที่ตำหนักครองคู่หลังจากนี้”

“ก็ดี” หลี่ฉางโซ่วยิ้มและเห็นด้วย จากนั้นเขาก็ถือไหสุราไปกับจ้าวกงหมิง และเดินไปข้างหลังครึ่งรอบเพื่อไปยังมุมที่นั่งของเทพจันทรา

ในขณะนั้น เทพจันทรารีบยืนขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วเผยรอยยิ้มอบอุ่น และด้วยเพราะคำเตือนของหลี่ฉางโซ่ว เขาจึงไม่ได้คำนับให้จ้าวกงหมิง

จ้าวกงหมิงหัวเราะเบาๆ และกล่าวอย่างอบอุ่นว่า “น้อมพบท่านเทพจันทรา รบกวนท่านแล้ว”

เทพจันทราประสานมือคารวะและกล่าวว่า “เทพน้อย น้อมพบสหายเต๋า ท่านเกรงใจไปแล้ว”

จ้าวกงหมิงยกจอกสุราขึ้นดื่มหนึ่งจอก แล้วกลับไปยังที่นั่งพร้อมกับหลี่ฉางโซ่ว

ก่อนจะจากไป หลี่ฉางโซ่วได้ขยิบตาให้เทพจันทราและกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “หลังจากงานเลี้ยงผลท้อเซียนแล้ว ข้าจะไปที่ตำหนักครองคู่พร้อมกับพี่กงหมิงเพื่อถามเรื่องบางอย่างกับท่าน”

เทพจันทราใจเต้นผิดจังหวะทันทีและกล่าวว่า “ระ-เรื่องอะไรหรือ? เทพน้อยไม่อาจควบคุมรูปแบบชีวิต เซียนเทียนได้ ข้าไม่มีแม้แต่รูปปั้นดินเหนียวด้วยซ้ำ”

“ไม่ต้องห่วง” หลี่ฉางโซ่วยิ้มและกล่าวว่า “มันเป็นปัญหาที่ท่านจะต้องเข้าใจได้อย่างแน่นอน เทพจันทรา”

ดวงตาของหลี่ฉางโซ่วเผยความหมายลึกซึ้ง และเทพจันทราก็เข้าใจการชี้นำของขุนนางผู้ทรงอำนาจได้อย่างรวดเร็ว แม้เขาจะไม่เข้าใจคำถาม แต่เขาก็ต้องเข้าใจ!

ดังนั้น ตลอดงานเลี้ยงผลท้อเซียน เทพจันทราจึงขมวดคิ้วและเอาแต่คิดว่าเกิดอันใดขึ้น…

ศิษย์ชั้นนอกที่อาวุโสสูงสุดของสำนักบำเพ็ญเต๋าเจี๋ย ขุนนางผู้ทรงอำนาจแห่งศาลสวรรค์และตำหนักครองคู่…เหตุใดถึงอยู่ด้วยกัน? เทพจันทราในชุดแต่งงานสีแดงค่อยๆ ตกอยู่ในภาวะครุ่นคิดสับสนวุ่นวาย

จุดประสงค์ของงานเลี้ยงผลท้อเซียนนี้คือ การจับมังกรเข้าสู่ศาลสวรรค์ และตอนนี้ก็ส่งเผ่ามังกรสู่ศาลสวรรค์สำเร็จแล้ว แม้วังมังกรทะเลทั้งสี่จะยังมีปัญหาต่างๆ อยู่ แต่เหตุผลอันชอบธรรมก็ได้รับการตัดสินแล้ว ต่อจากนี้ไป ศาลสวรรค์ก็สามารถช่วยเผ่ามังกรได้อย่างรวดเร็ว

ทว่านี่ก็ไม่ใช่ข้อตกลงเพียงครั้งเดียว[4] หลี่ฉางโซ่วได้รับบุญมากมาย ดังนั้นเขาจึงเริ่มจะรับ “งานหลังการขาย[5]”

ที่งานเลี้ยงผลท้อเซียน ทุกคนกำลังกินลูกท้อ ทว่าหลี่ฉางโซ่วก็วางผ้าเอาไว้บนโต๊ะและเริ่มเขียนบันทึกเสนอแนะ

นั่นก็เป็นแผนการเช่นกัน

………………………………………………………………..

[1] มีขีดจำกัดความสามารถ

[2] ความหมายเหมือนนั่งอยู่บนกองไฟ

[3] ถ้อยคำจากวรรณกรรมอู่ถีของหลู่ซิ่นในราชวงศ์ถัง

[4] ไม่ใช่ข้อตกลงหรือสัญญาที่เมื่อบรรลุแล้วก็จบสิ้น ไม่เกี่ยวข้องกันอีก

[5] คล้ายบริการหลังการขายคือแม้จะปิดงานที่รับผิดชอบสำเร็จแล้ว แต่ยังคอยดูแล ในที่นี้ก็หมายถึงเมื่อหลี่ฉางโซ่วส่งเผ่ามังกรสู่ศาลสวรรค์แล้ว เขาก็ไม่ได้คิดจะจบเพียงแค่นั้น แต่ตั้งใจจะช่วยให้เผ่ามังกรอยู่ในศาลสวรรค์ได้ดี